ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

Happy birthday to you… happy birthday to you ~

ภายในบ้านหลังใหญ่ ใจกลางห้องโถงของตัวบ้านถูกตกแต่งไปด้วยลูกโป่งและของตกแต่งหลากสีสัน แต่เพียงชั่วพริบตา ไฟที่ส่องสว่างก็มืดดับลงไปเสียหมด เหลือเพียงแสงสว่างจากดวงเทียนเล็ก ๆ ที่กำลังเคลื่อนเข้ามา เพื่อให้เด็กหญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาในวัย 8 ขวบที่กำลังตื่นเต้นได้เป่ามันให้มอดดับลง

แต่ภายในห้องโถงนั้นไม่ได้มีเธอแค่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการเป่าเทียนในครั้งนี้ เพราะยังมีอีกคนหนึ่ง ซึ่งเกิดในวันเดียวกับเธอ

เด็กหญิงละสายตาจากแสงเทียนสลัวไปหาเด็กชายวัย 10 ขวบที่เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงประหนึ่งไม่ค่อยพอใจกับการจัดงานวันเกิดร่วมกับเธอสักเท่าไหร่นัก เขาพยายามบอกแม่เสมอว่าอยากจัดแยก แต่ด้วยความที่ครอบครัวของทั้งสองสนิทสนมกันมาก นอกจากนี้บ้านยังอยู่ใกล้กันอีกด้วย ความปรารถนาของเขาจึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไร ทางผู้ใหญ่ก็ไม่มีวันแยกจัดงานวันเกิดให้เขาอยู่แล้ว

‘จัดรวมกันไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลา’ พ่อของเซจิเอ่ยขึ้น ความเยือกเย็นจากน้ำเสียงนั้นยิ่งทำให้เซจิไม่อยากจะเซ้าซี้สักเท่าไหร่นัก จึงต้องลงเอยด้วยการจัดงานวันเกิดร่วมกับด็กหญิงคนนี้โดยตลอด

“...Happy birthday to...youuuuuuuuuu~~~” เมื่อเสียงเพลงจบลง ทั้งสองก็เป่าเทียน แต่มีเพียงเด็กหญิงเท่านั้นที่ตั้งหน้าตั้งตาอธิษฐานด้วยความตั้งใจ

“สุขสันต์วันเกิดนะเซจิ…มีความสุขมาก ๆ นะ”

“ขอบคุณครับ อาพราว”

“เซจิอธิษฐานอะไรเหรอบอกได้หรือเปล่าจ๊ะ”

“ถ้าผมบอกไปเดี๋ยวคำอธิษฐานจะไม่เป็นจริงครับ (ขอให้จัดงานวันเกิด แยกกับยัยของขวัญนี่สักที!)” เด็กชายบอกพลางยิ้มให้อาพราว ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงที่เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มที่แลดูมีความสุขกับงานวันเกิดเป็นอย่างมาก

“แล้วของขวัญล่ะ? อธิษฐานว่าอะไร บอกอาได้มั้ยจ้ะ” อาน้ำผู้เป็นแม่ของเซจิเอ่ยถามเด็กหญิงด้วยประโยคเช่นเดียวกัน

“หนูคงจะบอกอาน้ำไม่ได้หรอกค่ะ ไม่อย่างนั้นคำอธิษฐานของหนูก็จะไม่เป็นจริงน่ะสิคะ”

“เธอขอว่าอะไรเหรอของขวัญ” “เซนโตะ” เด็กชายในวัยเดียวกันชะโงกหนามาถามเธอขึ้น จนของขวัญสะดุ้งตกใจ เธอเผลอเขกหัวของเขาเบา ๆ ต่อหน้าทุกคน ซึ่งก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าเด็กสองคนนี้สนิทกันมากแค่ไหน ต่างพากันหัวเราะชอบใจกันเสียด้วยซ้ำ

เด็กหญิงของขวัญแทบไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะเหล่านั้นเลยสักนิด กลับเอาแต่จ้องมองเด็กชายที่มีชื่อว่า เซจิ อยู่เป็นระยะ นอกจากนี้ยังพยายามไม่ให้ใครจับสังเกตได้อีกต่างหาก

อยากรู้มั้ยล่ะ ว่าเธอขอพรว่าอะไร เธอขอให้...

ตอน 2

10 years later...

ขอให้พี่เซจิรักฉัน

นั้นคือคำอธิษฐานของของขวัญ หญิงสาววัย 18 ปีที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน คำอธิษฐานของเธอก็ยังคงเป็นเช่นเดิมเสมอมา เธอหลงรักเซจิ พี่ชายของเพื่อนสนิทตัวเองมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็ยังรักเขาไม่มีเปลี่ยน แม้จะปิดบังความรู้สึกนี้กับเขามาโดยตลอดมา แต่ก็หวังว่าสักวันเขาจะรับรู้ความรู้สึกของเธอบ้างไม่มากก็น้อย เพียงเท่านี้ก็ยังดี ขอให้เขารู้สึกแบบเดียวกับเธอ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาจะไม่เคยแสดงออกว่าชอบเธอก็ตามที

เธอทราบดีว่างานวันเกิดร่วมที่ถูกจัดขึ้นในทุกปีนี้เขาไม่เต็มใจที่จะจัดร่วมกับเธอสักเท่าไหร่นักหรอก แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้าของเขาในทุกปี ถึงแม้ว่าในตอนนี้ เขาจะไม่ได้อยู่ให้เธอเห็นหน้าทุกวันเหมือนสมัยเด็กแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ทุกปีในวันเกิดเขาก็จะต้องกลับมาเป่าเค้กร่วมกับเธอตลอด นั่นถือเป็นข้อผูกมัดระหว่างพวกเขา...

“อธิษฐานว่าอะไรครับคนสวย” เซนโตะ เพื่อนสนิทต่างเพศก็มักจะชะโงกหน้าเข้ามาถามเธอแบบนี้ประจำ แต่ว่าตอนนี้เซนโตะไม่ได้ดูเหมือนเด็กขี้สงสัยเหมือนแต่ก่อน พอโตขึ้นมาเขากลับมีออร่าโดดเด่นไม่แพ้พี่ชายตัวเอง แถมยังมีความทะเล้นเจ้าคารม จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ไม่แพ้พี่ชายตัวเองเลยสักนิด ต่างกันตรงที่ว่าพี่ชายของเขาค่อนข้างเป็นคนเงียบขรึมไปสักหน่อย แต่เพราะว่าหน้าตาและฐานะล้วนๆ ทำให้เป็นที่ถูกใจของผู้หญิงหมู่มาก

“เอาหัวไปไกล ๆ เลยไอ้เซนโตะ กูจั๊กจี้หูเว้ย!”

“ก็กูอยากให้มึงจั๊กจี้ไง ฮ่าๆ อะ...” เซนโตะหัวเราะชอบใจใหญ่ที่ทำให้เพื่อนสนิทตัวเองจั๊กจี้หูได้สำเร็จ แล้วเขาก็แกล้งเธอเรื่อยๆ จนกระทั่ง…..

“เซนโตะ!” เสียงนั้นคือเสียงของเซจิ พี่ชายของเขานั่นเอง ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้ดูบึ้งตึงไม่ต่างจากสมัยเด็กเท่าไหร่นัก ไม่สิ! เป็นแบบนี้ทุกปีอยู่แล้ว ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเขาไม่ค่อยชอบวันเกิดตัวเองนักหรอก ส่วนสาเหตุนั้น ไม่มีใครทราบแน่ชัดนอกจากตัวของเซจิเอง

-ย้อนกลับไปสมัยเซจิยังเป็นเด็ก-

“คุณเซจิครับ ถึงเวลาเรียนพิเศษแล้วครับ” เสียงพ่อบ้านผู้ดูแลความเรียบร้อยดังขึ้น ก่อนจะปรากฎภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งทานอาหารเย็นอยู่บนโต๊ะหรูตัวยาว เขามีนามว่า เซจิ หรือ ทากาฮาชิ เซจิ เขาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เติบโตมาในครอบครัวที่ถือได้ว่าค่อนข้างเพรียบพร้อม หากหมายถึงในด้านการเงินแหละนะ เรียกได้ว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น ทางด้านความสัมพันธ์กับคนในตระกูลกลับเป็นเรื่องหนึ่งที่ตระกูลนี้ขาดตกบกพร่องเสียอย่างนั้น

ในทุกวัน เขาจะต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าเพื่อลุกขึ้นมาอ่านหนังสือเตรียมบทเรียน หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จะต้องมุ่งหน้าไปโรงเรียนก่อนใครอื่น เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่มักจะย้ำเสมอว่า การไปถึงก่อน แสดงให้เห็นถึงการมีความรับผิดชอบ และแม้จะถึงเวลาเลิกเรียนจากสถานศึกษาแล้ว ก็ยังไม่วายที่เขาจะต้องมานั่งเรียนพิเศษต่ออีก

และสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาเป็นทายาทซึ่งมีหน้าที่ต้องสืบทอดโรงพยาบาลต่อจากตระกูลของตัวเอง หากจะกล่าวว่าทำไปเพราะใจรัก ก็คงเอ่ยไม่ได้อย่างเต็มปาก เขาทำไปเพราะหน้าที่ของวงศ์ตระกูลเสียมากกว่า

ตระกูลทากาฮาชิ เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่รุ่นของคุณพ่อของคุณทวด ซึ่งในสมัยนั้น ท่านเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์คนหนึ่งซึ่งทางตระกูลได้จับพลัดจับผลูมาอยู่ที่ประเทศไทยอย่างกะทันหัน หลังจากเขาศึกษาวิชาแพทย์จบแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจ โดยเริ่มแรกเปิดเป็นคลินิกเล็ก ๆ ก่อนจะขยายเป็นโรงพยาบาลทากาฮาชิ ที่ในปัจจุบันมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศ

“ครับ” เซจิตอบกลับ ท่าทางของเขาเหนื่อยล้าเต็มทน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังฝืนเรียนต่อไป และในที่สุด ความพยายามของเขาก็เป็นผล เมื่อเขาสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศได้

แต่ถึงอย่างนั้น ทางครอบครัวก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นและแสดงความยินดีกับเขาแต่อย่างใด ซึ่งหากเป็นครอบครัวอื่น ซึ่งอยู่ในสังคมที่ค่านิยมในการเรียนวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ค่อนข้างสูงอย่างสังคมประเทศไทยแล้ว คงปิดซอยฉลองให้กับลูกหลานของตนกันเสียยกใหญ่ แต่กับทางตระกูลทากาฮาชินั้น การสอบเข้าคณะแพทย์ได้ พวกเขากลับมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทายาทประจำตระกูลของตนสามารถทำได้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโต ถึงแม้ว่า เซจิ จะสอบได้ที่หนึ่งของรุ่นในโรงเรียนระดับท็อปประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยได้รับคำชมหรือของขวัญแต่อย่างใด มีเพียงในช่วงวันเกิดเท่านั้น ที่เขาจะได้รับของขวัญจากพ่อกับแม่ ซึ่งก็เป็นของขวัญที่พ่อกับแม่ไม่ได้ตั้งใจเลือกสักเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ยังจัดงานเลี้ยงฉลองร่วมกับลูกสาวของเพื่อนแม่คนหนึ่งอยู่ตลอด

เขาไม่ชอบเลยสักนิด ไม่ใช่เพราะน้องของขวัญหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบความใส่ใจที่แตกต่างกันระหว่างครอบครัวของพวกเขาทั้งสองต่างหาก ครอบครัวของของขวัญอบอุ่นและเลี้ยงลูกอย่างเอาอกเอาใจ ส่วนเขากับน้องชายนั้นต่างออกไปอีกขั้วหนึ่งเลยก็ว่าได้

นอกจากนี้ ของขวัญที่เขาได้รับก็เป็นเพียงแค่การเปิดสุ่มจากนิตยาสารรายเดือนเท่านั้น หากเปิดเจออันไหนก็จะซื้อสิ่งนั้นให้เป็นของขวัญกับเขา มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเคยได้รถซุปเปอร์คาร์ตอนอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น และถ้าหากพ่อกับแม่ใส่ใจจริง คงไม่ซื้อสิ่งของที่เด็กอายุสิบขวบไม่สามารถใช้การได้มาเป็นของขวัญให้กันหรอก ประหนึ่งไม่ได้ตั้งใจจะมอบของขวัญให้เขาเลยสักนิด

และคนที่ขึ้นชื่อว่าต้องเพอร์เฟ็กต์ทุกระเบียบนิ้วอย่างเซจิเอง ก็ไม่ชอบที่จะถูกนำจุดที่แตกต่างกันตรงนี้มาเปรียบเทียบนัก

‘สอบได้ที่หนึ่งไม่มีของขวัญให้ไม่เป็นไร แต่จัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ทั้งที ตั้งใจจัดให้หน่อยก็ทำให้กันไม่ได้...’ สิ่งนี้เป็นความจริงที่อยู่ภายในเซจิมาตั้งแต่เด็ก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าไม่ให้ความสำคัญกับวันคล้ายวันเกิดของเขาเลยแหละนะ

จนกระทั่งถึงวันคล้ายวันเกิด เมื่อเขาเข้าสู่ชีวิตมหาลัย เขาก็เริ่มไม่ต้องการความใส่ใจจากพ่อและแม่อีกต่อไปแล้ว...

“เซจิ อยู่ค้างบ้านสักคืนสิ ไหน ๆ ก็กลับบ้านมาแล้ว” อาน้ำ แม่ของหนุ่มหล่อทั้งสองเอ่ยขึ้นหลังจากที่งานเลี้ยงวันเกิดได้จบลงอย่างเป็นทางการเรียบร้อย ต่างคนต่างก็ต้องต่างแยกย้ายกันไป และเซจิเองก็ต้องกลับคอนโดตัวเองเช่นกัน เขาแยกออกมาอยู่คอนโดคนเดียวหลังจากที่เข้ามหาลัย เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้กลับมาบ้าน

“วันนี้ผมคงค้างบ้านไม่ได้ ช่วงนี้สอบทุกอาทิตย์เลย ต้องนัดติวหนังสือกับเพื่อนน่ะครับ”

“น่าเสียดายจัง อาว่าจะให้ช่วยติวหนังสือให้ของขวัญซะหน่อย เห็นบอกว่าอยากเข้าเรียนมหาลัยเดียวกับเซจิด้วยนะ” อาพราวแม่ของของขวัญบอกขึ้นอีกแรง เผื่อว่าเซจิจะเปลี่ยนใจ เธอรู้ว่าเพื่อนสาวของตนคิดถึงลูกชายมากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยังคงได้คำตอบแบบเดิมกลับมา

“ไว้วันหลังแล้วกันนะครับ…อาพราว ผมไปก่อนนะครับแม่” เซจิลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหมุนตัวหันหลังเดินจากไปโดยไม่มีคำอำลา ก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเองเพื่อรีบไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นสถานที่ที่เขานัดเพื่อน ๆ นัดเจอกันเอาไว้

อันที่จริงก็ไม่ได้ติวหนังสืออย่างที่บอกแม่กับอาพราวหรอก แต่เป็นการฉลองวันเกิดอีกรอบหนึ่ง แบบที่เขาต้องการมาตลอดยังไงล่ะ ฉลองวันเกิดโดยที่ไม่มี(น้อง)ของขวัญ…

“เซจิ ไอจัสตินว่างนะ ไปเจอกันที่ร้านเดิมแล้วกัน” ชายหนุ่มอายุรุ่นเดียวกันกับเขาเอ่ยขึ้น เขามีชื่อว่า มาร์ติน อีแวนสัน นักศึกษาจากคณะทันตะ และจัสตินที่เขาพูดถึงก็คือน้องชายฝาแฝดของเขาซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในรงเรียนเตรียมทหาร เรียกได้ว่าเป็นว่าที่นายร้อยอนาคตไกลนั่นเอง และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนในกลุ่ม จัสตินจึงลงทุนขอเขียนใบลาเพื่อออกมาร่วมฉลองข้างนอกกันเลยทีเดียว “กูบอกพวกไอเป็นหนึ่งกับภีมละ เดี๋ยวน่าจะตามกันมา”

หากถามว่าคนโลกส่วนตัวสูงอย่างเซจิมีผองเพื่อนเยอะขนาดนี้ได้อย่างไรนั้น ก็คงต้องเกริ่นความไปถึงชั้นประถม พวกเขาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยยังแบเบาะ เนื่องด้วยที่บ้านค่อนข้างสนิทกันและจัดงานเลี้ยงค่อนข้างบ่อย พวกเขาจึงมีโอกาสได้เจอกันบ่อยครั้งจนเริ่มสนิทกันในที่สุด และทุกคนในที่นี้ก็รู้จักน้องของขวัญกันทั้งนั้น

“พวกมึงไม่ต้องแห่กันมาหรอก วันเกิดกูไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น” เขากล่าวเสียงเหนื่อยหน่ายตามประสาคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมนัก ลำพังแค่ตื่นไปเรียนตอนเช้าก็เหนื่อยมากพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากฉลองวันเกิดโดยไร้น้องของขวัญละครอบครัวของตน จึงยอมที่จะมาตามนัดหมายของผองเพื่อน

หากพบเจอแค่ผองเพื่อน เขาก็ไม่ติดใจอะไรอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ พวกเขากำลังจะไปฉลองในร้านซึ่งเต็มไปด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และเกินกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นรู้จักเขากันเกือบหมด เพียงแค่คิดก็เหนื่อยแล้วสำหรับพวกโลกส่วนตัวสูงดังเช่นเขา

“วันเกิดเดือนคณะแพทย์ทั้งทีเลยนะเว้ย” มาร์ตินกล่าวก่อนจะเข้ามาใช้แขนพาดคอของเซจิเอาไว้ แล้วเดินไปที่รถด้วยกัน

@CLUB JB

แสงไฟภายในผับสาดส่องไปทั่วประกอบกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม ทำเอาบีบจังหวะหัวใจคนในผับได้เป็นอย่างดียิ่งมีแอลกอฮอล์ในร่างกายด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงใจง่ายในสถานที่แบบนี้นัก

หลังจากมาถึงร้าน ก็พบว่าทุกคนในกลุ่มมารวมตัวกันหมดแล้ว และด้วยความที่ผองเพื่อนในกลุ่มนี้เป็นถึงหนุ่มป๊อปปูล่าร์ ถึงขนาดเคยครองตำแหน่งเดือนคณะทั้งห้าของมหาวิทยาลัย จึงเรียกเสียงฮือฮาในบรรดากลุ่มนักศึกษาเป็นอย่างมาก

“ไอจัส ไม่ทักทายพี่หน่อยเหรอวะ” มาร์ตินเอ่ยเรียกน้องชายฝาแฝดของตน ซึ่งรูปร่างหน้าตาของพวกเขาเรียกได้ว่าเหมือนกันอย่างกับจับวาง เหมือนกันถึงขนาดที่ว่าหากไม่ใช่พ่อ แม่ หรือเพื่อนที่สนิทกันมาก จะไม่สามารถแยกพวกเขาได้เลย

แต่สำหรับเซจิแล้ว การจะแยกพวกเขาออกจากกันนั้นช่างง่ายดายนัก เขาสามารถจับจุดสังเกตได้ตรงลักษณะนิสัย มาร์ตินคนพี่ค่อนข้างเฟรนด์ลี่และเข้าถึงง่าย รูปร่างเปราะบางกว่าคนน้อง ซึ่งเป็นถึงนักเรียนนายร้อยทหารที่มีบุคลิกขลึงขลังพร้อมลุยมากกว่า

“ก็คุยกันอยู่ทุกวัน จะให้ทักทายอะไรหนักหนา” จัสตินทำท่าเหนื่อยหน่ายใจใส่พี่ชายของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินมาแล้วสวมกอดเขา เป็นการทักทายตามสไตล์ลูกครึ่งอเมริกาของพวกเขา

หากพูดถึงเรื่องความเปราะบางของมาร์ตินคนพี่แล้วตอนช่วงมัธยมปลาย เขาเคยอ่อนแอถึงขนาดที่ว่าน้องชายฝาแฝดอย่างจัสติน ต้องสวมรอยมาเป็นตัวเขาเพื่อจัดการพวกที่มารังแกพี่ชายของตนในโรงเรียนเลยทีเดียว ส่วนเรื่องวิธีการสลับตัวนั้น เซจิก็ไม่อาจทราบได้เหมือนกัน

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์เดือนคณะแพทย์ ดูจากสภาพมึงแล้ว กูขออวยพรให้มึงได้นอนครบแปดชั่วโมง เดี๋ยวใบหน้าหล่อ ๆ จะเสียหายหมด” เมื่อเห็นเจ้าของงานวันเกิด ชายหนุ่มอีกคนก็รีบกล่าวอวยพรทันที

“เดือนคณะแพทย์อะไรของมึง กูปีสามแล้ว”

“แต่ก็ยังครองตำแหน่งเดือนคณะแพทย์ขวัญใจของน้อง ๆ ถึงสามปีเลยนะ ถึงจะผ่านไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีคนตามกรี๊ดพวกเรามากกว่าพวกเด็กปีหนึ่งที่มารับตำแหน่งต่อซะอีก”

คำพูดคำจาที่แสดงถึงความมั่นหน้าขนาดนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก โฮป ปพนธีร์ ปัญญารัศมิ์สกุล นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ความมาดมั่นและวาทศิลป์ถือเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ของเขา จนบางครั้งเพื่อนในกลุ่มก็อยากจะพากันแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอายแทน

“มึงเลิกจ้อเสียงดังได้แล้ว กูอายคนอื่นเขา รู้ว่าพวกกูหล่อ แต่มึงไม่ต้องนำเสนอขนาดนั้นก็ได้” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโซฟาในห้องวีไอพีกล่าวขึ้น ท่าทางของเขาดูภูมิฐานและโตเป็นผู้ใหญ่มากที่สุดในห้องนี้ อีกทั้งชื่อเสียงของเขายังดังก้องไปในหมู่นักธุรกิจหลายคนด้วย

เพราะเขาคือ เป็นหนึ่ง อมรสิริโยธิน หรือที่เพื่อนชอบเรียกกันว่า ไอ้ที่หนึ่ง เพราะเขามักจะเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ รวมไปถึงการเป็นที่หนึ่งของการแข่งขันประกวดเดือนมหาวิทยาลัยเมื่อสามปีก่อนด้วย นอกจากนี้เขายังถือเป็นทายาทของเคเอกรุ๊ปซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหา ห้างร้าน หรือแม้แต่ธุรกิจการบินก็ตาม รวมถึงเป็นเจ้าของร้านนี้ด้วย…

“สรุปพวกมึงมาฉลองวันเกิดกูหรือมาทะเลาะกันวะ” เซจิที่เงียบอยู่นานเอ่ยปากขึ้น “ดูอย่างไอเท็มดิ ออกจะเรียบร้อย”

“นั่งเล่นเกมทั้งวันเนี่ยะนะ” โฮปกล่าวขึ้นก่อนจะปรายตามองไอเท็มซึ่งกำลังหมกมุ่นกับการเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ

“กูศึกษารูปแบบเกมเว้ย” ไอเท็มสวนกลับ แล้วตั้งใจเล่นเกมต่อไป น้อยครั้งที่เขาจะเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ นอกเสียจากว่ามีสิ่งที่เรียกสายตาและความสนใจจากเขาได้จริง แต่ก็อย่างว่า เขาเป็นถึง ไอเท็ม ธนวินท์ วราเจริญภิวัฒน์ โปรเพลย์เยอร์เกมยิงชื่อดัง หากจะนั่งเล่นเกมตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ที่น่าฉงนก็คือ เขากลับสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยระดับท็อปประเทศได้ ถึงแม้จะนั่งเล่นแต่เกมทั้งวันทั้งคืนก็ตาม

“แล้วไอภีมหายหัวไปไหนวะ”

“มันบอกว่าไปหาซื้อของอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวคงมามั้ง”

“นินทากูอยู่เหรอวะ” ไม่นานชายหนุ่มที่ถูกเอ่ยถึงก็ปรากฎตัว และดูเหมือนว่าจะเป็นแขกคนสุดท้ายของงานนี้

“เปล่า กูคิดว่ามึงจะเบี้ยวนัด เห็นพูดซะดิบดี” จัสตินกล่าวสวน สองคนนี้ตอนเรียนมัธยมต้นถือว่าเป็นคู่อริกันเลยทีเดียว แต่ตีกันไปตีกันมา กลับกลายเป็นเพื่อนกันไปเสียอย่างนั้น เรียกได้ว่าสองคนนี้เป็นคู่ซี้กันเลยทีเดียว เพราะเลือดร้อนด้วยกันทั้งคู่ ตอนมัธยมปลายจึงชวนกันไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยด้วยกัน แต่ติดตรงที่ว่าสอบกันคนละเหล่าทัพ ภีม ภัครพล อัฎฐกรเมธา เลือกเข้ากองทัพเรือ ส่วนจัสตินเข้ากองทัพบก

“กูไปหาซื้อของขวัญมาเว้ย วันเกิดก็ควรมีของขวัญให้เจ้าของวันเกิดป่าววะ” หลังจากกล่าวจบ ชายหนุ่มผู้มีชื่อว่าภีมก็ยื่นกล่องของขวัญไปทางเซจิ

“ซึ้งใจว่ะ” เซจิกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะรับกล่องของขวัญไป “ขอบใจมากมึง”

“ไม่เห็นต้องลำบาก กูเตรียมไว้แล้ว มีให้พวกมึงทุกคนด้วยนะ” เป็นหนึ่งกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืน หลังจากนั้นเขาก็เดินไปเปิดประตูห้องวีไอพีออก ก่อนจะมีขบวนสาว ๆ แห่กันเดินออกมา “และสำหรับมึงด้วย ไอโฮป”

สิ้นประโยคนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาคนหนึ่งเดินเข้ามา เป็นหนึ่งทราบรสนิยมของเพื่อนทุกคน จึงสรรหาหญิงสาวและชายหนุ่มมาได้อย่างตรงใจ

หลังจากนั้น งานเลี้ยงฉลองวันเกิดโดยไม่มีของขวัญก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ....

ตอน 3

“ไอเซนโตะ ใช่….ร้านนี้จริงๆ เหรอวะ? ที่หวานมันบอกว่าจะเลี้ยงเหล้าพวกเราอ่ะ” ของขวัญสาวสวยในชุดเสื้อกล้ามรัดรูปและกางเกงยีนส์ขาสั้นหันไปสะกิดเซนโตะที่เอาแต่ส่งสายตาหว่านเสน่ห์ผู้หญิงไปทั่ว

สาเหตุที่ถามเป็นเพราะเริ่มไม่แน่ใจ เธอไม่รู้ว่านี้คือร้านที่เพื่อนในกลุ่มนัดมาพบปะกันหรือเปล่า นอกจากนี้ยังเป็นร้านที่เธอไม่เคยมาและไม่คุ้นตาสักเท่าไหร่นักด้วย แถมยังอยู่ไกลจากร้านประจำ อีกทั้งยังมีแต่เด็กมหาลัยเสียส่วนใหญ่ด้วย

หลังจากจัดงานวันเกิดเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ซึ่งของขวัญเองก็มีฉลองวันเกิดกับกลุ่มเพื่อนของเธอด้วยเช่นกัน และพวกเธอก็เลือกร้านนี้ เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่มีเด็กมหา’ลัย BK เยอะมาก พวกเธอนัดกันเอาไว้ว่าจะพากันเข้าที่ BK ให้ได้ และครั้งนี้ก็มาเพื่อดูลาดเลาเอาไว้ก่อน เพราะคิดว่าหากติดมหา’ลัย BK กันครบองค์ประชุม แล้วร้านนี้ก็อาจจะเป็นร้านประจำสำหรับกลุ่มของพวกเธอในอนาคตก็เป็นได้

“เออดิ! มึงดูดิ มีแต่เด็ก BK ทั้งนั้นเลย กูแม่งอยากรีบขึ้นปี 1 เร็ว ๆ แล้วเมื่อไรจะเปิดรับสักทีวะ” เซนโตะบ่นพึมพำ

“ไอ้เซนโตะ! มึงได้ฟังที่กูพูดมั้ยเนี่ย?”

“ห๊ะ? มึงว่าไงนะ…ของขวัญ”

“ก็กูถามว่า...” เธอพยายามจะหันไปถามเซนโตะอีกครั้ง แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้าเสียก่อน ซึ่งเขาคนนั้นก็คือคนที่เธอคิดถึงมาโดยตลอด คนที่เธอคิดว่าเขากำลังไปติวหนังสือกับเพื่อน แต่ที่ไหนได้กลับมานัวหญิงอยู่ตรงโซนมืดต่อหน้าเพื่อน ๆ

อันที่จริงเธอไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า… แต่แผ่นหลังกว้างนั้นมันช่างเหมือนเขาซะเหลือเกิน เหมือนจนเธออยากจะเดินเข้าไปดูให้แน่ใจ ทว่ากลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นเสียก่อน ทำให้เธอจำต้องละสายตาจากเขาโดยปริยาย แล้วมองไปยังต้นทางเสียงที่ดังขึ้น

“ของขวัญ! เซนโตะ! ทางนี้เว้ย!”

“กูนึกว่ามึงจะหลอกกูแล้วซะอีก”

“กูจะหลอกมึงทำไมล่ะ? เลี้ยงเหล้าก็คือเลี้ยงดิวะ กูว่านี่แหละผับประจำในอนาคตของพวกเราเว้ย! ดูดิมีแต่ผู้งานดีๆ ดูโต๊ะข้างๆ ดิ โคตรหล่อเลยอ่ะ….”

“ผู้หญิงก็เด็ดไม่แพ้กัน เห็นทีกูคงต้องตั้งใจทำข้อสอบและเตรียมสัมภาษณ์ดี ๆ ซะแล้ว”

“นี่มึงกะจะตั้งใจเรียนเพื่อสิ่งนี้เลยเหรอวะไอ้เซน ยอมใจว่ะ ฮ่าๆ”

“ของขวัญ! ผู้โต๊ะนั้นมองมึงด้วยหล่อมาก”

“ไหน?!” ไอ้คนที่ถามมันไม่ใช่ฉันหรอก แต่เป็นไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ ฉันต่างหาก

อ๋อใช่…ฉันลืมเล่าเรื่องคนที่สำคัญในชีวิตฉันไปเลย ซึ่งคนคนนั้นก็คือเซนโตะยังไงล่ะ… มันเป็นเพื่อนฉันมาตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะแม่ของพวกเราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน แถมบ้านยังอยู่ข้างกันอีกต่างหาก จึงทำให้เซนโตะสนิทกับฉันมาก เรียกได้ว่าโตมาด้วยกันเลยทีเดียว พวกเรารักกันมากจนเหมือนไม่ใช่แค่เพื่อนสนิท แต่เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องกันไปแล้ว

โดยส่วนตัวแล้วฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของที่บ้าน จึงมองว่าบางทีเซนโตะก็เป็นเหมือนพี่ชายที่คอยสแกนคนนั้นคนนี้ให้ในเวลาที่ฉันตั้งใจอยากจะคบกับใครอย่างจริงจัง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีแหละนะ

แต่ถึงแม้บางคนเซนโตะจะยืนกรานว่าเขาเป็นคนดีและสามารถทำให้ฉันมีความสุขได้ ก็กลับเป็นฉันเสียเองเนี่ยะแหละที่ไม่ยอมเปิดใจให้ใครเข้ามา

เพียงเพราะว่า...ฉันกำลังรอความรักลมๆ แล้งๆ จากพี่เซจิ พี่ชายแท้ ๆ ของเซนโตะนั่นแหละ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ไม่เคยจะมองฉันเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันเองก็ยังแอบหวังว่าอาจมีสักวันที่เขาจะหันมามองกันบ้าง

“ดูแม่งก็รู้แล้วว่าขี้หลีอะ”

“แหม...พูดเหมือนมึงคนดียังงั้นแหละเนอะ”

“เอ้า! เพราะกูไม่ใช่คนดีไง กูถึงมองผีด้วยกันออก ยังไงของขวัญก็ต้องเจอคนดี ๆ ไม่อย่างนั้นกูไม่ยอม”

“คนดีจังเลยนะมึง ไหนมาหอมแก้มทีดิ” ฉันพูดชมมันอย่างหมั่นไส้ พลางทำเป็นยื่นหน้าไปหอมแก้มมันแบบที่ชอบทำ แต่กลับถูกมือของเซนโตะดันหน้าเอาไว้ซะก่อน

“หยุดดิ มึงทำงี้เดี๋ยวผู้หญิงในผับก็หาว่ากูมากับเมียกันพอดี แล้วกูจะขายออกมั้ย?”

“ขายไม่ออกก็เรื่องของมึงดิวะ ” ฉันบ่นมันอุบอิบ แต่เหมือนเซนโตะจะแอบได้ยิน จึงผลักหัวฉันอย่างเบามือด้วยความหมั่นไส้

“กวนตีนละของขวัญ…” เซนโตะบ่นฉันกลับพลางหยิบแก้วเหล้าตรงหน้าขึ้นกระดก

ส่วนฉันก็ได้แลบลิ้นใส่มันกลับไป หยอกล้อกันไปสักพัก เซนโตะก็ดูเหมือนมันจะนิ่งไปแล้ว สายตาของมันจับจ้องไปยังผู้หญิงที่อยู่ถัดจากโต๊ะของพวกฉันไปประมาณสองสามโต๊ะ ซึ่งฉันก็รู้ได้ทันทีว่ามันคงเจอเหยื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“มึง… กูว่ากูต้องไปแล้วว่ะ ถึงเวลาเฉิดฉาย”

“เช็คให้ดีด้วยนะมึง ไม่ใช่ว่าเขามากับผัวนะเว้ย” ฉันบอกมันไล่หลังไป

“รอดูแล้วกัน…” มันโบกมือแล้วเดินไปยังโต๊ะผู้หญิงคนนั้นทันที ส่วนฉันอาศัยจังหวะนี้หันไปมองหาพี่เซจิอีกครั้ง โต๊ะของเขาอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะของฉันมากเท่าไรนัก แต่หากไม่โฟกัสก็คงไมองไม่เห็นโต๊ะนั้นอย่างแน่นอน เพราะมุมค่อนข้างเป็นส่วนตัว

และในตอนนี้ ฉันก็มั่นใจแล้วว่าเป็นพี่เซจิจริง ๆ นอกจากนี้เขายังมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนตักด้วย

อ่า…เจ็บชะมัด! แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ฉันละสายตาจากภาพบาดตานั้นแล้วหันไปยิ้มให้ทั้งน้ำหวาน และมิ้ง ซึ่งแต่ละคนก็ต่างเป็นเพื่อนในกลุ่มของฉันด้วยกันทั้งนั้น

“ตอนเข้ามา กูเหมือนเห็นพี่เซจิเลยว่ะ มึงว่าไอ้เซนโตะมันจะเจอพี่ชายมันมั้ย” มิ้งชะโงกหน้ามาถามฉัน

“อ้าวพี่เซจิมาร้านนี้ด้วยเหรอ? กูเห็นพี่เซจิบอกแม่ว่าจะไปติวหนังสือกับเพื่อนนะ” ฉันโกหกพวกมันไป พยายามทำตัวให้แนบเนียนและปกติที่สุดว่าตัวเองไม่ได้สนใจอะไรพี่เซจิมากมายนัก เพราะเพื่อนในกลุ่มของฉันแต่ละคนมันก็แสดงอาการออกอย่างชัดเจนว่าชอบพี่เซจิเหมือนกัน แต่ก็แค่กรี๊ดกร๊าดตามประสานั่นแหละ พวกมันเองก็มีแฟนกันหมดแล้ว เหลือเพียงฉันกับไอ้เซนโตะ…

แต่แบบเซนโตะจะเรียกว่าโสดเต็มปากก็ไม่ได้หรอก ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่ามันเจ้าชู้ขนาดไหน

“กูถามจริงนะ…ของขวัญ มึงก็สนิทกับครอบครัวไอ้เซนโตะมาตั้งนาน ทำไมถึงไม่พยายามตีสนิทกับพี่เซจิบ้างวะ ตีสนิทพี่เซจิให้พวกกูหน่อยดิ…นะนะนะ”

“ไหนใครอยากให้กูตีสนิทกับพี่เซจิบ้าง” พวกมันทั้งหมดพร้อมใจกันยกมือขึ้น

“เออดีกูจะได้ฟ้องผัวมึงเรียงตัวเลย กูไม่ทำให้หรอกเว้ย! ไปเอาคนน้องนู้น” แล้วฉันก็ชี้ไปที่ไอ้เซนโตะที่กำลังคุยกับผู้หญิงอยู่ทางโต๊ะไกลอย่างสนุกสนาน โดยที่มือมันเองก็พยายามลวนลามขาอ่อนผู้หญิงคนนั้นด้วย ดูความเจ้าเล่ห์ของมันสิ…

“เหอะ กูคงน้ำตาเช็ดหัวเข่าอะ”

“ต่างกันตรงไหนก็นิสัยเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องปะ” ฉันพูดไปตามตรง จริง ๆ ก็ดูเจ้าชู้ทั้งเซจิเซนโตะนั่นแหละ เพียงแต่คนละสไตล์เท่านั้น อย่างที่ฉันบอกไปตั้งแต่ตอนแรกก็คือ พี่เซจิชอบกินแบบเงียบ ๆ ส่วนไอเซนโตะ รายนี้ชอบกินแบบโจ่งแจ้ง

น่าแปลกที่ผู้หญิงยังยอม ทั้งๆ ที่รู้ตัวดีว่าต่อให้ยอมพี่เซจิหรือเซนโตะ พวกเขาก็ไม่ยอมหยุดที่พวกเธออย่างแน่นอน แต่ก็คงเหมือนกับฉันแหละมั้ง ที่หัวใจยังปักหมุดรักพี่เซจิ ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองฉัน

“ไม่จริงอ่ะ! อย่าว่าพี่เซจิของกูนะ พี่เขาดีกว่าไอ้เซนโตะตั้งเยอะ”

“อีหวานได้ข่าวว่าผัวมึงก็อยู่ร้านนี้ไม่ใช่เหรอวะ? เก็บอาการหน่อยนะมึง”

“มาไม่เท่าไร เดี๋ยวเสือกนั่งโต๊ะเดียวกับพี่เซจิด้วยจะโป๊ะไปอีกจ้า ฮ่าๆ”

“ให้กูเดินไปฟ้องผัวมึงเลยมั้ยล่ะ”

“พวกมึงอ่ะใจร้าย” แล้วหวานมันก็ทำหน้าเศร้าสร้อยแบบเสแสร้ง พวกเราก็นั่งขำและนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลินพลางจิบเหล้าที่หวานซื้อมาเลี้ยงให้ไปด้วย รู้ตัวอีกที ฉันก็นอนหน้าฟุ๊บลงกับโต๊ะซะแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเมานั่นแหละ

หวานกับมิ้งก็เริ่มเบลอแล้วเหมือนกัน ส่วนจีนเพื่อนในกลุ่มของฉันอีกคนที่ตามมาทีหลัง มันยังไม่ทันจะได้เมา ผัวมันก็มาลากกลับบ้านซะงั้น หวงอะไรกันนักกันหนาก็ไม่รู้ ตอนนี้กลุ่มของพวกเราก็เหลือแค่ฉัน หวาน และมิ้ง ส่วนไอ้เซนโตะก็หายไปกับผู้หญิงตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว จะเจอมันอีกทีก็คงเป็นช่วงร้านใกล้ปิด ก็คือตอนที่มารับฉันนั่นแหละ

“นี่กี่โมงแล้ววะ” ฉันเงยหน้าไปถามพวกที่เหลืออยู่ด้วยสภาพมึนๆ

“ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว มึงกลับตอนไหน?”

“ก็ต้องรอไอ้เซนโตะนั่นแหละ เดี๋ยวกูไปห้องน้ำแปปนะ”

“อือ ให้พวกกูไปเป็นเพื่อนเปล่า”

“ไม่เป็นไรอะ กูยังไหว” ไหวของฉันคือภาพเบลอเดินเซ แต่ยังพอมีสติอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เดินชนคนนั้นคนนี้นะ แล้วฉันก็เดินไปยังตามทางที่คิดว่าจะเป็นห้องน้ำ เอ๊ะ! ทำไมมันอยู่ลึก นอกจากนี้ยังดูแปลกพิกล เพราะเหมือนจะมีเตียงอยู่ในห้องด้วย แต่ก็เอาเถอะ…ฉันอยากเข้าห้องน้ำจะแย่แล้ว รีบเข้าแล้วรีบไปดีกว่า

กึก กึก

“อะ...อื้อ เซจิ…ถอดให้เฟย์หน่อยสิ” อยู่ ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงแหลมของผู้หญิงที่พูดด้วยน้ำเสียงกระเส่า ว่าแต่เมื่อกี้หูฉันไม่ได้ฝาดใช่มั้ย! ยัยนั่นเหมือนเรียกชื่อพี่เซจิ!

ฉันรีบจัดการธุระให้เสร็จเรียบร้อยแล้วออกจากห้องน้ำมาด้วยสภาพเซนิดหน่อย แล้วภาพที่เห็นทำเอาฉันถึงกับผงะตาสว่างขึ้นมาทันใด

ฉันพอจะเห็นภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ถึงแม้สายตาจะค่อนข้างเบลอ แต่ก็จำได้ว่าคือ “พี่เซจิ” สภาพของเขาเปลือยท่อนบนกำลังคร่อมร่างผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ซึ่งตอนนี้ด้านบนของเธอเหลือเพียงแต่บราเซียลูกไม้สีดำเท่านั้น ไม่ต้องบอกฉันก็พอจะเข้าใจได้ในทันทีว่าทั้งสองคนกำลังจะทำอะไรกัน

“พะ...พี่เซจิ!” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ

“ของขวัญ!?” พี่เซจิเองก็เช่นกัน

“...!?” ส่วนยัยผู้หญิงคนนั้นก็อ้ำอึ้ง

“เธอเข้ามาทำอะไรที่ห้องนี้?”

“อ...เอ่อ...”

“ฉันถามว่าเธอมาทำอะไรที่ห้องนี้ นัดใครไว้!”

พี่เซจิใส่เสื้อตัวเองให้เข้าที่แล้วลากฉันออกมาจากห้อง จนฉันแทบจะก้าวตามไม่ทัน ดูท่าเขาคงจะโกรธฉันมากเลยสินะที่ไปขัดจังหวะความสุขของเขากับผู้หญิงคนนั้น

“เปล่านะ ของขวัญแค่...”

“อย่าโกหก! ฉันถามว่านัดใครไว้ อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงหูแม่เธอใช่มั้ย…ของขวัญ”

“ยะ...อย่าบอกแม่ของขวัญนะ(เรื่องที่ฉันแอบแม่หนีเที่ยว)”

“แล้วเพื่อนเธอไปไหนหมด”

“อยู่ข้างโซนนั้นค่ะ” ฉันชี้ไปที่โซนของตัวเอง แต่บัดนี้มันกลับว่างเปล่า

“ไหนเพื่อนเธอ” พี่เซจิยืนกอดอกอย่างไม่ลดละ แล้วยิงคำถามเดิมใส่ ราวกับคิดว่าฉันกำลังโกหก

“มันคงไปห้องน้ำกัน พี่ปล่อยของขวัญได้แล้ว กลับไปทำธุระของตัวเองให้เสร็จเถอะค่ะ”

“แล้วไอ้เซนโตะมันไปไหน”

“...” ถ้าหากพี่เซจิรู้ว่าเซนโตะไปทำอะไร มีหวังเขาได้เอาไปฟ้องอาน้ำแน่ ๆ ฉันไม่ยอมให้เพื่อนของฉันถูกแม่บ่นหรอก และตัวฉันเองก็จะไม่ยอมถูกแม่บ่นด้วยเหมือนกัน

“ฉันถะ…”

“ของขวัญว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะรอพี่อยู่ เพราะฉะนั้นอย่ามาเสียเวลากับน้องเลยดีกว่าค่ะ เดี๋ยวน้องจะรอเพื่อนอยู่ตรงนี้เอง” ฉันพูดตัดบทไปพลางเดินไปนั่งลงที่โต๊ะเดิม ซวยแล้ว! พวกนั้นหายไปไหนกันนะ แถมยังเอากระเป๋าฉันไปด้วยอีกต่างหาก โทรศัพท์อะไรก็อยู่ในกระเป๋าหมดเลยด้วย แล้วอย่างนี้ฉันจะติดต่อกับพวกมันยังไงเนี่ยอีกอย่างพี่เซจิก็เดินออกไปจริง ๆ ด้วย ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียวอยู่นานสองนาน และแล้วก็เหมือนสวรรค์มาโปรดฉันอีกครั้ง เมื่อเพื่อนรักสองคนเดินกลับมา

“ของขวัญ มึงไปไหนมา รู้มั้ยกูตามหามึงตั้งนาน ไหนบอกว่าไปห้องน้ำมาไง พวกกูก็ไปดักรอก็ไม่เห็นเจอ บอกแล้วไงว่าให้พวกกูไปเป็นเพื่อน อะ…นี่กระเป๋ามึง นึกว่าโดนผู้ชายลากไปซะแล้ว” หวานมันบ่นฉันยาวเหยียดจนถึงขนาดต้องยกมืออุดหูกันเลยทีเดียว

“กูไปห้องน้ำชั้นบนมา”

“บนไหนของมึง ห้องน้ำอยู่ชั้นล่างฝั่งนั้นเองนะ”

“ชั้นบนก็มี”

“มึงกูได้ข่าวว่าชั้นบนของร้านมัน....”

“มึงจะหยุดทำไมเนี้ย พูดต่อดิ”

“นั่นมันห้องเชือดไม่ใช่เหรอวะ”

“!!!!”

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167TVX” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167TVX
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ทิ้งหมั้นเพื่อรักเก่า งั้นฉันแต่งงานใหม่
ทิ้งหมั้นเพื่อรักเก่า งั้นฉันแต่งงานใหม่
เมื่อคู่หมั้นทรยศหักหลังและเลือกหวนคืนสู่อ้อมกอดของรักเก่า เธอจึงไม่ยอมจมอยู่กับความเจ็บปวด แต่ตัดสินใจก้าวเดินต่อไปด้วยการแต่งงานใหม่กับชายหนุ่มผู้พร้อมจะมอบความรักที่แท้จริงให้ เรื่องราวรักแท้ครั้งใหม่ในนิยายรักโรแมนติกสุดเข้มข้นที่จะทำให้คุณลุ้นไปกับความรักครั้งใหม่นี้
8.7
89 ตอน
ข้ามภพมารักเธอ
ข้ามภพมารักเธอ
เมื่อชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายท่ามกลางพายุคลั่ง เขากลับหลุดพ้นจากความตายก้าวข้ามภพไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก นิยายรักแฟนตาซีสุดระทึกที่จะพาคุณไปพบกับโชคชะตาอันตรายที่มีเสือลายพาดกลอนยักษ์เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหนือจินตนาการ อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
9.1
98 ตอน
Omega's instinct สัญชาตญาณดิบ [Omegaverse]
Omega's instinct สัญชาตญาณดิบ [Omegaverse]
เมื่อ เจเรมี ทายาทผู้นำกลับกลายเป็นโอเมก้าและถูกโยนเข้าสู่เกมล่าชีวิตเพื่อช่วยตัวประกัน เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับ คริส อัลฟ่านักโทษกบฏที่จ้องจะครอบครองร่างกายเขาแลกกับอิสรภาพ นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดระทึกที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณดิบและการเอาชีวิตรอดในเกมเดิมพันรักอันตรายครั้งนี้
9.2
82 ตอน
วันวิวาห์ของเขา แค้นสมบูรณ์แบบของเธอ
วันวิวาห์ของเขา แค้นสมบูรณ์แบบของเธอ
จากคนไร้ค่าข้างถนนสู่ราชาแห่งสาทรและสามีลับๆ แต่เขากลับทรยศอย่างเจ็บแสบด้วยการทำลายความทรงจำของลูกสาวเพื่อเอาใจชู้รัก นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้นที่จะพาทุกคนไปพบกับเกมแค้นรักอันร้อนแรง เมื่อความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นแรงพยาบาทที่พร้อมจะเผาผลาญเขาให้มอดไหม้ในวันวิวาห์
8.8
75 ตอน
คุณหนู ตกอับ
คุณหนู ตกอับ
เมื่อชีวิตคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต้องพังทลายลงในพริบตา อดีตอันหรูหรากลับกลายเป็นความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ท่ามกลางวิกฤตชีวิตครั้งนี้เธอยังต้องติดอยู่ในบ่วงความสัมพันธ์สุดซับซ้อนของรักสามเส้าที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและแรงปรารถนาอันยากจะถอนตัว อ่านนิยายรักสุดเข้มข้นที่จะทำให้คุณลุ้นจนหยุดไม่ได้
8.1
40 ตอน
กฎคือห้ามท้อง
กฎคือห้ามท้อง
เมื่อความรักถูกจำกัดด้วยชนชั้นและเงื่อนไขอันโหดร้ายในนิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้น ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลยื่นคำขาดแสนเย็นชา 'กฎคือห้ามท้อง' พร้อมคำขู่ทำแท้งที่กรีดลึกในใจเธอ ขณะที่อีกคู่เป็นเกมรักเหนือกว่าของหญิงสาวผู้กุมอำนาจที่พร้อมทำทุกทางเพื่อครอบครองเขาอย่างไร้ทางขัดขืน
8.2
97 ตอน