ตอน 3

สุดท้ายเช้านี้ดรันย์ก็ยกเลิกประชุมที่สิงคโปร์ไปโดยปริยาย

หลังจากพบว่าคนที่ฟุบหลับตรงหน้านี้เป็นใคร นัดหมายของวันนี้ทั้งวันก็ถูกเลิกอย่างเร่งด่วน

คุณหมอหนุ่มไม่รู้ว่าคนตรงหน้ามาหาเขาทำไม ในเมื่อเวลานี้เจ้าตัวควรจะอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทว่าเขากลับไม่รอให้เธอตอบ มือหนายกหูโทรศัพท์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต่อสายหาใครบางคนที่คิดว่าจะช่วยเขาได้

แค่เพียงอึดใจเดียวข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการก็ถูกปริ้นท์ออกมาตรงหน้า ชายหนุ่มใช้สายตาไล่เรียงข้อมูลอยู่สักพักก็ตัดสินใจสะกิดเรียกคนขี้เซาด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก

“มิดา! ตื่น! มิดา! พี่บอกให้เราตื่นไง!”

ดรันย์เขย่าเรียกเธอด้วยความโมโห ทว่าคนที่นอนน้อยติดต่อกันมาเกือบเดือนกลับไม่รู้สึกรู้สา ซ้ำยังไขว่คว้าหาหาอะไรสักอย่างแล้วสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความคว้ามือเขาไปกอด

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ขณะที่ปากอิ่มยังเพ้อแผ่วหาคนเป็นพ่ออย่างน่าสงสาร ซ้ำคนขี้ใจอ่อนยังทนไม่ไหว กระทั่งยอมสละตักแกร่งให้เธอหนุนพร้อมกับมือหนาที่ถูกเกาะเเน่นไม่ยอมปล่อย

“เอ้า! จะนอนก็นอนไปเลย”

ดรันย์ยอมแพ้ เขาเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางอ่อนล้าไม่ต่างกัน การยืนผ่าตัดนานกว่าหกชั่วโมง ซ้ำยังเดินอ้อมโรงพยายาลอีกเกือบครึ่งชั่วโมงทำให้เสียพลังงานไปมาก กระทั่งว่าหมดเรี่ยวแรงจะขับรถกลับบ้านอย่างที่ควรจะเป็น

ชาบหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะลากเลยไปยังกลุ่มผมดำนุ่มสลวย ทว่าตอนนี้กลับยุ่งเหยิงจนไม่เหลือเค้าความสวยให้หลงใหล มีเพียงความยุ่งยีที่เจ้าตัวขยับพลิกไปมา

มองเห็นแล้วก็อดที่จะเอื้อมมือไปลูบไม่ได้ ขณะเดียวกันเส้นผมที่นุ่มมือกลับทำให้หวนนึกถึงวันวาน เด็กหญิงรมิดาตัวน้อยในอดีต บัดนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวสวยสะพรั่งหากแต่กลับถูกกลบไว้ด้วยภาพลักษณ์ที่แสนเฉิ่มเชย

“มอมเป็นลูกหมาเลยนะเรา”

ดรันย์พูดเสียงขรึม เขาขยับแว่นสายตาหนาเตอะออกจากใบหน้าจิ้มลิ้ม พลางใช้ผ้าขนหนูซับคราบไคลต่างๆ ออกให้ เผยผิวพรรณที่สวยใสไร้สิวฝ้าให้มีตำหนิกวนใจ

ทว่าใบหน้าที่กำลังหลับพริ้มกลับซ้อนทับภาพใครบางคนขึ้นมา...

“เห้ย!”

ชายหนุ่มเพ่งมองคนที่กำลังหลับอีกครั้ง แสงไฟสีนวลสลัวกลับทำให้เขาเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก ทว่าใบหน้าสวยที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ ‘เธอคนนั้น’ กลับทำให้หัวใจเขามันเต้นแปลกๆ

อาจเพราะนานแล้วที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับสาวคนไหน วันนี้มันจึงหวั่นไหวได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าจะตั้งใจไว้เเน่วแน่ว่าจะไม่มองผู้หญิงคนไหนอีกถ้าไม่ใช่เธอ

“คิดอะไรบ้าๆ วะ ไปหมดละมั้ง สมงสมองเนี่ย”

คุณหมอหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ พลางนึกโทษงานที่หนักหน่วง จนกระทั่งทำให้เผลอมองเด็กสาวในอุปการะเป็นคนอื่น แม้ความเหมือนจะมีมากก็ตามที

ชายหนุ่มสลัดความคิดบ้าๆ ออกจากหัว ก่อนจะถอดเเว่นสายตาของตัวเองออกบ้าง ขณะที่เอนหลังพิงพนักโซฟา มือหนายกขึ้นคลึงระหว่างหัวคิ้วทั้งสอง ก่อนจะตัดสินใจพักสายตา เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถ่างตารอเด็กในปกครองซึ่งตอนนี้เธอกำลังฝันหวานบนตักเขาอย่างมีความสุข

เพียงไม่นาน ความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันก็ทำให้คนที่คิดว่าจะพักแค่สายตากลับเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

เช้านี้อากาศค่อนข้างหนาว ซ้ำฝนก็ตั้งเค้าจะมาอีกระลอก ท้องฟ้าดูมืดครึ้มราวกับว่าวันนี้พายุเข้าอย่างหนัก การจราจรเริ่มติดอย่างบ้าคลั่ง ทว่าหลังกรมอุตุแจ้งข่าวพยากรณ์อากาศจบลงเพียงไม่นานสายฝนก็โปรยปรายรับวันใหม่อย่างทันท่วงที

ครืน! ครืน!

ทว่าเสียงฟ้าร้องที่ดังสะท้านไปทั่ว กลับทำให้คนที่หลับลึกต้องร้องอืออาด้วยความขัดใจ

“อื้อ”

รมิดาขยับตัวเล็กน้อย เมื่อเสียงฟ้าและแสงสว่างแปลบปลาบรบกวนการนอนจนทนต่อไปไม่ไหว หญิงสาวตัดสินใจพลิกตัวไปอีกข้าง แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แปลกไปทำให้ต้องรีบลืมตา

“แว่น!” ทว่าแว่นสายตาที่หลุดหาย กลับทำให้คนสายตาสั้นเกือบหกร้อยต้องคลำหาสะเปะสะปะไปทั่ว “แว่นอยู่ไหนอ่ะ”

อาจเพราะมองไม่ชัด จึงทำให้รมิดาเบนความสนใจทั้งหมดไปยังแว่นตาหนาเตอะของตัวเอง โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีใครบางคนกำลังชูแว่นของเธอขึ้นจนสุดแขน

ดรันย์สังเกตมาสักพัก ตั้งแต่เธอขยับตัวเขาก็ตื่น แต่คนที่มุ่งมั่นจะหาแว่นของตัวเองกลับกำลังคืบคลานมาบนตัวเขาโดยไม่รู้ตัว

“หยุด!” สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เมื่อมือน้อยๆ กำลังไต่ผ่านเสื้อตัวบางลงไปยังจุดสำคัญที่แสนอันตราย “เอามือออกไป!”

รมิดาสะดุ้งโยง เธอผงะถอยหลังจนแทบตกโซฟา แต่ยังโชคยังเข้าข้าง เมื่อคุณหมอหนุ่มผวามาคว้าเธอไว้ได้ทันท่วงที

“ระวังหน่อยสิ!”

“อะ เอาแว่นหนูมา!” หญิงสาวค่อนข้างแน่ใจว่าเจ้าของกลิ่นหอมอ่อนๆ คงเป็นเขา “เอ่อ...ขอแว่นมิคืนด้วยค่ะ”

“สายตาสั้น?” เขาไม่ให้ ซ้ำยังโยกโย้ได้อย่างน่าโมโห “บอกกี่ครั้งแล้ว อย่าอ่านหนังสือในที่มืด!”

รมิดาหน้ามุ่ยเมื่อถูกเขาตำหนิ แม้จะได้ยินบ่อยจนเบื่อหูแต่กลับไม่ชินสักที

ก็เพราะเธอดื้อ ไม่เชื่อฟัง สายตามันจึงสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งล่าสุดเกือบมองไม่เห็น มองไปไหนก็พร่าเบลอไปหมด ขนาดใบหน้าหล่อๆ ของคนตรงหน้ายังมองแทบไม่ออก

“ขอแว่นคืนมิก่อน...มิมองไม่เห็น”

เธอยื่นมือมาขอทั้งที่ยังหรี่ตาเพื่อปรับโฟกัสในการมองเห็น แต่คุณหมอหนุ่มกลับไม่ยอมให้ ซ้ำยังดึงเธอเข้ามาใกล้อีกต่างหาก

“ไหน...ลองทำตาดีๆ หน่อย”

รมิดาดิ้นหนี แต่กลับถูกคนเเข็งแรงกว่าจับไว้ มือหนาทั้งสองข้างจับล็อกใบหน้าไว้นิ่ง พลางส่งเสียงบังคับให้เธอมองเขาดีๆ

“มองพี่!”

“ไม่เอา มองไม่เห็น!”

หญิงสาวทำหน้าย่นใส่ อารมณ์เริ่มเดือดปุดๆ เมื่อเขาล็อกเธอแน่นขึ้น ขณะที่สองมือพยายามแกะมันออก ทว่ากลับสู้แรงเขาไม่ได้สักที

“มองไม่เห็นก็พยายามมองหน่อยสิ พี่จะตรวจดูว่าควรจะรักษายังไงดีหรือมิอยากจะเป็นยัยแว่นไปตลอดชีวิต!”

รมิดาส่ายหน้าพรืด ขณะที่พยายามปรับโฟกัสของสายตา เธอจึงกระพริบตาปริบๆ คล้ายกับประชด แต่มันกลับน่ารักเหลือเกินในสายตาของดรันย์

อาจเพราะใบหน้าเธอสวยเหมือนเจ้าหญิงในละครหลังข่าว ดวงตากลมโตใสเเจ๋ว

ถูกประดับไปด้วยแพรขนตางอนเขางาม จมูกเธอโด่งเหมือนคนเป็นพ่อ แต่ปากอิ่มสีชมพูจัดคงได้มากจากคนเป็นเเม่

ดรันย์สำรวจเครื่องหน้าสวยด้วยความเพลินตา หญิงสาวมีเค้าโครงความสวยอยู่ไม่น้อย หากแต่ถูกกลบไว้ด้วยภาพลักษณ์ของสาวแว่นหนาเตอะ

“ล่าสุดสั้นเท่าไหร่”

“เอ่อ หกร้อยห้าสิบมั้ง” เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ

“ห๊ะ! หกร้อยห้าสิบ!” ดรัณย์อุทานเสียงดังลั่น “ไหนเคยบอกพี่ว่าสั้นแค่สองร้อยไง”

รมิดาก้มหน้างุด พลางนึกถึงสาเหตุที่ทำให้สายตาเสีย

“เงยหน้า! เดี๋ยวพี่จะใส่เเว่นให้ เพราะเรามีเรื่องต้องคุยกันยาว!”

หญิงสาวหน้าเสียขึ้นไปอีกเพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาจะคุยด้วยคือเรื่องอะไรและทันทีที่ได้เเว่นคืน รมิดาก็รีบขยับหนีเขาไปอีกฟากของโซฟาอย่างรวดเร็ว

“ขยับมานี่เลย” ดรันย์ตบมือลงบนเบาะ “มาใกล้ๆ จะได้คุยกันรู้เรื่อง”

ทว่าหญิงสาวรีบส่ายหน้าหวือ ให้ตายยังไงก็ไม่ขยับเข้าไปเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวถูกดุ แต่แรงดึงดูดระหว่างชายหญิงต่างหากที่เธอกลัว

คุณครูเคยสอนไว้ว่าชายและหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่รโหฐาน เพราะเเรงดึงดูดบางอย่างอาจผลักดันให้ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหล่อๆ ที่มีตำแน่งเดือนมหาวิทยาลัยการันตีแบบเขา

แค่เห็นหน้าชัดๆ ยังใจสั่น แล้วจะให้อยู่ใกล้กัน เธอจะทนได้อย่างไรไหว

“พูดตรงนี้ก็ได้”

หญิงสาวยังคงดื้อเพ่ง แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นดรันย์เสียเองที่ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ เธอ

“วันนี้มิควรจะอยู่ที่มอเพื่อรอรายตัวไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาหาพี่ที่นี่”

ชายหนุ่มตีหน้านิ่งพร้อมกับปั้นเสียงดุเหมือนกับเวลาดุนักศึกษาในห้องเรียน ก่อนที่สายตาคมกริบจ้องมาที่สาวน้อยด้วยความกดดัน

“พี่หวังว่ามิคงมีเหตุผลดีๆ ให้พี่สักข้อ”

รมิดาหลบตาเขา พลันน้ำตาก็เอ่อคลอมาดื้อๆ

“มิไม่ได้อยากโดดเรียนนะคะ แต่มิเป็นห่วงแม่”

สาวน้อยพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ปากอิ่มเม้มเเน่น ก่อนจะเงยหน้าที่วาววับไปด้วยหยาดน้ำตา

“แม่ไม่สบายค่ะ มิอยากกลับบ้าน”

จุดประสงค์ของการมาที่นี่เพื่อมาหาเขา อย่างน้อยความเป็นหมอของดรันย์อาจช่วยให้มารดาของเธอดีขึ้น

รมิดาเพิ่งรู้ว่าแม่ป่วย หลังจากติดต่อมารดาไม่ได้กว่าสองสัปดาห์ กระทั่งต้องตัดใจโทรหาคนข้างบ้าน ก็ได้ความท่านกำลังป่วยหนัก นอนซมอยู่เป็นอาทิตย์ ร้านอาหารที่เคยเปิดทุกวันกลับต้องปิดลงอย่างไม่มีกำหนด ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้สาวน้อยเลือกที่จะกลับบ้าน ก่อนที่จะไม่มีโอกาส

“พามิกลับบ้านได้ไหมคะ”

ดรันย์ก็เปรียบเสมือนผู้ปกครอง ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ทว่าทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับเธอ เขาคือผู้รับผิดชอบทั้งหมด

“มิขอ...”

แม้เธอรู้ว่าเขาลำบากใจ แต่ความเป็นห่วงแม่กลับมากกว่า สาวน้อยจึงขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะจับเเขนข้างหนึ่งของเขาไว้อย่างวอนขอ

“นะคะ มิใจไม่ดีเลย”

สาวน้อยน้ำตาตก เมื่อคนตรงหน้ายังนิ่งเฉย เธอรู้ว่าสิ่งที่ขอมันอาจมากเกินไปกับการที่จะให้คุณหมอผู้แสนเย่อหยิ่งลดทิฐิที่มีต่อครอบครัวเธอลง แต่ตอนนี้ใจมันหวิวแปลกๆ เธอไม่ได้ยินเสียงบ่นด่าของแม่ ไม่ได้เห็นหน้าแม่ผ่านหน้าจอมือถือราคาเเพงที่เขาเป็นคนซื้อให้มาสองสัปดาห์เต็มๆ บอกตามตรงว่าเธอคิดถึง ถึงแม้กลับบ้านไปเธอจะเป็นส่วนเกินก็ตาม

“แม่มิคงไม่เป็นอะไรหรอก”

ดรันย์ปลอบใจ มือหนาลูบกระหม่อมบางด้วยความสงสาร

ส่วนคนฟังกลับน้ำตาตก เขาพูดแบบนี้นั่นหมายความว่าความหวังที่จะได้เจอแม่นั้นริบหรี่ลงถนัดตา

รมิดามองคนใจร้ายด้วยความผิดหวัง ขณะที่น้ำตามันปริ่มจวนเจียนจะไหล แววตาของสาวน้อยแดงก่ำ ทว่ากลับทำให้คนมองใจห่อเหี่ยวพิกล

“คนใจร้าย”

สุดท้ายก็คนไม่ไหว ปากอิ่มจึงบริภาษเขาเสียงสั่น ดรันย์ขยับเข้ามาใกล้ขณะที่ดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด แต่เด็กในปกครองวันนี้กลับดื้อเพ่ง เธอขืนกายหนี ซ้ำยังปัดมือเขาออกอย่างไม่ไยดีพร้อมกับเสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆ

“พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น”

คุณหมอหนุ่มพยายามอธิบาย แต่สุดท้ายก็จนด้วยคำพูดและไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เธอเข้าใจ

เพราะครั้งสุดท้ายที่คุยกันระหว่างเขาและแม่ของเธอ...

คุณรัตนาฝากฝังรมิดาไว้กับเขา พร้อมกับขอไม่ให้เธอกลับไปที่บ้านนั่นอีก ดรันย์ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมคนเป็นแม่จึงมีเหตุผลแบบนั้น ครั้นเขาถามท่านก็ไม่ตอบ ซ้ำยังบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นได้อย่างง่ายดาย ส่วนเขาได้ยินแบบนั้นก็ไม่เซ้าซี้ให้ลำบากใจ ก่อนจะตกปากรับคำอย่างง่ายดาย

“แต่มิกลัว...แม่ไม่เคยเงียบหายไปแบบนี้ มิกลัว...ฮึกๆ กลัวแม่ทิ้งมิไป”

เพราะความฝันของคืนก่อนที่จะมาที่นี่ รมิดาฝันว่าแม่เดินจากเธอไปเรื่อยๆ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ขานรับ จนสุดท้ายเรือนร่างของท่านก็เลือนหายไปในสายหมอก

หญิงสาวจำได้ว่าเธอร้องตามมารดาสุดเสียง สองเท้ารีบวิ่งเข้าไปไขว่คว้าในสายหมอกที่หนาทึบ ทว่ากลับมีเพียงความว่างเปล่าและอากาศที่หนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ

สุดท้ายเธอก็ตื่นจากฝันด้วยอาการเหนื่อยหอบ มองไปรอบๆ หอพักก็พบกับความเดียวดายที่ปกคลุมอยู่รอบตัว เธอนอนไม่หลับอีกเลยตลอดทั้งคืน ก่อนจะตัดสินใจเก็บข้าวของในช่วงเช้าแล้วตรงดิ่งมาหาเขาทันที

“มิคงคิดมากไป มันไม่มีอะไรหรอก”

“แต่มิฝัน ฝันว่าแม่...”

ทว่ารมิดายังไม่เอ่ยอะไร เสียงเตือนจากข้อความมือถือก็ดังขึ้น

ตื๊ดตื๊ด! ตื๊ดตื๊ด!

หญิงสาวสไลด์ข้อความดู เธออ่านมันเพียงแค่ไม่กี่วินาที จากนั้นมือถือเครื่องบางก็หล่นลงจากมืออย่างช้าๆ พร้อมกับเรือนร่างของสาวน้อยที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาต่อตา

ท่ามกลางสายลมที่พัดเฉื่อยฉิว กลิ่นอายแห่งท้องทะเลถูกกลบมิดด้วยกรุ่นกลิ่นของดอกไม้หลากสี ความฉุนกึกของน้ำอบไทย ตลอดจนบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความเศร้า

รมิดาโปรยดอกไม้ในมือเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัย พร้อมๆ กับจากไปอย่างไม่มีวันกลับของมารดา

“ไหวหรือเปล่ามิ”

ร่างสูงของดรันย์ขยับขึ้นมาขนาบข้าง มือหนาลูบผมยาวสวยที่กำลังพลิ้วไหวตามสายลมอย่างปลอบโยน เรือนร่างบอบบางที่มาพร้อมกับส่วนสูงไม่เกินร้อยหกสิบกำลังยืนทอดสายตาไปสู่ท้องทะเลกว้าง รมิดาหันกลับฝืนยิ้มให้เขา ขณะที่น้ำตาหยดหนึ่งร่วงผล็อยผ่านแก้มใสอย่างน่าสงสาร

“มิไหวค่ะ”

หญิงสาวพยักหน้า ขณะที่ดรันย์สัมผัสได้ถึงความขมขื่นในน้ำเสียง เขาลอบมองเสี้ยวหน้าหวานอมเศร้าแล้วสงสารจับใจ รมิดาอายุยังไม่ถึงยี่สิบแต่ชะตาชีวิตพลิกผันอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

แม่ตาย...พ่อก็เงียบหายราวกับไม่มีตัวตน

ก็ไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกเป๋ เพราะมารดาชิงแต่งงานใหม่ตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึงขวบ พอเธอโตขึ้นมาหน่อย ครอบครัวใหม่ของแม่ก็ขยายใหญ่จนเธอแทบไร้ที่ยืน ดังนั้นการส่งส่วนเกินแบบเธอไปอยู่โรงเรียนประจำก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ดีสำหรับคนอื่น...แต่ไม่ใช่เธอ

รมิดาก้มหน้ายอมรับทุกอย่างที่แม่ต้องการอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะเพียงเหตุผลแค่ว่า ‘กลัวแม่ไม่รัก’ ดังนั้นการเป็นเด็กดีและ

ว่านอนสอนง่ายคือสิ่งที่ควรทำ ทว่าสิ่งตอบแทนที่สาวน้อยคนนี้ได้กลับเป็นระยะห่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ

“แม่ไม่อยู่แล้ว ละ แล้วมิจะอยู่ยังไง...”

สุ้มเสียงเธอเบาหวิว มันเหมือนเธอถามตัวเองมากกว่าต้องการคำตอบจากคนรอบข้าง ใบหน้าหวานอมเศร้าทอดสายตาสู่เวิ้งทะเลกว้าง ท่ามกลางความเดียวดายที่โอบล้อมรอบกาย พลันหัวใจก็เหน็บหนาวขึ้นมาเสียดื้อๆ

เหมือนความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว ครั้งแรกตอนรู้ว่าแม่จะให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ ตอนนั้นจำได้ตัวเองเด็กมาก ไม่รู้หรอกว่าโรงเรียนประจำคืออะไร แม่บอกเพียงว่าเธอจะมีเพื่อนใหม่ มีของเล่นเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ใครจะรู้ว่านั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการตัดเธอออกจากชีวิต

หลังจากนั้นเหมือนทุกอย่างจึงมืดด่ำลงอย่างคาดไม่ถึง ความสุขแบบสุขจริงๆ มันหายไปตอนไหนเธอก็อธิบายไม่ถูก รู้อีกทีชีวิตก็เหมือนหุ่นยนต์เดินได้ มีหน้าที่ทำตามที่แม่สั่งเท่านั้น

อาจเป็นเพราะรอยยิ้มของเธอไม่มีความหมาย เสียงหัวเราะของเธอไม่ดังมากพอ ทุกสิ่งที่ตั้งใจทำจึงส่งไปไม่ถึงหัวใจของแม่ แม้กระทั่งเสียงร้องไห้ของเธอ แม่ยังไม่ได้ยิน...

“มิก็อยู่แบบเดิม...กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”

เขาพูดเหมือนง่าย แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะผ่านแต่ละคืนวันได้มันทรมานแค่ไหน รมิดานอนไม่หลับเลยตั้งแต่แม่เสีย ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วก็แทบจะล้มพับได้ทุกเมื่อ

“มิ...” รมิดาพยายามประคองเสียงพูด ทว่ามันกลับสั่นไหวอย่างน่าสงสาร “มิกลัว...มิไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว”

แล้วจู่ๆ ดรันย์ก็ดึงเธอเข้ามากอด เขากอดในแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากไหน อกเขาอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายความเข้มแข็งที่สาวน้อยเก็บกักไว้ได้ถึงเจ็ดวันก็พังทลายลงอย่างง่ายดาย

“~ฮือ~”

เสียงสะอื้นของเธอดังขึ้นไม่ขาดสาย กระทั่งดรันย์เองก็ทำตัวไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าจะปลอบเธอแบบไหน ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างทำให้เขาเลือกที่จะกอดเธอไว้นิ่งๆ แล้วใช้ความอบอุ่นที่มีเยียวยาหัวใจเธอ

“งั้นมิก็มาอยู่กับพี่ มิลืมไปแล้วหรือไง...มิยังมีคุณพ่อคุณแม่ของพี่ มีเฮียภพ มียัยดาว มิยังมีพวกเราเสมอนะ”

ดรันย์ดันเธอออก เขาเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบาๆ ก่อนจะพยายามให้เด็กในปกครองของตัวเองยิ้มได้ในเร็ววัน

“ไหนยิ้มให้พี่ดูหน่อย” มือหนาโอบประคองแก้มเธอไว้ ขณะที่รมิดาพยายามส่งยิ้มจืดๆ ไปให้เขา “ให้มันได้แบบนี้สิ...โอเคนะ”

รมิดาพยักหน้ารับ ขณะที่รีบเบือนหน้าหนีเพราะกลัวเขาจะรู้ว่าปากเธอยิ้ม แต่น้ำตามันกลับเอ่อล้นท่วมใจ

ชีวิตก็เหมือนละคร แม่เลี้ยงเกลียดลูกติดสามีขนาดไหน พ่อเลี้ยงก็เกลียดลูกติดภรรยาไม่น้อยกว่ากัน ดังนั้นชีวิตเธอจึงพลิกผันอย่างไม่คาดฝัน พ่อเลี้ยงอาจไม่ใจร้ายเหมือนแม่มด แต่แววตาที่เขามองมามันทำให้ระยะห่างระหว่างแม่และเธอเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว แล้วยิ่งแม่มีลูกใหม่อีกสองคน หมาหัวเน่าอย่างเธอก็ไร้ความหมายไปโดยปริยาย

สาวน้อยกลืนเก็บความเจ็บช้ำน้ำใจไว้ในอก ก่อนจะฝืนยิ้มอีกครั้งแล้วชวนเขาเดินเข้ามาด้านในรวมกลุ่มกับแขกเหรื่อที่พร้อมใจมาส่งแม่ของเธอเป็นครั้งสุดท้าย

“ดีขึ้นไหมลูก”

รมิดาพยักหน้ารับ ก่อนจะฝืนยิ้มให้คนถามเพื่อความสบายใจ แต่ลึกๆ แล้วหญิงสาวยอมรับว่าใจหาย ยอมรับว่าทำใจยังไม่ได้เลยสักนิดและตอนนี้ก็เหมือนจะไม่ไหว...

ชั่ววูบที่สายผมพัดผ่าน รมิดาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีสดใสแล้วยิ้มขมขื่นให้กับตัวเองอย่างหมดทางเลือก

เธอถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวในโรงเรียนประจำสิบกว่าปี แม่มาเยี่ยมแค่ไม่กี่ครั้ง ครั้นจะขอกลับบ้านด้วย แม่กลับรีบบ่ายเบี่ยงทุกครั้งด้วยเหตุผลที่เธอฟังจนเบื่อ ท่านสั่งให้เธออยู่แค่โรงเรียน ขีดเส้นชีวิตในรั้วโรงเรียนประจำให้เธอเดิน รมิดาจึงไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียง พยายามทำตัวให้ดีไม่มีที่ติ พยายามเป็นที่รักของทุกคน...รวมถึงแม่

รมิดาจึงพยายามตั้งใจเรียน ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้สอบติดในคณะที่แม่ต้องการ เธอจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านภูมิใจ แม้จะแอบน้อยใจในตรรกะบ้าบอของคนเป็นแม่ แต่ความหวังที่จะได้กลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้คนเรียนไม่เก่งแบบเธอฮึดสู้จนสำเร็จ

กระทั่งวันที่เธออยู่ในชุดนิสิตมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทว่ามารดากลับไม่มีโอกาสได้เห็น...

‘แม่เธอเสียแล้วนะมิ รีบกลับบ้านด่วน!’

ข่าวร้ายสั้นๆ ถูกส่งผ่านเบอร์แปลกที่จำได้อย่างไม่มีวันลืม...

“ทำไมคุณลุงไม่บอกมิบ้างคะว่าแม่ป่วย คุณลุงทำเหมือนมิเป็นคนอื่น ไม่ใช่ลูกแม่” รมิดาทำใจกล้าขยับเข้าไปถามอดีตพ่อเลี้ยงด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “คุณลุงใจร้าย ใจร้ายที่สุด...”

แววตาของเธอเธอตัดพ้อ น้ำเสียงเธอเริ่มแข็งกระด้าง กระทั่งดรันย์ต้องรีบขยับเข้ามายืนกั้นระหว่างกลาง เมื่อเห็นแววตาไม่พอใจจากอดีตพ่อเลี้ยง

“มิดา ไม่เอาหน่า...อย่าเสียมารยาท”

“ใครกันแน่ที่เสียมารยาท! ใครกันแน่ที่แย่งแม่ไปจากมิ”

“รมิดา!” ปรนัยเค้นเสียงเรียกชื่อเธอเต็มยศ ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู

“ทำไมคะ! หรือไม่จริง...คุณลุงต่างหากที่มาทีหลัง แล้วก็ทำให้แม่ทิ้งมิ...คุณลุงทำให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งมีปม รู้สึกขาดความรักทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย มันเจ็บปวดนะคะกับการที่ถูกคนทั้งบ้านเมิน ทำเหมือนเราเป็นกาฝากทั้งๆ ที่เราอยู่บ้านหลังนั้นมาตั้งแต่เกิด จู่ๆ ก็ถูกส่งให้ไปอยู่โรงเรียนประจำตั้งสิบปี! สิบปีกับการไม่ได้กอดแม่ สิบปีที่ห้องนอนตัวเองกลายเป็นห้องเก็บของ รู้ไหมคะว่าเด็กคนนี้เจ็บแค่ไหน...”

เธอตัดพ้ออย่างน่าสงสาร แววตาฉายแววเจ็บปวดอย่างชัดเจน

“แต่ที่เจ็บกว่าคือการได้กอดแม่ครั้งสุดท้าย ในสภาพที่ไร้ลมหายใจ”

อดีตพ่อเลี้ยงสะอึกจนพูดไม่ออก ขณะที่ต้องทำใจแข็งไม่ยอมให้ความสงสารลอยสูงกว่าทิฐิที่เคยมี ที่ผ่านมา...หรือตลอดเวลา เขาไม่ปฏิเสธเลยว่ารมิดาเป็นเด็กที่น่ารักและน่าสงสาร หลายครั้งเคยเกือบใจอ่อนยอมรับลูกเลี้ยงของภรรยาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทว่าใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับอดีตสามีเก่าของภรรยาทำให้เขาตัดใจไม่ลง

ดังนั้นเขาจึงถาโถมความเกลียดชังทั้งหมดใส่สาวน้อยผู้น่ารัก เพียงเพราะต้องการตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้กับคนที่เป็นพ่อของเธอ

ทำกับลูก ก็เหมือนทำกับพ่อ...เขาคิดแบบนั้น

แต่วันนี้เขาคิดผิด...

“ลุงขอโทษ ลุงขอโทษจริงๆ” ปรนัยพูดได้แค่นั้น ก่อนหันหลังให้แล้วกลับไปยืนในจุดที่ลูกๆ ของตัวเองยืนอยู่ ทิ้งไว้เพียงคำขอโทษแสนไร้ค่าที่รมิดาไม่อยากฟัง!

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167VFB” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167VFB
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ดั่งมนต์ต้องใจ
ดั่งมนต์ต้องใจ
เมื่อความเกลียดชังบดบังความจริง ยุรนันท์จึงปักใจเชื่อว่าปรียาพรแต่งงานกับเขาเพราะเงินและนอกใจ แม้เธอจะขอหย่าเพื่อจบความเจ็บปวด แต่เขากลับมองเป็นแผนการใหม่ ในค่ำคืนที่พายุโทสะปะทุขึ้น เขาเลือกใช้กำลังคุกคามตีตราจองเพื่อพิสูจน์ความจริง นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้นที่ห้ามพลาด
8.8
59 ตอน
อุ้งมือพิศวาสซาตาน
อุ้งมือพิศวาสซาตาน
เมื่อวิกฤตหนี้สินบีบบังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับมาเฟียหนุ่มสุดอันตรายในห้องพักส่วนตัว ท่ามกลางบรรยากาศชวนใจสั่น ความงามของเธอกลับปลุกเร้าความปรารถนาอันมืดดำในใจเขา ข้อเสนอสุดเร่าร้อนเพื่อชดใช้หนี้แค้นจึงเริ่มต้นขึ้น นิยายรักดาร์กโรแมนซ์ที่สายฟินไม่ควรพลาด
8.6
71 ตอน
หนูน้อยพามาพบคู่แท้
หนูน้อยพามาพบคู่แท้
เฉียวอีต้องหย่าร้างอย่างเจ็บปวดเพราะไม่มีลูก เธอหนีไปรักษาแผลใจและรับเลี้ยงทารกคนหนึ่งด้วยความรัก สี่ปีต่อมา 'กู้เช่อ' ท่านประธานมหาเศรษฐีกลับมาทวงลูกคืนพร้อมเงินสิบล้าน! เมื่อเธอไม่ยอมแยกจากเด็ก เขาจึงยื่นข้อเสนอสุดท้ายด้วยการคว้าทั้งแม่และลูกไปดูแล นิยายรักฟีลกู้ดที่ห้ามพลาด
8.1
46 ตอน
Oh my boss ร้ายกาจนักรักบอสจัง
Oh my boss ร้ายกาจนักรักบอสจัง
เมื่อ ศิศิรา เข้าใจผิดคิดว่าบอสหนุ่มสุดฮอตเป็นเกย์ แต่เขากลับเข้าใจว่าเธอแอบรัก ความสับสนนี้นำไปสู่ความใกล้ชิดใน นิยายประธานบริษัท สุดฟิน เมื่อท่านประธานสายเปย์รุกหนักประกาศกร้าวว่าเคย 'กิน' เธอแล้วและจะทำอีกครั้ง เธอจะห้ามใจตัวเองไม่ให้รักเขาได้อย่างไร อ่านนิยายรัก โรแมนติกสุดฟินได้แล้ววันนี้
8.0
80 ตอน
วงวารพานรัก(กันต์xแพรววดี)
วงวารพานรัก(กันต์xแพรววดี)
เมื่อคืนอันเลวร้ายนำพา 'แพรววดี' สู่บ่วงรักอันตรายกับ 'กันต์' ชายหนุ่มสถานะญาติที่คุกคามเธอจนเกิดเป็นความลับต้องห้าม นิยายรักแนวดาร์กโรแมนซ์ที่จะพาคุณไปลุ้นกับความสัมพันธ์สุดหน่วงว่าจะเป็นรักแท้หรือแค่ตัวคั่นเวลาที่รอวันโดนเขี่ยทิ้ง อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
9.5
46 ตอน
เปลวไฟแห่งรุ่งอรุณใหม่
เปลวไฟแห่งรุ่งอรุณใหม่
เมื่อลมหายใจสุดท้ายมาถึง หญิงสาวหวังเพียงคำบอกรักจากสามีผู้ซื่อสัตย์ ทว่าเขากลับสารภาพความจริงอันโหดร้ายว่าเหนื่อยล้ากับชีวิตคู่ และโหยหาอดีตกับสาวชาวประมงที่เคยหลอกว่าเป็นภรรยาของเขา นิยายรักดราม่าแฟนตาซีที่เผยความลับบีบหัวใจในวาระสุดท้ายของความรักที่แสนยาวนาน
8.0
48 ตอน