ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

“ติดต่อไปสิบสามครั้งแล้วครับ แต่...เอ่อ..แต่...แต่ทางนั้นไม่ยอมเจรจาด้วยเลยครับ อะ เอา ตะ แต่ไล่ออกมา”

เสียงรายงานของ ‘คมเดช’ ทนายความส่วนตัวของศศิร์ธาทำให้คิ้วเข้มที่พาดเฉียงกระตุกขึ้นเล็กน้อย ทนายความคนสนิทของเขาทำไมถึงได้มีความไม่มั่นใจในน้ำเสียงแบบนี้ ทั้งยังมีอาการหวาดระแวงขณะรายงานเรื่องการติดต่อซื้อขายที่แปลงเล็ก ๆ แปลงหนึ่งให้เขาได้รับรู้ข้อมูล

ชายหนุ่มเจ้าของวงหน้ากึ่งไทยกึ่งเสี้ยวยุโรปนิ่งไปพักเดียว

เขาอยู่ในท่าก้มหน้าเล็กน้อยเพื่ออ่านรายงานในแฟ้มลับ สายตาคมเข้มสีดำมองจับอยู่ที่เอกสารแบบนั้นเกือบนาที แต่ไม่ได้อ่านเนื้อหาที่ในหน้านั้นเลย เพราะต้องแบ่งสมองไปคิดเรื่องที่กำลังได้ยินเมื่อครู่นี้

ศศิร์ธาหมุนหน้าเพียงเล็กน้อยเพื่อหันไปมองทางทนายความส่วนตัว แล้วจึงเอ่ยถามกลับไป “ทำไมถึงไม่ยอม”

คมเดชยังคงมีหน้าไม่สู้ดี เมื่อต้องรายงานเรื่องเมื่อกี้นี้อีกครั้ง ทั้งเจ้านาย ทั้งเจ้าของที่ต่างกดดันเขาพอกันทั้งคู่ น่ากลัวชะมัด

“พอผมบอกว่ามาติดต่อขอซื้อที่เท่านั้นแหละครับคุณศิธ เจ้าของที่ก็สั่งให้คนถือไม้มาไล่ตีผม ตะโกนด่าบอกแต่ว่าไม่ขาย ไม่คุยอะไรด้วยทั้งนั้น แล้วยัง...ยังจะ...” นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วคมเดชก็เอาแต่อึกอัก ทำท่าจะอาเจียน รายงานต่อไปไม่ไหว

ศศิร์ธาขมวดคิ้วคมเข้มเข้าหากันจนเป็นร่องเล็ก ๆ ร่องรอยประสบการณ์ชีวิตผุดขึ้นตรงหัวคิ้วจาง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ร่องรอยพวกนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ชายวัยเฉียดสี่สิบปีคนนี้ดูแก่ลงเลย กลับเสริมเสน่ห์ให้เขาดูดีมากกว่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันเสียด้วยซ้ำไป

“คุณคมเดชถามเจ้าของที่ไปตรง ๆ แบบนั้นเลยหรือ”

ศศิร์ธาถามกลับ ชายหนุ่มเจ้าของชื่อศศิร์ธาสุภาพแบบนี้เสมอกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนงานในฟาร์ม คนรับใช้ในบ้าน หรือแม้แต่สวน รวมถึงคนสนิทหรือคนขับรถของเขาก็ด้วย

แต่ที่ทำให้ศศิร์ธาดูน่าเกรงขาม ก็ตรงน้ำเสียงสุภาพ ๆ นี่เอง เมื่อมันได้บวกรวมกับแววตาที่เขาใช้มองขณะสนทนาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คู่สนทนาหวาดเกรง และมันทำให้ศศิร์ธาต่างจากเจ้านายคนอื่น ๆ ในตระกูลนี้อย่างชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ทิ้งฝุ่น

“ก็ เอ่อ ก็…ใช่ครับคุณศิธ”

อะไรกันที่ทำให้ทนายความมือหนึ่งของเขาถึงกับเสียอาการได้ขนาดนี้ ทนายของเขาเอาแต่อึก ๆ อัก ๆ ไร้ความเป็นมืออาชีพไปเลย

ศศิร์ธาพยักหน้าทำนองว่ารับรู้แล้ว สายตาดำเข้มคมลึกมองออกไปยังวิวนอกตัวรถด้วยท่าทางคล้ายครุ่นคิด เขาผ่านสงครามธุรกิจมาหลาย ตั้งแต่กลับจากศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เลยพอรู้จักหลากหลายสารพัดทริกที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกขึ้นมาใช้ เขาเจอมาแทบจะทั้งนั้น ล้วนแล้วแต่ใช้วิธีการคล้ายคลึงกันทั้งหมด

ศศิร์ธารู้ข้อมูลมาว่าเจ้าของที่พักอยู่ตรงที่ดินแปลงนั้น พวกเขาปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงผลไม้ท้องถิ่น อยู่กินแบบพอเพียงตามค่านิยมที่ผู้คนบางกลุ่มใช้กันมานาน หรือบางกลุ่มก็เพิ่งจะเริ่มนำมาใช้ดำเนินชีวิตกัน แต่นั่นไม่ใช่ค่านิยมสำหรับศศิร์ธา

มุมปากของศศิร์ธาขยับขึ้นเป็นรูปโค้งขึ้นเพียงนิดเดียว พร้อมกับความคิดในหัวที่ว่า หากเงินไม่มากพอจะซื้อขาย และเจ้าของที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน มักไม่ยินยอมเจรจา นั่นต่างหากปัญหาที่แท้จริง

ศศิร์ธาไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น เขานั่งเงียบเพื่อพิจารณาเรื่องงาน จนเห็นว่ารถเลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นเล็กที่ไม่ได้ลาดด้วยยางมะตอยหรือคอนกรีตแบบที่คุ้นเคย แต่เป็นดินลูกรังตลอดเส้นทาง ก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นอีกเล็กน้อย ๆ ปล่อยลำตัวให้เอนไปตามแรงกระแทกซ้ายบ้างขวาบ้างจนถึงจุดหมาย

เมื่อรถจอดลงแล้ว ศศิร์ธามองตรงไปยังเบื้องหน้าที่เป็นผืนดินแปลงที่เขาต้องการนำมาขยายไปพร้อมกับแปลงข้าง ๆ ที่กว้านซื้อไว้แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

นี่สินะคู่ค้าที่เขาต้องลงมาเจรจาด้วยตัวเอง

ศศิร์ธาเห็นบ้านไม้กึ่งปูนหลังไม่ได้ใหญ่นัก ปลูกสร้างบนพื้นที่รวมแล้วไม่เกินยี่สิบไร่ ภายในนั้นมีสวนผลไม้หลากหลายชนิดแบบที่เก็บกินได้ทั้งปีตามฤดูกาล ลักษณะคล้ายปลูกกินเองในครัวเรือนมากกว่าจะเป็นในเชิงพาณิชย์

ศศิร์ธาเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่ตาเห็น เพื่อใช้ต่อรองกับเจ้าของที่ดิน

เขาแตะที่เปิดประตูเตรียมผลักออกไป แล้วยกขาแข็งแรงทั้งสองข้างย้ายลงไปวางบนพื้นดินพร้อมกับยืดตัวตรงเต็มความสูงเมตรแปดสิบเซนต์ ชายหนุ่มมองสำรวจรอบบริเวณอีกทอดหนึ่งแล้วถึงออกเดินเข้าไปยังพื้นที่ด้านใน ไม่มีใครสักคน

เขาเดินลึกเข้าไปอีกตรงหลังบ้าน แว่วเสียงคุยกันที่ตรงด้านหลังของบ้านนั่นเอง สายตาคมเข้มกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วค่อยเดินตรงไปตามเสียงที่ได้ยิน

“เขามาหลายรอบแล้วจ้ะ ครั้งล่าสุดเอาไม้ฟาดเข้าให้ แล้วก็จับอีตาแว่นไว้ได้ ขู่ว่าจะเอาขี้หมายัดปาก เลยหน้าซีดวิ่งกลับไปขึ้นรถแทบไม่ทัน”

ศศิร์ธาฟังนิ่ง ๆ นี่เองที่ทำให้คมเดชหน้าซีดเซียว ทำท่าจะอาเจียนตอนรายงานความคืบหน้าให้เขาฟัง เมื่อตอนอยู่บนรถ คนพวกนี้ไร้อารยะถึงกับจะเอาอุจจาระสุนัขยัดปากทนายความของเขาเลยหรือ ศศิร์ธาส่ายหน้าด้วยอาการเอือมระอา

“นี่ถ้ามันมาอีก บอกตาเลยดีไหม ถ้าตารู้นะ จะต้องเข้าไปเอาปืนมายิงหัวพวกนั้นแน่นอนเลย” เสียงที่ฟังดูมีอายุบอกสำทับอย่างกระแทกกระทั้นใส่อารมณ์ คงนึกโกรธนั่นเอง

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“แล้วพวกนั้นบอกไหมว่าจะซื้อไปทำอะไร”

“ไม่ได้บอกหรอกแม่” เสียงหวานใสเรียบเอื่อยเสียงนั้นทำให้ศศิร์ธาต้องหยุดฟัง หัวใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงนั้น ศศิร์ธาขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด พยายามมองเข้าไปตรงสวนแต่ไม่เห็นเจ้าของเสียงนั่นที่กระตุกหัวใจของเขา

“บอกแต่ว่าเป็นตัวแทนจากเจ้าของที่ข้าง ๆ เรานี่แหละ นี่เขาได้ที่ไปตั้งเยอะแล้ว ซื้อที่ยายหนั่นไปนั่นก็ตั้งเป็นหลายร้อยไร่ ไม่รู้ว่าจะมาอยากซื้อที่ของเราทำอะไรอีก”

“ใช่พวกธุรกิจสีเทา ๆ ดำ ๆ อะไรนั่นที่ออกข่าวหรือเปล่า”

“น่าจะใช่มั้งแม่”

“หน้าด้าน! ที่ของตัวเองกว้างออกขนาดนั้นยังจะอยากได้ที่ของคนอื่น”

“นั่นสิ แล้วแบบนี้ถ้าเจ้าของตัวจริงเข้ามาคุยเอง พวกเราจะเอายังไงกันดี”

“ก็ไม่เอาไงหรอก บอกเหมือนเดิมไปนั่นแหละว่าไม่ขาย” เสียงเรียบเอื่อยเสียงนั้นบอกขึ้นอย่างนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยความมั่นคงอยู่ในน้ำเสียงของเธอ

ศศิร์ธาขมวดคิ้วสงสัยให้กับเสียงที่กระตุ้นแรงเต้นของหัวใจของเขา จนเผลอยกมือขึ้นแตะลงตรงหน้าอกด้านซ้ายเบา ๆ ทำไมหัวใจของเขาถึงได้กระแทกจังหวะแรงขึ้นแบบนี้

ตอน 2

ศศิร์ธาขมวดคิ้วสงสัยให้กับเสียงที่กระตุ้นแรงเต้นของหัวใจของเขา จนเผลอยกมือขึ้นแตะลงตรงหน้าอกด้านซ้ายเบา ๆ ทำไมหัวใจของเขาถึงได้กระแทกจังหวะแรงขึ้นแบบนี้ และการได้ยินแต่เพียงเสียง ไม่เห็นหน้าค่าตากัน มันทำให้ศศิร์ธาหงุดหงิดขึ้นในหัวใจ เขาขยับตัวใหม่ ให้พ้นออกมาจากรั้วไม้ เพื่อมองให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น แต่ก็ยังมองไม่เห็น เพราะเจ้าของเสียงเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวย่อตัวลงไปขุดดิน ไม่อยู่นิ่งให้ได้เห็นหน้าให้ชัดเจนได้เลย

ศศิร์ธาขยับตัวออกมาจนพ้นจากมุมรั้วอีกครั้ง พาตัวเองออกไปเผชิญกับเจ้าของที่พร้อมกับพูดขึ้น

“รบกวนบอกให้ผมรู้ได้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่อยากขายที่แปลงนี้”

เสียงถามสอดแทรกดังมาจากทางออกของสวน ทำเอาทั้งสี่สาวที่กำลังพรวนดินแปลงผักหันขวับไปมองแทบพร้อม ๆ กัน ทั้งหมดจึงได้เห็นชายแปลกหน้าในชุดคล้ายกันกับพวกเธอ

ผู้ชายคนนั้นสวมเสื้อและกางเกงยีนแบบที่รู้ว่าไม่ใช่มือสองหรือซื้อจากตลาดนัดแถวบ้าน แต่เป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดัง รองเท้าบูทของเขาเป็นมันเงาวับ คล้ายกับว่าไม่ได้ถูกเหยียบลงบนดินเลยมั้งตั้งแต่แต่งตัวออกจากบ้านมา

ประไพพรรณียืนขึ้นโดยไม่ทิ้งเสียมในมือของเธอลงดิน เธอมองชายคนนั้นที่มาเยือนโดยไม่มีใครเชื้อเชิญด้วยสายตาเรียบเฉยดุจน้ำแข็งและเอาเรื่อง

ทั้งหมดพากันงงกันไปเป็นครู่ และเมื่อคาดเดาได้แล้วจากคำถามก็ได้คำตอบในตอนนั้นเองว่าชายแปลกหน้าคนนี้คงจะเป็นคนที่ต้องการซื้อที่ของพวกตน ไม่เช่นนั้นคงไม่ทักทายด้วยคำถามเรื่องการซื้อขายที่ขึ้นมาหรอก

ประไพพรรณีไม่ได้ตอบคำถามของเขาในทันที เธอโยนคำถามกลับไปด้วยสีหน้าที่อ่านความรู้สึกไม่ออก

“ทุก ๆคนที่เขามีที่มีทาง จำเป็นต้องอยากขายที่กันทุกคนเลยหรือไง”

“ถ้าราคามากพอกว่ารายได้ทำสวน ขายผัก ขายผลไม้ ผมคิดว่าเจ้าของที่ก็น่าจะอยากขายนะ” ศศิร์ธาตอบเสียงเนิบช้ายกเอาเหตุและผลประโยชน์ของอีกฝ่ายขึ้นมาพูด แต่คนฟังก็รู้ว่าเขาพูดเพื่อเข้าข้างตัวเขาเองแบบแนบเนียน ประไพพรรณีเบ้ปากขึ้นน้อย ๆ มองไม่เห็นเพราะเธอไม่ค่อยจะชอบทำกิริยาลักษณะนี้นัก แต่จะเป็นต้องทำเพราะเจอตอใหญ่เข้าให้แล้ว คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอะไรด้วยเลย

“ไม่มีความจำเป็นจะต้องขาย ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”

ประไพพรรณีบอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอส่งสายตาบอกให้คนทั้งหมดพากันทยอยออกไปจากแปลงสวนผักเมื่อพูดจบประโยค

ทั้งหมดเห็นสายตาสั่งการของประไพพรรณีแล้วรีบพยักหน้าเบา ๆ ตอบกลับให้เธอ แล้วพากันเดินออกไปยังบริเวณสวนทันที ประไพพรรณีที่อยู่หลังสุดเลยรั้งท้าย คนที่เหลือไปจนพ้นแปลงผักแล้ว จึงเหลือเพียงเธอและชายแปลกหน้า และเหมือนว่าเขาจะจงใจก้าวมายืนขวางทางออกเธอ

ประไพพรรณีเป็นหญิงสาวที่มีความสูงในระดับที่เรียกว่าเกินมาตรฐานหญิงไทย แต่ผู้ชายคนนั้นกลับสูงมากกว่าเธอเสียอีก เมื่อยืนประจันหน้ากันอย่างนี้แล้วเลยทำให้เธอต้องแหงนศีรษะขึ้นเล็กน้อยเพื่อเจรจากับเขา

ศศิร์ธามองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า สายตาของเขาประเมินเธอเงียบ ๆ แบบที่คนมองสบตาตอบรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เป็นความคิดที่ไม่ได้บริสุทธิ์เลยสักนิด

“คุณต้องการเท่าไหร่ บอกตัวเลขมาได้เลย”

ประไพพรรณีเกลียดคำถามลักษณะนี้ที่สุด หกปีก่อนตอนที่เธอลากสังขารของตัวเองตอนท้องไปหาเขาที่บ้าน ครอบครัวของเขาก็ถามแบบนี้เช่นกัน

เธอมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาดำคมกริบมองจ้องตอบเธอแบบที่เธอเห็นแล้วอยากยื่นมือไปควักลูกตาของเขาออกมาแล้วฝังลงดินเป็นปุ๋ยให้พวกผักสวนครัวของเธอไปเลย หากทำได้

ประไพพรรณีใช้น้ำเสียงแบบเดียวกับแววตา คือนิ่ง สงบ ตอบกลับไป “เท่าไหร่ ฉันก็ไม่ขาย”

ศศิร์ธาร้องออกมาคำหนึ่ง “โอเค” พร้อมกับยกมือทำท่าจะถอยก่อนในครั้งนี้ เขาล้วงเอากล่องนามบัตรออกมาหนึ่งใบ เพื่อยื่นให้เธอ ประไพพรรณีมองพร้อมกับเหยียดริมฝีปากหมิ่นแคลนแต่กลับยื่นมือออกมารับ พอเขาส่งให้เธอก็ชักมือตัวเองออก ปล่อยให้นามบัตรของเขาล่วงลงไปบนพื้น พร้อมกับเดินข้ามนามบัตรของเขาไปอย่างไม่แยแสเลยสักนิด

ศศิร์ธามองท่าทีของหญิงสาวตรงหน้าเขาว่านี่คือการท้าทายรูปแบบหนึ่ง

ตอน 3

ศศิร์ธามองท่าทีของหญิงสาวตรงหน้าเขาว่านี่คือการท้าทายรูปแบบหนึ่ง

“ผมยังไม่รีบซื้อตอนนี้หรอก ให้คุณลองตีราคาดูอีกครั้งก็แล้วกัน อยากขายเมื่อไร อยากขายเท่าไร บอกผมได้เลย ผมสู้ราคาได้ทั้งนั้น”

แม้แววตาของเขาจะราบเรียบ ดูสงบ ขรึมคล้ายสุภาพ แต่เมื่อมองลึกดูดี ๆ แล้วก็จะเห็นว่าแววตาของเขาลุ่มลึก เจ้าชู้และเผยความต้องการอย่างชัดเจนว่านอกจากที่ดินแปลงนี้ เขายังสนใจในตัวเธอด้วย

ประไพพรรณีอายุครบยี่สิบเจ็ดปีเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง เธอมีลูกแล้วหนึ่งคน ประไพพรรณีเรียนจบปริญญาตรี แม้ไม่ได้ทำงาน แม้ไม่ได้อาศัยอยู่ในสังคมเมือง แม้ไม่ได้ทำงานในออฟฟิศใหญ่โต แต่ประไพพรรณีก็พบคนมามาก เธอรู้ดีว่าสายตาแบบไหน สื่อความหมายของเจ้าของดวงตาไปในแนวทางเช่นไร

หญิงสาวเผยรอยยิ้มหมิ่นแคลนและเย็นชาใส่เขาอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้นประโยคหนึ่ง คาดว่านี่จะเป็นประโยคสุดท้ายที่ใช้สนทนากับชายตรงหน้า

“หมดธุระของคุณแล้วก็เชิญเถอะนะ”

ได้ยินคำไล่แบบตรง ๆ เช่นนี้ ศศิร์ธาก็ให้รู้สึกหน้าชาเล็กน้อย เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาของเขา

ครอบครัวของเขา รวมถึงสมาชิกของบ้านทุกคนนับว่าเป็นคนมีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคมทุกคน ทุกคนในสังคมให้ความเคารพต่อเขา ไม่เคยมีใครเอ่ยปากไล่เขาซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้มาก่อน

ประไพพรรณีควบคุมอารมณ์โมโหที่แล่นพล่านขึ้นไปถึงขีดสุดให้สงบลงได้ยากยิ่งนัก พวงแก้มนวลใสของเธอจึงได้ออกสีแดงปลั่งราวผลมะเขือเทศใกล้สุก หรืออาจเป็นเพราะว่าวันนี้อากาศร้อนจนเกินไป แล้วยิ่งต้องมาเจอคนที่ไม่อยากเจอ ก็ยิ่งทำให้เธอควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ยากยิ่ง

ทั้งหมดนั้นเรียกให้สายตาคมมองจับนิ่งก่อนจะหยุดลงที่ริมฝีปากสีแดงสดด้วยเลือดฝาดอย่างคนสุขภาพดี

ประไพพรรณีไม่ได้ให้ความสนใจสายตาของคนมาเยือนอีกต่อไป เธอเห็นว่าตนเองหมดเรื่องคุยกับเขาแล้ว จึงก้าวขาจะเดินออกจากแปลงสวนครัวหลังบ้าน ส่วนเขาจะยืนตรงนั้นไปเรื่อย ๆ มันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเธอ

และขณะที่ประไพพรรณีกำลังจะเดินผ่านหน้าชายผู้มาเยือนเพื่อออกไปยังด้านนอกอยู่นั้นเอง ศศิร์ธาก็หลุบสายตาของเขาลง กะจังหวะได้แล้วก็ยื่นขาของตัวเองออกไปในชั่วขณะที่หญิงสาวกำลังก้าวเดินผ่านหน้าเขา

ร่างสูงโปร่งของประไพพรรณีเสียหลักในทันทีที่ขาของเธอไปเตะเข้ากับท่อนขาแข็งแรงของชายคนนั้น ใบหน้าหล่อคมปรากฏรอยยิ้มขึ้นตรงมุมปาก เขายื่นมือออกไปคว้าเอาร่างเย้ายวนของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอดของ พลิกให้ร่างกายเบื้องหน้าบดเบียดเสียดสีไปกับเนื้อตัวด้านหน้าของเขาอย่างจงใจ

กลิ่นหอมจาง ๆ ปนกลิ่นเหงื่อของหญิงสาวไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ารังเกียจ แต่กลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตัว อาจเป็นเพราะศศิร์ธาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อนจึงทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวได้ถึงขนาดนี้

ประไพพรรณีเองรู้ว่าตัวเธอกำลังถูกเอาเปรียบจากพวกผู้ชายมักมาก เธอเสียเปรียบให้กับคนเจ้าเล่ห์นี่เข้าแล้ว เมื่อตั้งสติได้เธออาศัยจังหวะที่เขามัวแต่หลงใหลกับรูปร่างและกลิ่นกายเฉพาะตัวของเธอ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นแล้วกางนิ้วชี้และนิ้วกลางออก จิ้มเข้าไปที่ในดวงตาของเขาแรง ๆ

“โอ๊ะ!” เสียงร้องอุทานดังออกมาจากปากของศศิร์ธา เขาทำทีเป็นเสียหลัก เดินเซไปทางด้านหลังสองก้าวแต่มือยังไม่ยอมปล่อยเธอออกจากอ้อมกอด

ร่างกายของศศิร์ธาสูงใหญ่แบบพวกต่างชาติ เขาสละมือข้างหนึ่งขึ้นแตะที่เบ้าตาของตัวเอง ทำทีว่าเจ็บ เพื่อจะให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกว่าตนนั้นเป็นต่อ แล้วก็ได้ผลเป็นไปตามคาดหมายจริง ๆ เมื่อประไพพรรณีเห็นชายตรงหน้ายกมือขึ้นปิดตาของเขาอยู่ เธอออกแรงดิ้นจนหลุดจากอ้อมกอดของเขา แล้วเข้าไปยกเท้าที่สวมบูทพื้นหนากดน้ำหนักลงบนหลังเท้าของเขาแรง ๆ แบบเน้น ๆ

“จำไว้ว่าผู้หญิงไม่ใช่ของเล่นของพวกผู้ชาย”

ประไพพรรณีบอกอย่างโมโห

“และที่ของฉันก็จะไม่ขาย ไม่ว่าจะซื้อแพงแค่ไหน อยากได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ขาย ไม่ต้องส่งคนมาถามอีก และขอเตือนไว้เลยว่าตัวคุณเองก็อย่าได้เข้ามาในพื้นที่ของฉันอีก เพราะรอบหน้าคุณจะโดนหนักกว่านี้แน่”

เธอจงใจใช้เสียงเน้นหนักข่มขู่เขา สายตาหวานซึ้งของประไพพรรณีมองค้นเข้าไปดวงตาของคนตรงหน้า แต่แล้วกลับเห็นเพียงความว่างเปล่า เห็นเพียงความรู้สึกของคนที่ไม่เคยคุ้นต่อกัน

ศศิร์ธาทำได้อย่างไร ทำเหมือนไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน

ประไพพรรณีมองเขาด้วยสายตาเจ็บแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายในใจ เธอหลุบเปลือกตาของตัวเอง แล้วเดินออกมาจากตรงนั้น

ความทรงจำของเธอพากลับไปยังเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เธอยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นั่นเป็นครั้งแรกที่พบกับเขา อาจารย์ศศิร์ธา เขาที่อยู่ในฐานะของอาจารย์พิเศษประจำคณะของเธอ

ประไพพรรณีในช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย กำลังก้มหน้าก้มตาจดจ่อกับเอกสารการสอนของชั่วโมงแรกที่เรียนก่อนหน้านี้ เธออาสารับทำรายงานให้เพื่อนร่วมชั้นปีร่วมสิบคนเพื่อแลกกับเงินที่พอจะจ่ายค่าอาหารสามมื้อ รวมไปถึงค่าถ่ายเอกสารและหนังสืออ่านนอกเวลาที่หมายตาไว้หลายเล่ม

และแม้จะทำงานวิชาอื่นอยู่ แต่นักศึกษาคนเก่งของคณะก็มั่นใจว่าหูของเธอฟังเนื้อหาของวิชาคาบนี้เข้าหัวและเข้าใจได้เป็นอย่างดี แต่แล้วก็พลาดเมื่อหญิงสาวชะล่าใจเกินไป เสี้ยวนาทีหนึ่งเธอเอาสมองทั้งหมดไปเค้นคิดวิเคราะห์ถึงหัวข้อที่อยู่ในใบงานตรงหน้า จนไม่ได้ยินเสียงเรียกของอาจารย์พิเศษที่หน้าชั้นเรียน

“นักศึกษาครับ”

เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนกับว่าทุกคนในห้องต่างพากันหันมามองที่เธอกันหมด ประไพพรรณีรู้สึกได้ว่าตัวเธอนั้นกำลังเป็นจุดสนใจของทุกคน จึงเงยหน้าขึ้นจากรายงานที่ตั้งใจเร่งทำให้เสร็จภายในเที่ยงวันนี้ จังหวะนั้นเองที่กระดาษที่ถูกขยำจนกลมอัดไส้ด้วยวัตถุแข็ง ๆ พุ่งตรงมาที่โต๊ะของเธอ ประไพพรรณีหลบไม่ทันจึงโดนเข้าเต็ม ๆ ใบหน้า

“โทษครับ” เพื่อนนักศึกษาชายคนหนึ่งทำทียกมือขอโทษขอโพย เพราะตนเป็นคนเขวี้ยงไปเอง ไอ้เรื่องเจ็บน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่เรื่องน่าอายนี่สิ ทำให้ใบหน้าของประไพพรรณีแดงซ่านขึ้นทันที

พอเงยหน้ามองไปยังเจ้าของเสียงเรียก ประไพพรรณีค่อยพบว่าอาจารย์พิเศษกำลังจ้องเธอด้วยสายตาไม่ใคร่พอใจเท่าไรนัก เขาวางพอยเตอร์เลเซอร์ลงบนเคาน์เตอร์บรรยายแล้วย้ายตัวเองมาหยุดยืนที่ตรงหน้าโต๊ะของเธอ

“ผมเรียกตั้งนานแล้ว นักศึกษาทำอะไรอยู่ครับ”

เสียงถามดังมาจากชายคนนั้นอีกครั้ง ประไพพรรณียิ้มไม่ออก เธอรู้ตัวเองดีว่าผิดเต็ม ๆ เพราะกำลังทำงานของอีกวิชาอื่นในคาบเรียนของอาจารย์พิเศษท่านนี้

อาจารย์ศศิร์ธาเป็นรุ่นพี่ที่จบไปเพียงไม่กี่ปี แต่อาจารย์ที่คณะพากันชมว่าเขาเป็นนักศึกษาของคณะที่เก่งมาก เก่งแบบไหนเธอเองที่เป็นนักศึกษาก็ยังมองไม่ออก คงเพราะที่บ้านของเขารวย เขาเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจมาทั้งชีวิต จนได้ความรู้ติดเข้ามาใน DNA ละมั้ง เลยบอกว่าเขาเก่ง

“ผมถามว่านักศึกษากำลังทำอะไรอยู่ครับ”

ประไพพรรณีดึงเอาหนังสือเล่มบางยกขึ้นปิดเอกสารรายงาน แต่ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อสายตาสีดำดูดุของชายตรงหน้ามองจับเธออยู่ตลอดเวลาเลื่อนลงมามองยังเอกสาร

“ผมถามคุณสองครั้งแล้วนะ นักศึกษากำลังทำงานของวิชาอื่นอยู่ใช่ไหมครับ”

ประไพพรรณีไม่กล้าตอบคำถามของเขา นั่นเพราะว่าคำตอบอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว เขามองเธอนิ่งไม่กี่วินาที ค่อยลากสายตาจากเธอไป

“โอเคครับนักศึกษาทุกคน ฟังผมนะ” อาจารย์พิเศษท่านนั้นหมุนทั้งตัวไปสบตานักศึกษาคนอื่น ๆ ในชั้นเรียน “ผมอาจไม่ใช่คนเคร่งครัดในระเบียบอะไรมากมายนะ แต่อย่างน้อยคุณควรรักษามารยาทในการเข้าเรียนวิชาของผมด้วย” เขาพูดกับทุกคนแต่แล้วทำไมเหมือนกับหันปลายหอกด้านแหลมคมเข้ามาทิ่มแทงเธอ

หลังจากที่ถูกจับได้ว่าแอบนำวิชาอื่นขึ้นมาทำในช่วงการสอนของเขา ประไพพรรณีก็ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์พิเศษท่านนั้นอีกเลย

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SSK” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SSK
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

บอดี้การ์ดจ้าวหัวใจ ชุด One Night Stand
บอดี้การ์ดจ้าวหัวใจ ชุด One Night Stand
เมื่อพราวพลอย คุณหนูไฮโซที่ถูกสังคมตราหน้าว่าร้ายกาจ ต้องมาใกล้ชิดกับเดวิด บอดี้การ์ดหนุ่มอดีตทหารรับจ้างผู้แข็งแกร่ง ท่ามกลางอันตรายและข่าวลือที่รุมเร้า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับทวีความเร่าร้อนจนยากจะต้านทาน นิยายรักแนวท่านประธานและบอดี้การ์ดสายเปย์ที่จะทำให้คุณใจสั่นจนหยุดอ่านไม่ได้
8.9
36 ตอน
คนสวยขาของประธานมาเฟียจอมโหด NC25+
คนสวยขาของประธานมาเฟียจอมโหด NC25+
เมื่ออดีตอันเจ็บปวดจากการขายศักดิ์ศรีให้มาเฟียใจร้ายอย่างเควิลย้อนกลับมาทำร้ายเธอ นาชาจึงตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเพื่อนสนิทของเขา แต่คนเห็นแก่ตัวกลับหวนคืนมาทำตัวเป็นหมาหวงก้าง นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่นางเอกขอสู้สุดใจ จะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของประธานมาเฟียสายโหดคนนี้อีกต่อไป
8.2
78 ตอน
เจ้าสาวหนี พบรัก
เจ้าสาวหนี พบรัก
เมื่อวันแต่งงานกลายเป็นกรงขังที่ถูกหักหลังอย่างเลือดเย็น เธอจึงหนีออกจากกรงทองด้วยเท้าเปล่าเพื่อเอาชีวิตรอด นิยายรักแนวท่านประธานสุดเข้มข้นที่จะพาทุกคนไปลุ้นกับชะตากรรมของเจ้าสาวที่ต้องพึ่งพิงมาเฟียหนุ่มลึกลับเพื่อทวงคืนความยุติธรรม อ่านนิยายฟรีเพื่อร่วมเดินทางไปกับความรักและการแก้แค้นสุดเร้าใจ
7.8
78 ตอน
วิมานสวาท
วิมานสวาท
เมื่ออลิซต้องเผชิญหน้ากับจามาล ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ที่คอยขับไล่และกล่าวหาว่าเธอแอบมองเขาด้วยความกระหาย แม้ปากจะบอกว่ารักแมทธิว แต่ความปรารถนาอันเร่าร้อนในใจกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง อ่านนิยายรักโรแมนติกสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยไฟสวาทและแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทานได้ที่นี่
8.8
80 ตอน
เงื่อนลวง
เงื่อนลวง
อัญมณี ช่างภาพสาวที่ถูกดึงเข้าสู่คดีฆาตกรรมปริศนาหลังงานศพดวงดาว หมอชลทิศน้องชายผู้ตายปักใจเชื่อว่าเธอคือฆาตกร ท่ามกลางอันตรายจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ทั้งคู่ต้องสืบหาความจริงในเกมนิยายดาร์กโรแมนซ์ที่ซ่อนความลับสุดอันตรายและแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทาน
8.4
60 ตอน
รัชทายาทไร้ใจ กับ นางในแสนงาม ชุด ทัณฑ์ทราย
รัชทายาทไร้ใจ กับ นางในแสนงาม ชุด ทัณฑ์ทราย
เมื่อพี่ชายพาคนรักของรัชทายาทแห่งซาเรียหนีไป ความแค้นทั้งหมดจึงตกที่ ชมพูนุช เธอถูกตราหน้าอย่างเหยียดหยามและบังคับให้เป็นนางบำเรอเพื่อชดใช้ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ท่ามกลางความเจ็บปวดในเกมรักอันตรายนี้ เธอต้องยอมจำนนเพื่อปกป้องครอบครัว อ่านนิยายดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้นได้แล้ววันนี้
9.5
97 ตอน