ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

ตอนที่ 1

"ต่อให้เราปฏิเสธคนรวยแล้วเลือกผู้ชายธรรมดาก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดี คนดีมันก็มีทั้งคนรวยและคนจนนั่นแหละ"

ขวัญข้าวพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ หลังจากที่เลิกรากับแฟนหนุ่มมุมมองความรักก็เปลี่ยนไป บางทียังนึกสงสัยว่าตัวเองคงไม่ใช่ลูกรักพระแม่ก็เลยไม่เคยสมหวังในความรัก แล้วก็ไม่รู้อีกว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีคนมาจีบทั้งที่เป็นคนหน้าตาสะสวย ผิดกับกัลยาที่หน้าตาจัดว่าอยู่ในระดับปานกลางแต่มีหนุ่มๆ เทียวมาขายขนมจีบไม่ขาด

กฤษติคือผู้ชายคนล่าสุดที่คบหาดูใจกับขวัญข้าวได้เพียงเดือนกว่าๆ ยังไม่ทันไรทุกอย่างก็จบเห่พังไม่เป็นท่า เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนขวัญข้าวตั้งใจเอาเค้กวันเกิดไปเซอร์ไพรส์แฟนหนุ่ม แต่บังเอิญได้เห็นภาพบาดตาบาดใจจนแทบกระอัก

ในขณะที่นั่งถือกล่องเค้กขนาดสองปอนด์รออยู่ที่ล็อบบี เธอเห็นกฤษติพาผู้หญิงหุ่นทรงเซ็กซี่ขึ้นคอนโด ขวัญข้าวที่ได้เห็นแบบนั้นรู้สึกเจ็บใจจนขอบตาร้อนผ่าวจึงโทรหาเพื่อนสนิทอย่างกัลยา พอกำลังเสริมมาถึงก็บุกเข้าไปวีนฉ่ำแบบไม่ให้ต้องรอให้พ่อใครมาตัดริบบิ้น

เค้กขนาดสองปอนด์ถูกโปะลงที่หน้าผู้ชายเฮงซวยอย่างจัง ส่วนแม่สาวที่พาขึ้นห้องก็หอบผ้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต กฤษติโมโหโวยวายยกใหญ่ ชี้หน้าด่าทอขวัญข้าวอย่างเกรี้ยวกราดเหมือนงดน้ำตาลมาแล้วสองวัน

"ก็คุณไม่ยอมมีอะไรกับผม ผมก็ต้องหาคนอื่นมาทำแทนสิ รู้ตัวมั้ยว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่สวยแค่หน้าแต่สมองทึบไม่มีอะไรน่าค้นหา! ชอบทำตัวสูงส่งทั้งที่ไม่มีห-่าอะไรเลย วันๆ ก็เอาแต่นอนดูซีรีส์จีนไร้สาระ ผมทนไม่ไหวแล้วนะ ผมจะเลิกกับคุณ! ต่อจากนี้ไปห้ามมาเกะกะระรานผมอีก ถ้าเข้าใกล้ผมเกินห้าเมตรผมจะแจ้งตำรวจจับ ฟังสิ่งที่ผมพูดแล้วจำใส่สมองทึบๆ ของคุณเอาไว้ซะ! เราเลิกกันโว้ย! เลิกกับผมไปแล้วน้ำหน้าอย่างคุณไม่มีทางเจอผู้ชายที่ดีกว่าผมหรอก"

หืม...ไอ้หน้าปลาคัง!

จะด่าอะไรก็ด่าเหอะ แต่ห้ามมาด่าว่าซีรีส์จีนไร้สาระ!

ยิ่งคิดขวัญข้าวก็ยิ่งโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เธอคงไม่สตันจนเดินคอตกออกมาง่ายๆ น่าจะด่าสวนไปสักสิบฉาดหรือวีนต่อให้วายวอดกันไปข้าง ทว่าตอนนั้นกลับนึกคำด่าไม่ออกเลยสักคำ

เออ! ยอมรับว่าสมองทึบก็ได้วะ

กฤษติพูดแทงใจดำได้ถูกทุกจุด สวยแค่หน้าแต่ไม่มีอะไรน่าค้นหา คำนี้ยังคงดังกึกก้องอยู่ในหู คิดแล้วขวัญข้าวก็เกลียดขี้หน้ามันจริงๆ บังอาจมาด่าคนอื่นอย่างกับว่าตัวเองวิเศษวิโส ผู้ชายธรรมดาต๊อกต๋อยแบบนั้นคนสวยลดตัวลงไปคบด้วยก็บุญหัวมากแล้ว

และนี่...ก็คือคำปลอบใจตัวเองที่ขวัญข้าวพอจะคิดออก นาน ๆ จะมีผู้ชายหลงมาสักคนแต่ก็เลวบรรลัย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอโอดครวญได้อย่างไร

"เอาจริงเหรอข้าว"

กัลยาลูบหลังเพื่อนรักเบาๆ เพื่อปลอบใจ

"เออสิ รักมันกินไม่ได้ แต่โอมากะเสะกินได้ ต่อไปนี้ฉันจะคิดใหม่ทำใหม่ ไม่ว่าผู้ชายจนหรือผู้ชายรวย โอกาสที่จะเจอคนเจ้าชู้ก็พอๆ กัน เพราะฉะนั้นถ้าฉันจะต้องถูกหักหลังอีกครั้ง ฉันก็ขอร้องไห้โดยที่มีเงินในบัญชีสักแปดหลัก"

คิดถึงสภาพตัวเองที่เดินร้องไห้ปาดน้ำตาอยู่ริมถนนแล้วฉุนกึก ที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะเสียใจที่ถูกบอกเลิก แต่เสียใจที่ถูกมันด่าแล้วไม่ได้ด่ากลับ แม่เจ้าโว้ย! ไม่เคยมีผู้ชายหน้าไหนทำกับนังข้าวแบบนี้มาก่อน

"จะว่าไปไอ้กฤษตินั่นก็เลวจริงๆ ถือซะว่าเป็นโชคดีของแกที่ไม่ถลำลึกไปมากกว่านี้ หมดเวรหมดกรรมกันไปนะ"

"ฉันไม่ได้เสียดายนะ แต่ฉันแค้น ไอ้ผู้ชายเส็งเคร็งนั่นมันว่าฉันไม่มีปัญญาหาผู้ชายได้ดีเท่ามันอีกแล้ว คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้มันเห็นว่าฉันหาได้ดีกว่ามันเป็นร้อยเท่าพันเท่า เอาให้หล่อกว่า รวยกว่า นิสัยดีกว่า"

"ถามจริง ไปเจอกับมันได้ไง"

"แอปหาคู่ ก็แหม รูปที่มันลงไว้หล่อลากมาก พอไปเจอตัวจริงไม่ตรงปกฉันก็ไม่ว่าอะไรมันสักคำ มันขอฉันเป็นแฟนฉันก็ยอมคบกับมันเพราะไม่ได้เป็นคนตัดสินใครที่หน้าตา คิดไม่ถึงว่าคุยกันแค่เดือนกว่ามันก็หวังจะหลอกเคลมซะแล้ว"

"ฉันเคยดูซีรีส์ที่นางเอกผิดหวังจากคนหล่อแล้วหันมาชอบคนขี้เหร่ แต่นี่แกผิดหวังจากคนขี้เหร่แล้วตั้งเป้าหมายใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่ก็เอาเหอะ หน้าอย่างไอ้กฤษติแค่เดินออกไปข้างนอกคว้าเอาใครมาก็ได้หล่อกว่าแล้วมั้ย"

กัลยาทำหน้าแหยง ไม่อยากจะบูลลี่หน้าตาใครหรอก แต่ถ้าหน้าแย่แล้วนิสัยแย่ด้วยก็ไม่ไหว ตอนที่ขวัญข้าวเอารูปกฤษติให้ดูกับตอนเจอตัวจริงมันก็ไม่ตรงปกเหมือนที่บอก แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนของเธอก็ยังแก้ตัวแทนอีกว่าคบคนไม่หล่อแถมจนนี่แหละไม่ค่อยเจ้าชู้ แล้วเป็นไงล่ะ ทีนี้รู้หรือยังว่านิสัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเบ้าหน้าแต่ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลล้วนๆ

"เตย ต่อไปนี้ฉันจะตั้งมาตรฐานให้ตัวเองสูงกว่านี้ ฉันคือผู้หญิงที่สมควรได้รับสิ่งดีๆ"

"คิดแบบนั้นก็ดีแล้ว ผู้หญิงอย่างเราคู่ควรสำหรับสิ่งที่ดี แกเป็นคนสวยนะเว้ยข้าว"

"แกพูดได้ดีเตย"

นี่สิถึงเรียกว่าเพื่อนรัก พอได้ยินคำชมขวัญข้าวยิ้มแป้นจนตัวแทบลอย พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยที่กัลยาพูด หยิบมือถือขึ้นมาดู ตอนนี้ย่างเข้าบ่ายสองโมงแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่างเพราะมัวแต่เอาเวลาไปหยุมหัวไอ้กฤษตินั่นแหละ

"ต้องไปแล้วล่ะ จะหอบงานไปนั่งทำที่ร้านกาแฟ เบื่อเซ็ง อยากหากาแฟแพง อัปลงสตอรี่"

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนคว้าเอากระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสะพายไหล่ อาชีพนักเขียนที่ขวัญข้าวทำอยู่ไปได้ไม่ค่อยสวยเท่าใดนัก นามปากกาของเธอแทบไม่ค่อยมีใครรู้จัก นิยายที่เขียนก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จ ผู้ติดตามน้อยนิดเท่าหยิบมือ รายได้ที่ใช้อยู่ใช้กินก็แค่หลักหมื่นต้น ๆ ต่อเดือน ไหนจะค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่งเสียเลี้ยงดูทางบ้านอีก แต่ที่ยังทำอยู่อย่างนั้นเพราะหวังว่าสักวันโชคคงเข้าข้าง เผื่อจะฟลุ๊กแล้วปังปุริเย่เหมือนนักเขียนคนอื่น...แต่ก็ไม่รู้ว่าวันไหน คิดแล้วมันโศกมันเศร้าอยากร้องไห้สักสิบกว่ารอบ แต่บังเอิญเป็นคนติดเล่นก็เลยเศร้าได้ไม่นาน...

ในขณะที่กำลังเดินเตร่ตามฟุตบาทอยู่นั้น ดวงตากลมโตสะดุดเข้ากับศาลพระภูมิข้างทางที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ กิ่งก้านของต้นไทรแตกสาขาให้ร่มเงาไปทั่วบริเวณจนดูมืดอึมครึม อาจเป็นเพราะว่าเพิ่งผ่านอารมณ์หุนหันพลันแล่นมาหมาด ๆ ขวัญข้าวจึงไม่นึกหวาดกลัว ด้วยความคึกคะนองหรืออะไรไม่ทราบ เธอหยุดมองพร้อมกับพนมมือขึ้นเหนือศีรษะทำปากขมุมขมิบ

"สาธุ ถ้าลูกช้างจะไม่ประสบผลสำเร็จเรื่องการงานก็ขอให้ลูกช้างได้ผัวหล่อๆ รวยๆ ทีเถอะ แต่ถ้าลูกช้างอาภัพถึงขั้นจะไม่มีผัวไปตลอดชีวิต ก็ขอจงดลบันดาลให้ลูกช้างถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งด้วยเถิดเจ้าค่ะ เป็นคนเก่งมันเหนื่อยขอเป็นคนรวยดีกว่า เพี้ยง! เพี้ยง! เพี้ยง!"

หลังจากฝากตัวเป็นภาระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขวัญข้าวก็โบกมือเรียกรถ ตั้งใจว่าจะไปนั่งดื่มกาแฟที่คาเฟเชื้อสายอเมริกันสักหน่อย ฉลองให้กับตัวเองที่หลุดพ้นจากผู้ชายเฮงซวยคนนั้น ปกติขวัญข้าวมักจะซื้อกาแฟโบราณจากรถเข็นหน้าปากซอยเป็นประจำ แต่ก็มีนาน ๆ ครั้งที่ดื่มกาแฟแก้วละสองสามร้อย หากถามว่าตังค์ไม่ค่อยมีแต่ทำไมถึงซื้อเครื่องดื่มแพง บอกได้เลยว่าซื้อเพื่อเอาแก้ว! แก้วเดิมแต่ซื้อกาแฟโบราณมาเติมเอาเก๋ ๆ นี่เป็นเคล็ดลับความลักชัวรี่ที่ขวัญข้าวใช้เป็นประจำ หญิงสาวยืนโบกรถอยู่แปบเดียวก็มีแท็กซี่คันหนึ่งมาจอดเทียบ ระหว่างทางที่นั่งมาในรถก็ซักซ้อมท่องชื่อเมนูไปตลอดทาง นั่นก็เพราะภาษาอังกฤษของเธอไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก

"โอ๊ตมิ้ว ไม่ใช่สิ ออกเสียงยังไงวะ เอาใหม่ๆ โอ๊ตมิลก์คึ ไอซ์ เชคเก้น เอสเพรสโซ อ่อม...อ่อม...แกรนเด"

ลุงขับแท็กซี่ได้ยินก็เหล่ตามองผ่านกระจกหลัง เห็นลูกค้าสาวบ่นปากขมุมขมิบมาตั้งแต่ออกรถจึงเข้าใจไปว่าที่ขวัญข้าวมีอาการแบบนี้เป็นเพราะเธอกำลังร่ายบริกรรมคาถาอะไรสักอย่าง

"นังหนู เอ็งร่ายคาถาอะไรงึมๆ งำๆ ลุงเห็นเอ็งยกมือไหว้ศาลตรงนั้น อย่าบอกนะว่าเอ็งเล่น"

"ห้ะ เล่นอะไรลุง"

"ไม่ต้องอาย ลุงเห็นเอ็งยกมือท่วมหัวหน้าศาลเจ้าพ่อหมีดำก็รู้แล้ว ลุงมีของขลังฟังก์ชันพิเศษรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน รอแป๊ป"

ว่าแล้วลุงก็ตีไฟเลี้ยวเข้าข้างทาง จอดรถเพื่อก้มหาอะไรบางอย่างในเก๊ะ พอหาเจอแล้วก็ยื่นมาให้ขวัญข้าว

"อะไรเนี่ยลุง"

"เอ้า ก็บอกแล้วไงว่าเนี่ยของขลังฟังก์ชันพิเศษรุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน รับไปเถอะมีไว้แล้วชีวิตจะดี ใครที่นับถือเจ้าพ่อหมีดำกำลังตามหากันให้ควั่ก"

"ท่อนไม้เนี่ยนะ"

"อุบ๊ะ อันนี้เขาเรียกว่าปลัดขิกรุ่นเมตตามหานิยม ถ้าอยากเรียกแบบคุณหนูติดแกลมก็เรียกว่าทองพระขุน"

น่าน...รู้จักติดแกลมไปอี๊กกก

"ทองพระขุน?" เธอทวนคำน้ำเสียงลังเล "โอ้ย ไม่เอาหรอกน่ากลัวจะตายไปลุง ใหญ่ขนาดนี้พกพาก็ลำบาก ท่อนเท่าแขนเวลาไปไหนมาไหนไม่ต้องแบกพาดบ่าไปเลยเหรอ"

ขวัญข้าวหลุบตามองท่อนไม้ดำเมี่ยมในมือลุงขับแท็กซี่แล้วทำหน้าเหวอ เธอคิดว่าคุณลุงจะหยุดเซ้าซี้แล้วเก็บปลัดขิกกลับไป ทว่าปลัดขิกแท่งเท่าลิปสติกก็ถูกยื่นมาตรงหน้าแทน ขวัญข้าวสะดุ้งโหยงกระเถิบถอยจนหลังชิดพนักพิงเบาะ

"เอ้านี่! รุ่นเล็กพกพาสะดวกลุงก็มี!"

"ยังจะมีอีกเรอะ"

"ปลุกเสกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคโดยเฉพาะ ฟังก์ชันครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ คิดแล้วเชียวว่าสาวๆ ต้องชอบไซซ์นี้ เอ้า! เอาไปนังหนู"

ตกลงนี่หนูต้องรับไว้จริง ๆ ใช่มั้ย

"เอาไปซี่ รุ่นนี้ก็เมตตามหานิยมสมหวังทุกประการ ช่วยเรื่องค้าขายด้วยนะ"

"เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวนะ หนูไม่ได้ค้าขายอะไร...เอ่อ ก็ขายแหละขายนิยาย"

"ลุงหมายถึงขายตัวเอง"

คิ้วเรียวย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ก่อนที่ขวัญข้าวจะได้อ้าปากถามลุงก็พูดขึ้นก่อน

"ลุงไม่ได้ให้เอ็งเอาไปค้าขายแบบนั้น ลุงให้พกไว้ขายตัวเองเอ็งจะได้ขายออกสักที ดูแล้วทรงนี้ยังไม่มีผัวแน่ ๆ"

เอ้า อีตาลุง! ปากเหรอนั่น เปลี่ยนใจไม่เอาแล้วได้มั้ยวะ แต่ถึงจะไม่อยากได้แค่ไหนปลัดขิกไซซ์มินิก็ถูกยัดใส่มือมาแล้ว ขวัญข้าวเกาหัวแกร็ก ๆ ยังไม่ทันหายงุนงงฝ่ามือหยาบก็หงายมารอตรงหน้า

"ลุงบูชามา 399 คนกันเองลุงคิดกับเอ็ง 499 พอ"

"โหย แก๊งตกทรัพย์รึเปล่าเนี่ยลุง บอกคนกันเองแต่เอากำไรตั้งร้อยนึง"

"ตกทรงตกทรัพย์อะไร พูดงี้ไม่ได้นา เจอกันครั้งหน้าถ้าเอ็งยังไม่มีผัวลุงยินดีคืนเงินครบจำนวน"

"แน่นะลุง"

เธอย้ำถามอย่างไม่ค่อยเชื่อถือ ฝ่ายลุงแท็กซี่ก็พยักหน้ายืนยัน ขวัญข้าวจำใจต้องหยิบเงินแบงค์ห้าร้อยออกมาแล้วส่งให้ พอลุงรับไปแล้วก็ยิ้มแป้นรีบเก็บใส่กระเป๋า เธอที่เห็นแบบนั้นก็กระแอมเตือนดัง ๆ

"ฮะแฮ่ม! ลืมอะไรไปรึเปล่าลุง อย่านิ่ง ๆ รีบทอนมาเลยบาทนึงอะ"

"ขี้เหนียวนะเรา"

"บาทเดียวก็เงิน"

ลุงแท็กซี่รื้อหาเงินบาทในเก๊ะมายัดใส่มือให้ ก่อนจะออกรถมุ่งไปยังร้านกาแฟที่ขวัญข้าวบอก เมื่อรถจอดสนิทแล้วเธอก็เดินเข้าไปในร้าน กลิ่นแรกที่ลอยเข้าจมูกคือกลิ่นของกาแฟคั่วบดหอมกรุ่น บรรยากาศในร้านสะอาดสะอ้าน วันนี้ไม่ค่อยมีลูกค้านั่งในร้านเยอะเท่าทุกวัน

"อ้า กลิ่นดีแอร์เย็นฉ่ำ"

ดวงหน้างามยิ้มปริ่มประหนึ่งกำลังเดินทอดน่องอยู่ในสวนลาเวนเดอร์ ขวัญข้าวมาต่อคิวที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ข้างหน้าเธอมีลูกค้าชายกำลังยืนสั่งกาแฟอยู่ ความสูงของเขาบดบังร่างเธอจนมิด

"บัตรใช้ไม่ได้เหรอครับ เอ...ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะ"

"ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าสะดวกจ่ายเป็นเงินสดมั้ยคะ"

สาว Barista เอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นการ์ดส่งคืนให้ชายหนุ่มอย่างสุภาพ

"ผมไม่มีเงินสดติดตัวเลยครับ"

พอได้ยินแบบนั้นขวัญข้าวก็จ้องมองแผ่นหลังกว้างด้วยดวงตาที่เบิกโตกว่าเดิม พร้อมกับคิดในใจว่าเขาต้องเป็นคนชนิดเดียวกับเธอแน่ ๆ อาจจะติดหรูแต่รายได้น้อย และโชคร้ายที่บัตรของเขาใช้เกินวงเงินไปเรียบร้อยแล้ว โธ่...น่าสงสารจริง ๆ เธอคิดเองเออเองเป็นตุเป็นตะแล้วพยักหน้าหงึก ๆ เหมือนเข้าอกเข้าใจ

"ลองดูให้อีกทีได้มั้ยครับ ถ้าไม่ได้จริง ๆ ผมจะขอยกเลิกรายการ"

โอ้ย! ถ้าไม่เอาแล้วก็ออกไปสักทีเถอะ

"เอ่อ คุณคะ" ขวัญข้าวพูดขึ้นพลางใช้นิ้วชี้สะกิดไหล่กว้างจากทางด้านหลัง ชายหนุ่มจึงหันกลับมามองเธอ เสี้ยววินาทีแรกที่เห็นหน้าเขาเต็มตา เธอถึงกับประหม่าและเสียอาการหนักมาก

โอ้โห...หรือนี่จะเป็นจังหวะตกหลุมรักในซิทคอม! เขาคือคนตัวเป็น ๆ หรือว่าพระเอกที่หลุดมาจากนิยายน้ำเน่าของจันดาลี!

"คุณ..."

แต่...เมื่อกี้นี้ตั้งใจจะพูดว่าอะไรหว่า ขวัญข้าวยืนงงเหมือนโดนมนต์สะกด ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่เคยขุ่นเคืองแปรเปลี่ยนเป็นหวานฉ่ำเหมือนคนกำลังละเมอเพ้อพก ถ้าไม่ติดว่าได้กลิ่นกาแฟตลบอบอวลเต็มสองรูจมูกคงคิดว่าตัวเองฝันกลางวัน

"มีอะไรเหรอ"

"คุณหล่อมากเลยค่ะ เอ้ย!" แล้วไปพูดแบบนั้นได้ยังไงเนี่ย! ขวัญข้าวเลิ่กลั่กรีบแก้ต่างเสียใหม่ "เอ่อ...เดี๋ยวฉันจ่ายให้เองค่ะ"

จากที่ตั้งใจจะบอกให้เขารีบหลีกทาง ทำไมถึงเสนอตัวจ่ายค่ากาแฟให้เขาอีกล่ะนั่น แต่ก็เอาเถอะ เปย์หมาเปย์แมวจรจัดมาเยอะแล้ว วันนี้ขอเปย์คนหล่อสักร้อยสองร้อยจะเป็นไรไป

"จ่ายให้ผม? จะดีเหรอ"

"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจคุณนะคะ"

บางทีคนเราก็ต้องมีวันที่อยากกินหรูบ้างแหละ แต่เงินในกระเป๋าไม่อำนวยให้ทำไงได้ เห็นไหมล่ะว่าโลกมักจะใจดีกับคนหน้าตาดี ไม่ใช่สิ! ยัยข้าวมักจะใจดีกับผู้ชายหน้าตาดีต่างหาก ถ้าจัดอันดับหนึ่งถึงสิบความบ้าผู้ชายของเธออยู่ระดับไหน บอกได้อย่างเต็มปากเลยว่าเต็มสิบไม่หักสักคะแนน เธอสบตาเขาแล้วกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เมื่อเปิดกระเป๋าดูแล้วใบหน้างามก็แห้งเหี่ยวลงทันที

โธ่เอ้ย! เงินในกระเป๋าเหลืออยู่สองร้อยกว่าบาท ลืมไปสนิทว่าเมื่อกี้เอาเงินที่มีอยู่บูชาปลัดขิกมาจากลุงแท็กซี่ แต่ก็อย่ากระนั้นเลย คนอย่างยัยข้าวฉิบหายไม่ว่าแต่จะเสียหน้าไม่ได้

"ของคุณผู้ชาย 195 บาทค่ะ"

"นี่ค่ะ"

แบงก์สีแดงสองใบถูกยื่นให้ Barista จากนั้นหันกลับมาทางเขาพร้อมโปรยยิ้มหวาน พอฝ่ายนั้นยิ้มตอบมาขวัญข้าวอายม้วน อาการมันเหมือนผีเสื้อหมื่นตัวบินอยู่ในท้อง ชุ่มฉ่ำหัวใจเหมือนได้อาบน้ำฝนเดือนเมษา ราวกับว่าได้เจอโอเอซิสในทะเลทรายร้อนระอุ คล้ายได้กินก๋วยเตี๋ยวหลังจากที่โซ้ยมาม่ามาแล้วสองอาทิตย์เต็ม ผู้ชายคนนี้งานดีตรงไทป์ยัยข้าวทุกอย่าง ต่อให้เงินในบัญชีเหลืออยู่สี่บาทหล่อนก็จะทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูเขา จะมีสักวิธีไหมที่สามารถทำความรู้จักเขาให้ได้มากขึ้น ไม่สนแล้วว่าเขาจะรวยหรือจน

"คุณมาที่นี่บ่อยเหรอครับ"

"บ่อยมากเลยค่ะ" อันที่จริงมาเฉพาะตอนที่แก้วเก่าเริ่มชำรุด แต่ใครมันจะกล้าตอบแบบนั้นฟะ!

"ผมก็มาที่นี่ประจำ อาจเพราะว่าไม่ค่อยได้มองใครก็เลยจำคุณไม่ได้ เอาไว้คราวหน้าถ้าเจอกันอีกผมขอเป็นฝ่ายเลี้ยงคืนบ้างนะครับ"

"ค่ะ เอาไว้วันหน้าค่อยเลี้ยงฉันคืนก็ได้"

จะได้เจอกันอีกไหมไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ ดันไปตกปากรับคำเขาเรียบร้อยแล้ว สาบานได้เลยว่าต่อจากนี้เป็นต้นไปจะแวะเวียนมาที่นี่ให้บ่อยขึ้น และถึงแม้ว่าทุกครั้งที่มาเยือนมันจะเบียดเบียนเงินในกระเป๋าก็เถอะ เพื่อผู้ชายข้าวทำได้

"แล้วคุณไม่สั่งเหรอครับ"

ตอน 2

ตอนที่ 2

"เอ่อ เดี๋ยวค่อยสั่งค่ะ"

"ขอบคุณนะครับ วันนี้ผมติดธุระด่วนต้องไปก่อน เจอกันครั้งหน้าอย่าลืมทวงนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ"

เขาบอกอย่างสุภาพก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับกาแฟที่ขวัญข้าวเป็นคนจ่ายเงิน เธอเหลียวมองตามหลังจนร่างสูงหายไปลับตา พอเขาพ้นขอบเขตระยะสายตาไปแล้วขวัญข้าวก็ยิ้มบิดไปบิดมา กระทั่งเสียงของ Barista ดังขึ้นนั่นแหละ จึงปลุกเธอให้ตื่นจากฝันกลางวัน

"คุณลูกค้ารับอะไรดีคะ"

"เอ่อ ตายจริง" ลูกค้าสาวอุทานเสียงสูงพร้อมกับยกข้อมือที่ไม่มีนาฬิกาขึ้นมาดู เอาวะ! นาฬิกาทิพย์ก็มา ที่มันเป็นนาฬิกาทิพย์ไม่ใช่เพราะเพื่อนยืมไป แต่ไม่ได้ใส่มาตั้งแต่แรก "ขอโทษนะคะ ไม่เอาแล้วค่ะพอดีมีธุระรีบไป"

บอกเพียงเท่านั้นก็สาวเท้าออกมาจากร้านโดยทันที ฝ่าย Barista จึงหันไปสบตากับเพื่อนอีกคนอย่างงง ๆ พอออกมาแล้วก็หยุดตั้งหลักที่ป้ายรถเมล์ วันนี้จำใจหอบงานกลับไปทำที่ห้องพัก แผนเดิมตั้งใจว่าจะนั่งทำที่ร้านกาแฟแต่คงเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะเงินในกระเป๋าไม่เอื้ออำนวย

ภายในหอพักอันคับแคบของตึกสามชั้น นอกจากเตียงนอนก็มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ไม่กี่อย่าง เป็นข้าวของที่จำเป็นเท่านั้น เช่นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะสำหรับนั่งทำงาน ส่วนทีวีขวัญข้าวคิดว่าไม่ค่อยจำเป็นก็เลยไม่ได้ซื้อไว้ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกระติกน้ำร้อน ประโยชน์ใช้สอยหลักคือเอาไว้สำหรับลวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ขวัญข้าวนำโน้ตบุ๊กขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง ในเวลาที่ตั้งใจทำงานเธอจะเปิดเพลงคลอไปด้วยเบา ๆ เพื่อเพิ่มอรรถรส ยามที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนไม่ว่าฟังเพลงไหนก็รื่นหูไปหมด ขนาดเพลงหมอลำทำนองลำเต้ยโศกขวัญข้าวก็ยังฟังไปยิ้มไป

นอกจากนั้นยังมียาดมยัดไว้ที่รูจมูกข้างหนึ่ง เธอชอบทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย และยังมีแก้วกาแฟเซรามิกที่ใส่กาแฟทรีอินวันซองละห้าบาทวางไว้ข้าง ๆ ขณะที่พิมพ์ไปได้ราวสองพันตัวอักษรโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ไกลก็ดังขึ้น ขวัญข้าวหยิบมาดูพบว่าเบอร์โชว์หน้าจอเป็นเพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

"ว่าจะโทรหาพอดี"

"นี่ก็จะโทรถามว่าถึงห้องยัง แกโอเคแล้วใช่มั้ย"

"หมายถึงเรื่องไอ้กฤษตินะเหรอ"

ถ้าถามถึงเรื่องนั้นมันหายไปจากสารบบส่วนสมองขวัญข้าวนานแล้ว นั่นก็เพราะเจอเป้าหมายใหม่ที่ร้านกาแฟ ผู้ชายหล่อเหลาคนนั้นยัยข้าวจดจำใบหน้าเขาได้แม่น วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีกรมท่า สวมกางเกงสแล็คสีดำรีบเรียบกริบ ยืนหลังตรงพาดเสื้อสูทไว้ที่แขน ดูสะอาดสะอ้านทุกระเบียดนิ้ว เป็นการแต่งตัวเรียบ ๆ แต่ดูดีสุด ๆ ไม่แน่ว่าอาจทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศที่ไหนสักแห่ง อายุคงประมาณสามสิบได้ ใบหน้าคมคาย คิ้วคมเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ทรงผม Comma Hair คิดมาถึงตรงนี้ขวัญข้าวก็หัวเราะคิกคักออกมา

"เป็นอะไร หัวเราะทำไม"

"เตย ฉันเจอคนที่ชอบแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้ว"

"ใคร"

"ไม่รู้จัก"

จะว่าไปตอนกลางวันก็ลืมถามชื่อเสียงเรียงนามของเขาสนิท มัวแต่ตะลึงพึงพรืดในความหล่อจนพลาดโอกาสสำคัญไปเลย ขวัญข้าวนึกตำหนิตัวเองแต่ก็ปลอบใจว่าไม่เป็นไร เธอและเขาน่าจะยังมีโอกาสได้เจอกันอีกที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เอาไว้เจอกันคราวหน้าจะชวนคุยและถามให้ละเอียด อาจไม่ละเอียดถึงโคตรเหง้าศักราชแต่อย่างน้อยต้องถามเข้าประเด็นหลักให้ได้ว่าเขามีแฟนหรือยัง ตอนนี้เผื่อใจไว้สามสิบเปอร์เซ็นต์ เผื่อรู้ทีหลังว่าเขามีแฟนจะได้เหยียบเบรกหยุดตัวเองทัน นี่ขนาดเผื่อใจไว้บ้างแล้วนะ แต่ก็ยังคลั่งรักจนเก็บมานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอ้า ไม่รู้จักแล้วชอบเลยงี้เหรอ"

"เขาหล่อ ฉันอยากจะได้คนนี้เป็นแฟน"

"โอเค สมเหตุสมผล"

นี่สิเพื่อนรัก ถ้าข้าวว่าดีเตยก็ว่าดี แต่ไหนแต่ไรสองคนนี้ก็หลับหูหลับตาส่งเสริมกันแบบไม่มีใครห้ามใครอยู่แล้ว

"เห็นแกไม่คิดมากเรื่องไอ้กฤษติฉันก็โล่งใจแล้วล่ะ"

"ไม่มีเหตุผลต้องไปคิดมากเรื่องมันค่ะ ฉันไม่อะไรแค่เจ็บใจก็เท่านั้น เจ็บใจที่มันด่าไว้เจ็บแสบ คอยดูนะถ้าฉันได้คนนี้เป็นแฟนฉันจะควงไปตอกหน้ามันให้หงายเงิบ"

"ดี! พยายามเข้านะ แค่นี้ก่อนเว้ยแฟนฉันโทรมา"

กัลยาบอกแบบรีบ ๆ แล้ววางสายไป ขวัญข้าวจึงหันกลับมาที่หน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงสามทุ่ม มีบ้างที่ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เท่านั้นไม่พอยังรู้สึกอยากเอนหลังนอน จึงหยิบมือถือติดมือมาด้วยแล้วล้มตัวนอนที่เตียงขนาดสามจุดห้าฟุต

"พรุ่งนี้ไปร้านกาแฟอีกดีกว่าเผื่อจะเจอเขา"

หญิงสาวพูดไปยิ้มไปแล้วกดเข้าไปในแอปพลิเคชันธนาคาร พอหน้าจอแสดงผลยอดเงินรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าก็หายไป เธอเหลือเงินในบัญชีแค่พันต้น ๆ อีกห้าวันรายได้จากการขายจะเข้าบัญชี แต่ก็เอาเถอะ...เจียดไปซื้อกาแฟสักสองร้อยคงไม่เป็นไร

"เงินในบัญชีซื้อกาแฟได้อีกกี่แก้ววะเนี่ย" เธอพึมพำทำปากขมุบขมิบคำนวน "คงประมาณ เอิ่ม...เจ็ดแก้วละมั้ง"

วันรุ่งขึ้นขวัญข้าวแต่งตัวออกจากหอพักช่วงบ่าย ๆ นั่งรถมาที่ร้านกาแฟแห่งเดิม วันนั้นเธอเคยเจอเขาเวลานี้จึงตั้งใจไว้ว่าจะมาให้ทันเวลาเดิม ขวัญข้าวสั่งกาแฟแล้วเลือกหาที่นั่งหันหน้าไปทางประตูทางเข้า หวังว่าถ้าหากเขาเดินเข้ามาเธอจะเห็นเขาได้ถนัด เรื่องที่บอกว่าให้เขาเลี้ยงกาแฟคืนเป็นเพียงข้ออ้าง ประเด็นหลักเลยคืออยากเจอเขาอีกครั้งต่างหาก

และแล้วก็ผ่านไปเร็วราวกับว่ามีคนมาเร่งเข็มนาฬิกา ขวัญข้าวนั่งอยู่ในร้านเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็ไม่ปรากฏใบหน้าชายหนุ่มที่อยากเจอเลยสักแว้บ จึงถอนหายใจแล้วก้มหน้าดูดเอสเปรสโซเย็นที่เหลือเพียงน้ำแข็งก้อนแก้เซ็ง ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมา สายตาของเธอสะดุดเข้ากับเจ้าของแผ่นหลังของผู้ที่เพิ่งเข้ามาในร้าน ชายหนุ่มรูปร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็คสีดำ หุ่นทรงรูปร่างแบบนี้เธอจำได้ดี รอยยิ้มหวานเริ่มกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง ขวัญข้าวรีบลุกจากโต๊ะแล้วเดินไปทักทายน้ำเสียงสดใส

"คุณคะ"

เมื่อเจ้าของร่างสูงหันกลับมารอยยิ้มของหญิงสาวก็หายไปอีกครั้ง มองจากข้างหลังคิดเอาไว้ว่ายังไงว่าต้องใช่เขาแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นคนละคนกัน ผู้ชายที่เธอทักผิดไม่ใช่คนที่ขวัญข้าวเฝ้ารอจะเจอ แต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างคล้ายกันเพียงเท่านั้น

"ขอโทษค่ะ เอ่อ ฉันทักคนผิดค่ะ ขอโทษนะคะ"

"ไม่เป็นไรครับ"

นัยน์ยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าพูดตอบกลับอย่างสุภาพ ก่อนจะหันกลับไปหาแคชเชียร์ตามเดิมแล้วสั่งเมนูกาแฟสองแก้ว หลังจากขวัญข้าวกล่าวคำขอโทษแล้วก็กลับมาที่โต๊ะของตนเอง เก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าสะพายบ่าเดินออกจากร้านไปด้วยไปใบหน้าเศร้าสร้อย สงสัยวันนี้เสียค่ากาแฟไปเกือบสองร้อยแต่ต้องคว้าน้ำเหลว หญิงสาวปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรรอบที่สิบ พรุ่งนี้จะมาใหม่ ต่อให้วันนี้ไม่ได้เจอเขาก็ตาม ทว่าพอพ้นหลังขวัญข้าวไปไม่ถึงสามนาที คนต้องการเจอก็เปิดประตูเข้าไปในร้าน กษิดิศเห็นว่านัยน์นั่งอยู่มุมหนึ่งจึงเดินเข้าไปหา

"กูสั่งให้แล้ว"

นัยน์บอกพร้อมหลุบตามองกาแฟที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เมื่อครู่นี้ที่เขาสั่งกาแฟสองแก้วก็เพราะสั่งเผื่อกษิดิศด้วยหนึ่งแก้ว

"อืม ขอบใจ"

"นัดกูออกมาเองแท้ ๆ แต่ให้กูมาถึงก่อน แถมยังให้สั่งรอมึงอีกเนี่ย"

ผู้มาก่อนบ่นอุบ แต่ทางนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจเสียงบ่น มิหนำซ้ำยังกวาดตาไปทั่วร้านคล้ายกำลังมองหาใครสักคน

"มึงมองหาใคร"

"เปล่า"

"เออ เมื่อกี้นี้มีผู้หญิงเข้ามาทักกูผิดด้วย"

"อืม มึงหล่อมากมั้ง"

กษิดิศแซวเล่นตามประสาเพื่อนแล้วหยิบเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมาจิบ พอมองนัยน์ชัด ๆ ก็เห็นว่าซูบผอมลงไปมาก แถมขอบตายังดำคล้ำลงอีกด้วย อาจเป็นเพราะช่วงนี้พักผ่อนน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาของนัยน์ลงได้เลย

"แล้วไอ้อติกับไอวินล่ะ" กษิดิศถาม

"ไอ้อติมันก็ยุ่ง ๆ กับงาน ส่วนไอ้วินมันยุ่งกับผู้หญิง ไม่รู้หนีหายไปรักษาแผลใจที่ไหน แต่เดี๋ยวมันได้สติก็คงกลับมา คนอย่างมันไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ หรอก"

เป็นอันไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว เพราะต่างก็รู้ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างประสบพบเจอในขณะนี้ วันนี้มาไม่ครบองค์ก็คงไม่เป็นไร เพราะสองหนุ่มรู้ดีว่าเพื่อนที่หายไปจะกลับมาในไม่ช้า พอมาถึงแล้วก็จะต้องระบายเรื่องปัญหาชีวิตให้ฟังจนหูชา

"ตกลงนัดกูออกมาเพื่อ"

"ก็ให้มานั่งเป็นเพื่อนนี่ไง"

"โว้ะ ถือออกจากร้านไปดื่มในออฟฟิศก็ได้มั้ง"

กษิดิศไม่ได้บอกหรอกว่าเขามาที่นี่เพราะอยากเลี้ยงตอบแทนขวัญข้าว หากพูดออกไปแบบนั้นต้องถูกเพื่อนแซวแน่ ๆ

"นั่งอยู่ก่อนสักครึ่งชั่วโมงค่อยไป เดี๋ยวมึงจะไม่ได้เจอกูอีกหลายวันนะขอบอก"

"จะหนีไปบวช?"

"กูจะไปดูงานต่างจังหวัดทั้งอาทิตย์"

แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่แบบนั้นจริง ๆ นั่งจนเลยครึ่งชั่วโมงแต่ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของสาวสวยคนนั้น ปกติแล้วกษิดิศมักจะรู้สึกไม่ค่อยดีเมื่อติดค้างใคร เขาอยากจะซื้อกาแฟคืนเธอให้จบ ๆ อุตส่าห์เจียดเวลางานรัดตัวมาก็เพราะเหตุผลนี้แท้ ๆ แต่เห็นทีคงจะต้องติดหนี้ผู้หญิงคนนั้นไว้ก่อนอีกตามเคย

"ไปเถอะ"

พอเห็นว่ารอนานเกินสมควร กษิดิศลุกขึ้นยืนแล้วชวนนัยน์ออกจากร้าน ขวัญข้าวและเขาคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย เธอมารอเขา ส่วนเขามาถึงหลังเธอจะจากไปเพียงไม่กี่นาที อาจเพราะโชคชะตาเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่เพราะไม่มีวาสนาแต่เข็มโชคชะตาของคนทั้งสองไม่ตรงกัน

7 วันต่อมา

ขวัญข้าวย้อนคิดแล้วนึกเสียดาย ทำไมเธอไม่ถามชื่อหรือทำใจกล้ากว่านั้นอีกสักหน่อย น่าจะขอแอดไลน์เขาไปเลยแล้วค่อยหาเรื่องคุยทีหลัง เอาข้ออ้างที่ว่าเขาจะเลี้ยงกาแฟคืนมาต่อรองเสียเลย ในขณะที่นอนคิดอะไรบนเตียงไปเรื่อยเปื่อยเสียงท้องก็ร้องจ๊อก ๆ จึงลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปที่กระติกน้ำร้อน ข้างกระติกน้ำร้อนมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่หกห่อ ใจจริงก็อยากไปหาอะไรดี ๆ กินอยู่หรอก แต่ติดตรงที่ต้องเก็บเงินไว้ซื้อกาแฟ คิดแล้วมันเศร้า...

"เอาซี้ ผีในห้องจะได้เห็นว่าฉันเองก็มีความพยายาม"

เธอพึมพำแล้วลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปเติมน้ำลงกระติกน้ำร้อน หลังจากกดสวิตช์ไม่ถึงสามนาทีเสียงน้ำก็เดือดปุด ๆ ขวัญข้าวจัดการฉีกซองเทน้ำร้อนลวกเส้น รอไม่นานเส้นหยักศกสีเหลืองนวลในชามก็อ่อนตัวเหนียวนุ่ม เธอซู้ดบะหมี่ในชามจนหมดไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำซุป พออิ่มท้องแล้วก็ทอดมองไปยังแก้วกาแฟยี่ห้อดังที่วางเรียงกันอยู่หลายแก้ว คิดในใจอย่างน้อยก็ได้แก้วมาเพิ่มละว้า

...ลำพังแค่เงินจะซื้อข้าวกินก็น้อยนิด ยังต้องเจียดไปซื้อกาแฟเพราะอยากเจอหน้าผู้ชายอีก แบบนี้ไม่เรียกว่าทุ่มเทแล้วจะให้เรียกว่าอะไร

เหตุใดชีวิตยัยข้าวถึงว่างเปล่าได้ขนาดนี้ ก่อนออกจากบ้านยังจำคำสุดท้ายที่แม่พูดไว้ได้ดี แม่บอกให้หยุดเขียนนิยายแล้วหางานทำเป็นชิ้นเป็นอันซะ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วสามปี ขวัญข้าวตั้งใจว่าถ้าเธอไม่ประสบผลสำเร็จก็จะไม่กลับไปเหยียบบ้านเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะว่าผิดใจอะไรกับแม่ ขวัญข้าวไม่เคยโกรธเคืองกับคำพูดเหล่านั้น เธอยังคงโทรคุยกับแม่ทุกวันเป็นปกติ และสนิทสนมกับครอบครัวเป็นอย่างดี แถมยังส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน แม้ว่าเงินที่ส่งไปให้จะไม่มากมายอย่างน้อยก็ภูมิใจ แต่ที่ยังไม่กลับไปเป็นเพราะเธอตั้งเป้าหมายสูงสุดของชีวิตไว้แบบนั้น

...หากไม่ได้ดีจะไม่กลับไป

ขวัญข้าวออกจากบ้านมาได้ก็สามปีแล้ว เธอกับกัลยาเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่จะสนิทสนมและให้ความช่วยเหลือกันมาด้วยดี ฐานะทางบ้านของกัลยาค่อนข้างดี เรียนจบแล้วจึงไม่ต้องออกหางานทำให้ลำบาก พ่อของกัลยาให้เงินมาหนึ่งก้อน กัลยาจึงเอาเงินนั้นมาลงทุนเปิดร้านขายดอกไม้เป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ร้านขายดอกไม้ของกัลยาก็เปิดมาแล้วสี่ปี ถึงกำไรไม่มากนักแต่ก็พออยู่ได้อย่างไม่ขัดสน

"ไม่เจอหลายวันขอบตาเป็นหมีแพนด้าเชียวนะ ปั่นนิยายดึกเหรอ"

กัลยาพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวเปิดประตูเข้ามาในร้าน สภาพขวัญข้าวเหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาแล้วหลายวัน กัลยาจึงคิดไปว่าเพื่อนต้องโหมงานหนักมาแน่ ๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วยัยข้าวก็แค่โด๊ปกาแฟหนักไปหน่อยจนนอนไม่หลับต่างหาก

"อืม นอนน้อย"

จะไม่ให้นอนน้อยได้อย่างไรเพราะเล่นอัดกาแฟมันทุกวัน ดื่มจนตาลอยคอยจนท้อแต่ก็ยังไม่ได้เจอหน้ากษิดิศสักวินาทีเดียว

"นอนซะบ้าง ร่างกายไม่มีอะไหล่เปลี่ยน"

"อยากจะนอนนะ แต่พักนี้ดื่มกาแฟหนักไปหน่อย"

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เลือกเมนูที่ไม่มีคาเฟอีน รู้แค่ว่าดื่มกาแฟแล้วมันดูเท่กว่าปกติ ขวัญข้าวนึกขำตัวเองที่ทำอะไรแบบนั้น แต่ถ้าไม่สั่งกาแฟให้จบ ๆ พอถึงห้องก็ต้องชงกาแฟทรีอินวันดื่มอีกอยู่ดี แล้วจะต้องเสียเงินค่ากาแฟซ้ำซ้อนไปทำไม

"ถ้าคนงานไม่ลาออกกะทันหันก็คงไม่รบกวนแกหรอก"

"เออน่า ฉันก็เต็มใจช่วยอยู่แล้วมั้ย"

วันนี้กัลยารับงานจัดดอกไม้นอกสถานที่ เป็นงานกินเลี้ยงพนักงานประจำปีที่ถูกจัดขึ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อวานนี้คนงานเพิ่งจะลาออกกะทันหัน กัลยาก็เลยโทรตามเพื่อนรักให้มาช่วย ขวัญข้าวเรียนรู้วิธีจัดดอกไม้รูปแบบต่าง ๆ เพราะเวลาว่างชอบมาช่วยงานกัลยาอยู่เป็นประจำ ที่วันนี้ฝากฝังให้ขวัญข้าวไปเป็นตัวแทนกัลยาจึงพออุ่นใจได้บ้าง

"เดี๋ยวจะให้เด็กไปเป็นเพื่อนคนนึง"

"อืม ไอ้ทัพนะเหรอ ขนของขึ้นรถเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย"

"เรียบร้อยแล้ว งานนี้งานใหญ่ทำสุดฝีมือเลยนะ กลับมาจะมีค่ากาแฟให้"

กัลยาโบกมือแล้วยิ้มกว้าง ขวัญข้าวขึ้นไปนั่งบนรถกระบะข้างคนขับส่งยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน เด็กที่พูดถึงก็คือน้องชายแท้ ๆ ของกัลยาชื่อว่ากองทัพ ทำหน้าที่ขับรถและคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือในวันนี้ ทั้งคู่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงรถดอกไม้ก็มาจอดหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากแลกบัตรประชาชนที่ป้อมยามแล้วก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน บริเวณที่จัดงานเป็นเหมือนห้องอบรมสัมนาทั่ว ๆ ไป กว้างขวางใหญ่โตโอ่อ่า มีชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับจัดเลี้ยงไม่ต่ำกว่าร้อยโต๊ะ

"อืม งานใหญ่จริง ๆ ด้วย"

"บริษัทใหญ่โตขนาดนี้เจ้าของต้องรวยมากแน่พี่ข้าว"

กองทัพพูดพร้อมกับกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องโถง ขวัญข้าวก็เห็นด้วยว่าเจ้าของบริษัทนี้จะต้องร่ำรวยมากแน่ ๆ แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ที่มาเพราะแค่อยากช่วยเหลือเพื่อนก็เท่านั้น ไม่ได้อยากรอดูหน้าประธานบริษัทหรือสอดส่องความร่ำรวยของใคร พองานเลี้ยงปิดแล้วก็เก็บฉากและพร็อพต่าง ๆ กลับร้าน เท่านี้ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ

"รีบทำเถอะ กำหนดการเปิดงานจะเริ่มห้าโมงเย็น เราต้องเผื่อเวลาไว้สักชั่วโมงก่อนงานเริ่ม ตอนนี้กี่โมงแล้ว"

"สิบโมงเช้าแล้วพี่"

"โอเค เริ่มเลย!"

ทั้งสองช่วยกันจัดดอกไม้อย่างตั้งใจ เจ้าของงานเจาะจงเอาเฉพาะดอกลิลลี่สีขาวเป็นหลัก นอกจากลิลลี่ก็ยังมีไม้ประดับอื่น ๆ ที่ไม่ส่งกลิ่นหอมรุนแรงจนเกินไป กระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงบ่ายโมงกองทัพรู้สึกหิวจนแสบท้อง พลันเสียงร้องประท้วงของกระเพาะก็ดังขึ้น ขวัญข้าววางมือจากดอกไม้แล้วหันขวับมาที่หนุ่มรุ่นน้องทันที

"เสียงอะไร"

"เสียงท้องทัพนี่แหละ นี่ใกล้จะบ่ายสองแล้วทัพหิว"

"เออ งั้นแกทำรอไปก่อนเดี๋ยวพี่ออกไปซื้อข้าวกล่องมาให้"

ว่าแล้วขวัญข้าวก็เดินออกจากห้องโถง ตั้งใจว่าจะออกไปซื้ออาหารตามสั่งร้านใกล้ ๆ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนฟุตบาทเธอได้หยุดมองเข้าไปในร้านกาแฟ มันเป็นร้านเดียวกันกับที่เธอมานั่งรอเขาทั้งอาทิตย์ แต่พอคิดได้ว่าวันนี้หมดงบสำหรับกาแฟสักแก้วแล้ว ขวัญข้าวจึงละสายตาแล้วมุ่งตรงไปยังร้านขายอาหารตามสั่งเพียงอย่างเดียว พอสั่งข้าวกล่องแล้วก็ออกมานั่งรอนอกร้าน ระหว่างที่นั่งรอก็หลับหูหลับตาใช้มืออังปากหาว ทว่าจังหวะที่ลืมตาขึ้นมาแก้วกาแฟโลโก้คุ้นตาก็ถูกยื่นมาตรงหน้า ขวัญข้าวเบิกตาโตเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือขาวสะอาดทันที

"หายกันนะครับ"

"...คุณ"

"ผมไม่รู้ว่าคุณดื่มอะไร แต่วันนั้นผมดื่มเมนูนี้ก็เลยซื้อเมนูนี้มาคืน"

เสียงหัวใจของหญิงสาวดังกลบทุกเสียง เพียงแค่เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของอีกฝ่ายขวัญข้าวก็พร้อมจะหลอมละลายเป็นของเหลว เขาหล่อมาก! เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกถีบให้ลงไปในหลุมรักแบบเต็มใจ ต่อให้ตกลงไปแล้วจะขาหักก็ไม่เป็นไร

"มือผมเย็นจนชาแล้วนะ"

"อ๋อ ค่ะ ๆ ขอโทษนะคะ"

พอได้สติขวัญข้าวก็รีบรับเอาแก้วกาแฟจากเขา จังหวะนี้ต้องมีแต๊ะอั๋งบ้างล่ะ โอ้ย พ่อประคุณรุนช่องเอ้ยมือนุ่มนิ่มมากพ่อ พอเธอรับแก้วไปแล้วกษิดิศก็ใช้มือทั้งสองข้างถูกกันไปมาบรรเทาอาการชา ถ้าไม่ต้องรักษาความเป็นกุลสตรีขวัญข้าวแทบอยากรวบมือเขามากุมไว้ให้หายเย็น

...คนอะไรขนาดใช้มือถูกันเฉย ๆ ยังหล่อ ขวัญข้าวคิดในใจแล้วอมยิ้มเหนียมอาย ใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมทัดหูแอ๊บสวย

"ขอบคุณนะคะ"

"ขอบคุณเช่นกันครับ"

"เอ่อ...คุณทำงานแถวนี้เหรอคะ"

"ครับ ผมทำงานอยู่ GSD กรุ๊ป"

ที่แท้ก็เป็นพนักงานของบริษัท GSD กรุ๊ปนี่เอง แต่ทำไมชื่อบริษัทถึงได้ฟังแล้วคุ้นหูนักนะ ขวัญข้าวกลอกตาไปมา เพิ่งจะคิดออกว่าเธอกำลังทำหน้าที่รับจัดดอกไม้ให้บริษัทนี้นี่นั่นเอง

"จริงเหรอคะ บริษัทนี้ใหญ่โตมากเลยนะคะ วันนี้ฉันก็มารับจัดดอกไม้ในงานกินเลี้ยงพนักงานที่นั่นค่ะ"

"อ๋อ เหรอครับ"

กษิดิศพยักหน้าเออออ พอมองนาฬิกาที่ข้อมือเห็นว่าตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเข้าประชุมแล้ว เขาจึงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดกับเธอ

"ใกล้ถึงเวลางานแล้ว ผมไปก่อนนะ"

"เดี๋ยวค่ะ คุณมีแฟน เอ้ย! เอ่อ คุณชื่ออะไรคะ"

กษิดิศนึกขำอยู่ในใจ เธอเหมือนคนที่ตื่นเต้นและประหม่าอยู่ตลอดเวลาจนพูดอะไรก็ติดขัดไปเสียหมด

"ผมชื่อต่อ คุณล่ะ"

"ขวัญข้าวค่ะ เรียกสั้น ๆ ว่าข้าวก็ได้ค่ะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะคะ"

ชายหนุ่มยิ้มแล้วหมุนตัวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง เธอเลิกคิ้วสูงรอฟังอยู่ว่าเขากำลังจะพูดอะไร

"ผมยังไม่มีแฟนนะครับ"

สรุป ตายแบบสงบศพสีบานเย็นไปเลย...

ตอน 3

ตอนที่ 3

หลังกษิดิศจากไปขวัญข้าวกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง แทบอยากจะกระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า ติดอยู่ตรงที่ว่าป้าขายอาหารตามสั่งร้องเรียกก่อน พอจ่ายเงินแล้วก็ถือกลับมายังสถานที่จัดงาน เอาข้าวให้กองทัพ ระหว่างยืนจัดดอกไม้ก็ฉีกยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ในใจก็เอาแต่ตั้งคำถามเหมือนเดิมซ้ำ ๆ

...เมื่อกี้นี้เขาทอดสะพานให้ถูกต้องมั้ย?

"พี่ข้าว ทัพว่ามันโอเคแล้วนะ"

กองทัพพูดแล้วถอยไปตั้งหลักดูองค์ประกอบรวมไกล ๆ เธอเองก็เห็นด้วยจึงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายผลงานแล้วส่งรูปให้กัลยา พอกัลยาตอบกลับมาว่าโอเคแล้วขวัญข้าวจึงหันมาพยักหน้าให้กองทัพ

"เราออกไปรอข้างนอกก่อน พองานเลิกค่อยมาเก็บของกลับ"

กว่างานจะเลิกก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม หากไม่ติดตรงเจ้าของสถานที่บอกว่าพรุ่งนี้จะใช้ห้องโถงจัดงานอื่นต่อก็คงไม่ต้องนั่งรอจนดึกปานนี้ ในขณะที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ในสวนหย่อมเสียงของกองทัพที่ร้องปลุกก็ดังขึ้น

คนในงานเริ่มทยอยออกมาจนจะหมดแล้ว ขวัญข้าวลุกขึ้นยืนขยี้ตาอ้าปากหาวสะลึมสะลือ รีบเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไปในห้องโถง ช่วยกันเก็บพร็อพประกอบฉากต่าง ๆ ขนขึ้นรถ ขณะที่รถกระบะแล่นออกสู่ถนนกว้างได้ไม่นาน จู่ ๆ ก็เกิดส่ายไปมากะทันหัน กองทัพรีบตีไฟเลี้ยวและพยายามบังคับพวงมาลัยเข้าจอดข้างทาง พอลงมาดูพบว่ายางล้อหน้าแตกจนแบนติดถนน เขายกมือกุมศีรษะถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โอ้ย จะบ้าตาย! จะมายางแตกอะไรตอนนี้ แล้วอู่ที่ไหนจะเปิดเที่ยงคืนวะ"

"เอาไงดี"

ขวัญข้าวถามหนุ่มรุ่นน้องด้วยความกังวล รู้สึกว่าวันนี้มีทั้งโชคดีและโชคร้ายปนเปกันอยู่ โชคดีของวันนี้คือเธอได้เจอกษิดิศแล้วถามชื่อเขา มิหนำซ้ำยังรู้มาอีกว่าเขาเป็นหนุ่มโสด ส่วนโชคร้ายของวันนี้คือรถยางแตกตอนเที่ยงคืน ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเสียอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นไฟกะพริบจากรถคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวเข้ามาจอดต่อท้าย กองทัพมองโลโก้รถยี่ห้อรถหรูถึงกับห่อปากร้องโฮ

"โห รถมหาเศรษฐีที่ไหนละนั่น อย่าบอกว่ายางแตกเหมือนรถเรานะ"

"ไม่ใช่หรอกมั้ง"

แต่เมื่อเห็นหน้าคนที่เปิดประตูลงจากรถ ขวัญข้าวอ้าปากค้าง มหาเศรษฐีที่กองทัพพูดถึงไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นกษิดิศ เขาขับรถหรูราคาไม่น่าจะต่ำกว่าสิบล้าน เธอย่นคิ้วเข้าหากันเพราะกำลังครุ่นคิดบางอย่าง และจากที่สมองส่วนน้อย ๆ ของขวัญข้าวประมวลผลออกมาได้ก็คือ...

กษิดิศคือคนขับรถบ้านคนรวย! และอาจจะเป็นคนขับรถของผู้บริหารสักคนของบริษัท GSD กรุ๊ป

"คุณต่อ บังเอิญจังเลยค่ะ"

"รถเป็นอะไรครับ"

เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นแค่ประโยคสุดแสนธรรมดาแต่ก็ทำให้ขวัญข้าวเคลิ้มได้ เธอจ้องเขาตาปริบ ๆ ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรสักคำ กองทัพที่เห็นความคลั่งคนหล่อของขวัญข้าวแล้วรำคาญจึงชิงตอบก่อน

"รถยางแตกอ่ะพี่ มาแตกเอาอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง จะได้กลับไปนอนตอนไหนละเนี่ย"

"ดึกขนาดนี้อู่ใกล้ ๆ คงจะปิดหมดแล้ว งั้นผมโทรเบอร์ฉุกเฉินเรียกคนมาช่วยให้ก็แล้วกัน"

โอ้ย พ่อพระ พ่อเทพบุตร พ่อคนใจดีมีเมตตา เป็นอันว่ากษิดิศโทรแจ้งเบอร์ฉุกเฉินให้ รอไม่เกินครึ่งชั่วโมงถึงจะมีคนมาให้ความช่วยเหลือ กองทัพเลยบอกให้ขวัญข้าวโบกแท็กซี่กลับไปก่อนเพราะกลัวว่าจะดึกไปกว่านี้

"พี่ข้าวกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวผมจะอยู่ดูรถอีกหน่อย"

"เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อน" เธอบอกกองทัพแล้วก็หันไปทางกษิดิศ "คุณต่อกลับเถอะค่ะ ขอบคุณนะคะ"

กองทัพที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอีก

"พี่ข้าวก็กลับไปเลย เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้แล้วผมจะไปนอนบ้านแฟนไม่ได้กลับไปนอนร้าน แต่พี่ข้าวห้ามบอกพี่เตยนะว่าผมไม่ได้เข้าไปนอนร้าน"

"อ้าว"

เดิมทีขวัญข้าวไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งน้อง แต่กลับกลายเป็นน้องมันจะทิ้งพี่ กองทัพมีแฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาได้ไม่ถึงหนึ่งปี กำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟกันอยู่ เขาก็คงอยากจะนอนไปค้างกุ๊กกิ๊กหวานแหววกันตามประสาวัยรุ่น และที่ห้ามไม่ให้ขวัญข้าวบอกเรื่องนี้กับกัลยาก็เพราะกลัวว่าพี่สาวจะด่าจนหูชา ปกติกองทัพได้รับมอบหมายให้นอนเฝ้าร้าน ส่วนกัลยากลับไปนอนที่คอนโดกับแฟนหนุ่มซึ่งอยู่ห่างจากร้านดอกไม้ไม่ถึงสี่กิโลเมตร

"บ้านอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมจะไปส่ง"

ขวัญข้าวชี้นิ้วเข้าหาตัวเองราวกับอยากถามให้มั่นใจว่าเขาเต็มใจที่จะไปส่งเธอจริงหรือเปล่า พออีกฝ่ายพยักหน้าให้เธอก็ยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจ ดูเหมือนว่าปลัดขิกลุงแท็กซี่จะได้ผล นึกถึงเจ้าแท่งไม้ที่อยู่ในกระเป๋าแล้วหัวใจเต้นตึกตัก มโนไปเองว่าอย่างไรเขาคนนี้จะต้องเสร็จฉันล่ะ เพราะฉันมีของดี

"ไม่ไกลค่ะ เดี๋ยวข้าวบอกทางให้"

กษิดคิศเดินนำไปที่รถ ขวัญข้าวเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างคนขับแล้วหันไปลอบยิ้ม โชคดีอะไรขนาดนี้หนอ พรหมลิขิตบันดาลชักพาเห็น ๆ อย่างนี้สินะที่เขาพูดกันว่าคู่กันแล้วไม่แคล้วคลาดกันหรอก ถึงจะหมดเงินค่ากาแฟจนตาแข็งแต่ผีก็ยังผลักให้มาเจอกันอีกอยู่ดี

"รัดเข็มขัดด้วยครับ"

"ค่ะ"

เธอทำตามคำแนะนำ นั่งเอนหลังพิงพนักเบาะด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายกว่าเดิม รถก็แพงเบาะก็นุ่มนิ่มเสียเหลือเกิน ชาตินี้ยังไม่เคยมีโอกาสนั่งรถหรูเลยสักครั้ง ขวัญข้าวคิดแล้วก็หลุดยิ้มตาหวานฉ่ำตลอดทาง แต่พอนึกได้ว่าเขาเป็นคนขับรถบ้านคนรวยก็รู้สึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาทันที หากเขาไปส่งเธอที่หอพักอาจจะทำให้เอารถกลับไปคืนเจ้านายช้า ขวัญข้าวจึงกลัวว่าตนจะเป็นต้นเหตุทำเขาเดือดร้อนไปใหญ่

"กลับดึกแบบนี้เจ้านายไม่ว่าเอาเหรอคะ"

หญิงสาวถามอย่างใสซื่อ กษิดิศงุนงงกับคำพูดของเธอแต่ก็ตอบไปตามความจริง

"คงไม่มีใครว่าอะไรครับ ปกติผมก็กลับดึกอยู่แล้ว"

"แล้วที่บ้านไม่มีคนรอเหรอคะ"

"ไม่ครับ ผมพักคนเดียว นี่ก็ว่าจะหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนเอาไว้คอยดูแลห้องให้"

คนที่อยากหามาเป็นเพื่อนในความหมายของกษิดิศคือแม่บ้าน เขาอยากจ้างมาไว้ทำความสะอาดคอนโดและดูแลเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือเตรียมชุดไว้ใส่ไปทำงาน แต่ขวัญข้าวคิดไปไกลกว่านั้นมาก เธอนั่งเขินตัวบิดเพราะคิดว่าคนที่เขาอยากให้ไปอยู่ด้วยคือตัวเอง มือของเธอก็อยู่ไม่สุขลูบปอยผมไปมาแก้เขิน กัดริมฝีปากตนเองอย่างอาย ๆ แล้วล้วงกระเป๋าเอาสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นลิปมันออกมาทาปาก เขาหันกลับมามองเธอแวบเดียวก็ต้องหันขวับกลับมาอีกครั้งด้วยแววตาตกละตึง เพราะสิ่งที่เธอกำลังใช้ทาปากอยู่มันคือปลัดขิก!

"คุณข้าวครับ เอ่อ..."

"ที่จริงข้าวก็คิดว่ามันน่าจะเร็วไป แต่ข้าวก็จะเก็บไปคิดดูนะคะ"

"พกของแบบนั้นด้วยเหรอครับ"

"แบบไหนคะ อุ้ย! เกือบเลยแล้วค่ะ เลี้ยวขวาเข้าซอยข้างหน้าเลยค่ะคุณต่อ"

เธอตีต้นแขนเขาเบา ๆ เพื่อให้ลดความเร็วลง จากนั้นเอาปลัดขิกยัดใส่กระเป๋าโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหยิบผิด มันไม่ใช่ลิปสติกแต่เป็นของขลังที่บูชามา! หลังจากหักพวงมาลัยเลี้ยวขวาตามที่เธอบอกก็เจอกับหอพักตึกสี่ชั้น เป็นตึกขนาดไม่ใหญ่มาก มีห้องพักทั้งหมดน่าจะไม่ถึงห้าสิบห้อง กษิดิศชะเง้อมองเข้าไปที่ป้อมยาม เห็นรปภ.กำลังนั่งคอพับอยู่จึงถามด้วยความเป็นห่วง

"จากตรงนี้เดินไปคนเดียวได้ใช่มั้ยครับ"

"ได้ค่ะ"

"ให้ผมเดินไปส่งถึงหน้าประตูหอพักมั้ยครับ"

ขวัญข้าวมโนไปอีกว่าเขาอยากให้ชวนขึ้นห้อง หญิงสาวกลอกตาไปมาครุ่นคิด หลังจากไตร่ตรองดูแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าคงไม่น่าจะดี ถ้าทำตัวเหมือนอยากมีซัมติงกับเขามากเกินไปเดี๋ยวจะถูกมองว่าใจง่าย ดังนั้นจึงรีบปฏิเสธไปทันที

"ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวข้าวเดินไปเอง วันนี้ขอบคุณมากนะคะ คุณต่อกลับเถอะค่ะ ข้าวไม่อยากทำให้คุณต่อเดือดร้อน"

หากเขากลับช้าเพราะเธอเป็นต้นเหตุแล้วถูกเจ้านายดุขวัญข้าวคงรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย มิหนำซ้ำดีไม่ดีเขาอาจถูกหักเงินเดือนก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นกษิดิศจะลำบากเอา ชายหนุ่มได้ฟังแล้วก็ยิ้มบาง ๆ พอเธอลงจากรถไปแล้วเขาก็เปิดกระจกนั่งคอย แค่อยากเห็นกับตาว่าขวัญข้าวเข้าไปในหอพักอย่างปลอดภัยดี แต่ทว่าเธอเดินไปได้ไม่ถึงห้าก้าวก็หันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มค่อย ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้างามช้า ๆ

"ข้าวก็ยังไม่มีแฟนนะคะ บอกเฉย ๆ ค่ะ ข้าวแค่กลัวว่ามันจะไม่ยุติธรรม วันนี้ข้าวรู้เรื่องคุณต่อมากขึ้นแต่คุณต่อกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าวเลย ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม...เอ่อ...มีไลน์มั้ยคะ ข้าวจะพิมพ์ไปบอก"

คนที่นั่งในรถทำหน้างงเพราะยังไม่ได้ถามอะไรเลยสักอย่างแต่เธอก็เล่าเป็นฉาก ๆ เหมือนเขาอยากรู้ ที่นั่งรอเพราะเขากลัวว่าเธอจะมีอันตรายไม่ได้คิดเป็นอื่น แต่ดูเหมือนว่าขวัญข้าวจะคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน กษิดิศกะพริบตาติดกันหลายครั้ง กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าควรให้หรือไม่ให้ดี รู้ตัวอีกทีเธอก็เดินกลับมาพร้อมกับยื่นมือถือที่หน้าจอกำลังแสดงคิวอาร์โค้ดให้เขา

"อ๋อ ครับ ๆ"

ชายหนุ่มรับมาแล้วแอดเพื่อนไปอย่างงง ๆ พอขวัญข้าวได้ช่องทางติดต่อสมปรารถนาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ข้าวไปก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ"

"ครับ"

พอขึ้นมาถึงห้องแล้วก็กระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า รีบคว้ามือถือมาเปิดช่องทางแชทที่เพิ่งเพิ่มเพื่อนไปไม่นาน อยากจะพิมพ์ไปถามเหลือเกินว่าเขาถึงบ้านแล้วหรือยัง แต่มันก็เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ จึงต้องลบข้อความที่พิมพ์แล้วทิ้งไป นั่งเฝ้ารอเวลาอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งผ่านไปราวสี่สิบนาที ขวัญข้าวรีบกดส่งข้อความไปถามเขาทันที

ขวัญข้าว : ถึงบ้านรึยังคะคุณต่อ

เมื่อพิมพ์ข้อความส่งไปแล้วก็จ้องมองหน้าจอรอคอยการตอบกลับ แต่ผ่านไปนานก็ยังไม่มีข้อความติดต่อกลับมา เขาไม่แม้แต่จะเปิดอ่านเสียด้วยซ้ำ เธอจึงลุกขึ้นมานั่งงอนแก้มป่อง ขวัญข้าวตัดสินใจรออยู่อย่างนั้นอีกยี่สิบนาที ใจหนึ่งยังคาดหวังว่าที่เขาไม่ตอบกลับมาเพราะยังกลับไม่ถึงบ้าน แต่อีกใจก็คิดเองว่าที่เขาไม่ได้เปิดอ่านเพราะไม่ได้เป็นคนชอบเล่นมือถือ ไม่อย่างนั้นมือถือก็อาจจะวางเอาไว้ไกลตัวเลยไม่ทันได้เห็นข้อความของเธอ

หญิงสาวพยายามฝืนตาเต็มที่เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองเผลอหลับ จนแล้วจนรอดก็ผล็อยหลับไปจนได้ รู้สึกตัวอีกที่ก็เมื่อเสียงนาฬิกาหัวเตียงร้องปลุก ขวัญข้าวดีดตัวเด้งขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจราวกับว่ามีใครมากระชากตัว มือเรียวควานหามือถือไปทั่วจนพบว่ามันซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม รีบเปิดขึ้นมาดูด้วยความคาดหวัง คิดว่าจะได้เจอสิ่งที่ดีต่อใจในเช้าวันนี้ แต่หน้าจอมือถือกลับว่างเปล่าไม่มีข้อความที่กษิดิศตอบกลับสักข้อความเดียว

"ยังไม่เปิดอ่านตั้งแต่เมื่อคืน"

เธอครางฮือในลำคอ ใบหน้าบูดบึ้งกว่าเดิมเล็กน้อย วางมือถือเอาไว้ที่เดิมก่อนจะลุกไปอาบน้ำอาบท่า ขวัญข้าวออกจากหอพักมุ่งตรงไปที่ร้านดอกไม้ กัลยาบอกว่าในช่วงที่คนงานลาออกยังหาคนใหม่ไม่ได้จึงอยากให้ขวัญข้าวมาช่วยงานที่ร้านไปพลาง ๆ ก่อน ดังนั้นขวัญข้าวจึงตั้งใจว่าจะไปช่วยงานกัลยาในช่วงกลางวัน พอตกกลางคืนค่อยมานั่งทำงานของตัวเองต่อ ทันทีที่เดินเข้าไปในร้านสายตาของเพื่อนสาวก็จับจ้องมา ขวัญข้าวจึงยิ้มแห้ง ๆ บอกบุญไม่รับ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากอะไรกัลยาก็พูดขึ้น

"เมื่อคืนนี้ใครไปส่งจ๊ะ"

"รู้ได้ไงเนี่ย"

"ไอ้ทัพมันบอก"

อ๋อ...เจ้าเด็กนั่นมันคงบอกว่าเธอกลับกับผู้ชาย แต่มันคงไม่ได้บอกว่าตัวเองไปนอนห้องผู้หญิง ขวัญข้าวหัวเราะแหะ ๆ ยักไหล่เบะปากก่อนจะตอบ

"คุณต่อไปส่ง"

"จริงดิ ไอ้ทัพมันโม้ใหญ่เลยนะว่าพี่ข้าวได้นั่งรถหรูอย่างงั้นอย่างงี้ ตรงไทป์ ตรงสเปก เทสดีเหมือนที่ลั่นวาจาถูกมั้ย?"

"ก็...ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก เขาเป็นคนขับรถบ้านคนรวย มาคิด ๆ ดูแล้วถึงเขาไม่ได้รวยอย่างที่ฉันตั้งเป้าไว้แต่ฉันก็คิดว่าจะชอบคนนี้แหละ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสเปกเป็นแบบไหน แต่พอเจอเขาฉันก็รู้เลยว่าต้องคนนี้เลย คนนี้แน่ๆ"

"แกแค่ชอบคนหล่อ แกก็เลยลดมาตรฐานที่ตั้งไว้"

"ก็แหม เขาอ่อนโยนและสุภาพมากเตย ฉันไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อนเลยนะเว้ย"

กัลยาถอนหายใจเหนื่อยกับความหลงผู้ชายของขวัญข้าว แล้วส่ายหน้าไปมาก่อนจะยัดก้านกุหลาบลงในแจกัน การที่ขวัญข้าวบอกว่าไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อนกัลยาคิดว่าเพื่อนพูดเกินจริงไปมาก พอได้ย้อนคิดแล้วยังนึกขำ ก็เพื่อนรักของเธอไม่ได้มีผู้ชายเข้ามาในชีวิตมากมายขนาดนั้น แล้วจะเอากษิดิศไปเปรียบเทียมกับใครได้บ้างนอกเสียจากไอ้กฤษติ หากเอาไปเปรียบกับผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายจิตใจมาคนใหม่ที่ยังไม่ทันได้ศึกษาดูใจย่อมดีกว่าแน่นอน แต่ถึงอย่างไรของแบบนี้ก็ต้องศึกษากันไปนาน ๆ หากไม่เป็นดังที่หวังไว้จะได้ไม่กระอักเหมือนครั้งที่แล้ว

"แต่ฉันว่าฉันจะตัดใจจากเขาแล้วล่ะ เขาคงไม่มีใจให้ฉันหรอก ส่งข้อความไปตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงป่านนี้ยังไม่ตอบเลย"

จากใบหน้าที่เปื้อนยิ้มค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเศร้าสร้อย อาการของขวัญข้าวไม่ได้ทำให้กัลยาแปลกใจอะไรนัก เพราะเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ออกจะบ่อย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ วนไป กัลยาเริ่มชินซะแล้วล่ะ

ติ๊ง!

ขวัญข้าวเพิ่งพูดประโยคเมื่อครู่จบไปไม่นาน เสียงข้อความก็ดังขึ้น เธอตาเบิกโพลงรีบคว้ากระเป๋ามาเพื่อควานหามือถือ พอหาไม่เจอก็เททุกอย่างในกระเป๋าออกมาจนหมด เจ้ามือถือตัวต้นเรื่องกระเด็นออกมาในลักษณะคว่ำหน้าจอ มือเรียวรีบหยิบขึ้นมาแล้วยิ้มหน้าระรื่น กัลยาเลยอดแซวไม่ได้

"เก็บอาการหน่อยเหอะ ไหนว่าจะตัดใจ"

"คุณต่อต้องตอบมาแล้วแน่ ๆ"

แต่แล้วเมื่อกดเข้าไปดูกลับต้องหุบยิ้มลงทันที "ด่วน โค้งสุดท้ายแล้ว เลขเด็ดเลขดังนางตานีให้แม่นสามงวดติด"

ขวัญข้าวอ่านข้อความแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวด้วยแววตาหดหู่ ก้มเก็บของทุกอย่างที่เทออกเข้ากระเป๋าคืนอย่างไร้อารมณ์ ขณะที่กำลังก้มหน้าเก็บของอยู่นั้นเสียงข้อความได้ดังขึ้นมาอีก มือเรียวหยิบมือถือขึ้นมาด้วยท่าทีที่เฉยเมย คิดว่าอย่างไรก็ต้องเป็นข้อความใบ้หวยแบบเดิมแน่ๆ เพราะวันนี้ตรงกับวันที่สิบหก แต่ละสำนักต่างประโคมเลขเด็ดกันมาไม่หยุดหย่อน

"ขอโทษครับ โทรศัทพ์แบตหมดก็เลยชาร์จไว้ทั้งคืน เพิ่งเห็นข้อความครับ"

หญิงสาวอ่านข้อความเหมือนอย่างเคย แล้ววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ จากนั้นเดินไปช่วยกัลยาจัดดอกไม้ แต่เมื่อคิดทบทวนข้อความที่เพิ่งอ่านไปเมื่อครู่ขวัญข้าวก็เบิกตาโต บรรยากาศรอบตัวสว่างไสวขึ้นมาทันที ราวกับว่ามีใครมากดสวิตช์เปิดหลอดไฟบนหัว รีบวิ่งกลับมาหาเจ้ามือถือราคาหลักพันที่วางอยู่บนโต๊ะด่วนจี๋

"คุณต่อ!"

เป็นข้อความจากกษิดิศจริงแท้แน่นอน เร็วเท่าความคิดขวัญข้าวรีบพิมพ์เพื่อที่จะตอบกลับเขาให้เร็วที่สุด แต่แล้วมือถือก็ถูกดึงออกไปจากมือต่อหน้าต่อตา

"หยุดก่อนจ๊ะแม่สาว"

"ทำไมละ"

"เล่นตัวนิดนึง แกต้องอ่านก่อนแล้วทิ้งไว้สักห้านาทีค่อยตอบกลับ ผู้หญิงเราต้องมีชั้นเชิง อย่าแสดงออกเกินไปว่าสนใจเขา"

"แต่ฉันก็สนใจเขาจริง ๆ นะ ถ้าไม่รีบตอบเขาจะไม่หนีหายไปเลยเหรอ"

"แกเชื่อฉัน ฉันมีผัวส่วนแกไม่มี"

"โอเคจบ"

ขวัญข้าวฝืนใจวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะเช่นเดิม แต่ตายังจ้องมองมือถือเครื่องนั้นไม่ห่าง เธอนั่งจ้องไม่ให้คลาดสายตาสักวินาทีเดียว ขณะเดียวกันนาฬิกาที่หน้าจอก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ จนครบห้านาทีเหมือนที่กัลยาบอกไว้ ทว่าข้อความของกษิดิศก็ยังเงียบกริบ

"เตย เขาเงียบหายไปเลย"

"รอไปก่อน"

"ไม่ใช่ว่าหลุดมือไปแล้วเหรอ"

ถึงอย่างนั้นขวัญข้าวก็ยอมถอยมานั่งรออย่างกระวนกระวายใจ เธอรอต่อไปอีกหนึ่งนาทีเสียงสวรรค์ที่เฝ้าคอยก็ดังขึ้น

ติ๊ง!

คุณต่อ : รถซ่อมเสร็จรึยังครับ

ดูเอาเถอะ พ่อคนดีศรีสังคม! เขายังมีแก่ใจถามถึงรถที่เรียกเอาไปซ่อมให้เมื่อคืน ขวัญข้าวยิ้มหวานบิดตัวไปมา ทั้งที่เป็นแค่ข้อความถามไถ่ธรรมดาแต่เธอก็ตีโพยตีพายไปแล้วว่าเขาใส่ใจเธอมากขนาดนี้

ตัดภาพไปยังกษิดิศที่หัวใจใสสะอาดมาก ที่ถามตามมารยาทเพราะเมื่อคืนเป็นคนโทรตามให้คนมาช่วย จึงอยากจะติดตามผลงานก็เท่านั้น ไม่ได้คิดไปไกลเหมือนขวัญข้าวเลยสักนิดเดียว

ขวัญข้าว : ซ่อมเสร็จแล้วค่ะ น้องทัพไปเอาแล้วค่ะ

...ปกติเรียกไอ้ทัพ

คุณต่อ : งั้นก็ดีแล้วครับ

นี่คงจะเป็นข้อความสุดท้าย กษิดิศส่งมาแล้วก็ตบท้ายด้วยสติ๊กเกอร์การ์ตูนน่ารักมุ้งมิ้ง แต่สำหรับขวัญข้าวมันคือสัญลักษณ์ปิดท้ายของการหยุดคุย เธอจึงรีบพิมพ์ข้อความส่งไป ทำวิธีใดก็ได้เพื่อให้ได้คุยกับเขาต่อ

ขวัญข้าว : คุณต่อทำอะไรอยู่คะ

หลังจากส่งข้อความกษิดิศก็เงียบหายไปเลย กระทั่งผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงเขาจึงได้ตอบกลับมา

คุณต่อ : เมื่อกี้นี้ติดงาน ตอนนี้กำลังจะไปร้านกาแฟครับ

พอขวัญข้าวได้อ่านก็หูผึ่ง รีบหันไปถามกัลยาทันที "มีงานอะไรให้ช่วยอีกมั้ยเตย"

"ไม่แล้ว เดี๋ยวดอกไม้ที่จัดช่อให้ไอ้ทัพเป็นคนเอาไปส่ง แกจะกลับเลยเหรอ"

"ไม่อะ จะไปหาผู้ชาย"

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SRN” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SRN
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

รุ้งเคียงตะวัน
รุ้งเคียงตะวัน
เมื่อความรักกลายเป็นความทรยศ หทัยชนกต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อสามีสุดที่รักนอกใจ ทว่าความจริงที่กรีดลึกหัวใจยิ่งกว่าคือมือที่สามคนนั้นคือเกวลิน เพื่อนสนิทที่เธอรักที่สุด นิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นที่จะพาทุกคนไปสัมผัสบาดแผลลึกจากการถูกหักหลังโดยคนใกล้ชิดที่ยากจะลบเลือน
8.6
80 ตอน
กำราบรักพิศวาสร้าย
กำราบรักพิศวาสร้าย
เมื่อ ดุลยา ถูกลวงมาเป็นสินค้าแลกเงินในค่ำคืนอันตราย แต่เธอกลับคว้าหัวใจของมหาเศรษฐีหนุ่มอย่าง อลัน มาครองโดยไม่คาดคิด นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่เริ่มต้นด้วยความปรารถนาอันยากจะต้านทาน ท่ามกลางไฟเสน่หาที่พร้อมจะแผดเผาหัวใจของทั้งสองคนให้อยู่ภายใต้พันธนาการรักที่ไม่มีวันปล่อยมือ
9.4
56 ตอน
พี่น้องต้องกระแทก
พี่น้องต้องกระแทก
เมื่อ 'ไอรัก' ลูกสาวบุญธรรมวัย 19 ของตระกูลมหาเศรษฐีเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง เสน่ห์อันเย้ายวนของเธอได้ปลุกเร้าความปรารถนาอันตรายในใจของพี่ชายต่างสายเลือดทั้งสี่คน ความสัมพันธ์ลับสุดร้อนแรงที่ก้าวข้ามเส้นกั้นศีลธรรมจึงเริ่มต้นขึ้นในคฤหาสน์หรู นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดเร้าใจที่คุณต้องอ่าน
9.8
97 ตอน
พรหมจรรย์แลกรัก
พรหมจรรย์แลกรัก
เมื่อกุลสตรีสาวสวยที่รักษาตัวตนมา 25 ปี ดันตกหลุมรัก ธีร์ เทย์เลอร์ ชายหนุ่มผู้เย็นชาและดูแคลนเธออย่างร้ายกาจ เขาจึงยื่นข้อเสนอสุดท้าทายให้เธอพิสูจน์พรหมจรรย์เพื่อแลกกับความรัก นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนาและการต่อสู้เพื่อครอบครองหัวใจที่ไร้ความปรานี
8.4
80 ตอน
เจ้าสาวรอรัก
เจ้าสาวรอรัก
เมื่อสจ๊วตหนุ่มทักว่า 'ปุริม' มีอาการแพ้ท้องแทนเมีย ทำเอา 'อันทิตา' ตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูก ท่ามกลางความตระหนกและเสียงแสดงความยินดีที่ชวนกระอักกระอ่วนใจ ความสัมพันธ์ที่ยังคลุมเครือของทั้งคู่จึงถูกสั่นคลอนด้วยความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ที่ยากจะอธิบาย อ่านนิยายรักโรแมนติกสุดฟินได้แล้ววันนี้
8.7
71 ตอน
ประธานไล่จีบภรรยา
ประธานไล่จีบภรรยา
จากคืนที่ถูกวางยาจนชีวิตพังทลาย ห้าปีผ่านไปเจียงหยุนเอ๋อหวนคืนกลับมาพร้อมลูกชายตัวน้อย แต่กลับถูกศัตรูเก่ารังแกทันทีที่ถึงสนามบิน ในความมืดมนนี้ ลูกชายกลับวิ่งไปกอดขาชายทรงอิทธิพลแล้วเรียกว่าพ่อ! นิยายรักแนวประธานบริษัทที่พร้อมจะช่วยเธอทวงคืนความยุติธรรมและเยียวยาหัวใจ
9.3
765 ตอน