ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

นำเรื่อง

มู่หลิงซือและมู่หานซือคือฝาแฝดใบหน้าคล้ายคลึงกันจนแยกแทบมิได้  สกุลมู่นั้นเป็นสกุลขุนนางฝ่ายบู๊ที่มีอำนาจในชายแดนมีผลงานมากมายนัก  บิดาของนางมีตำแหน่งเจิ้นเป่ยโหว  พี่ชายของนางถือตำแหน่งซื่อจื่อ  แต่ผลงานนั้นก็โดดเด่นเกินบิดาของนางมากไปแล้ว  มู่หลิงซือนั้นเป็นสตรีที่ทั้งแคว้นนั้นเล่าลือกันปากต่อปากไปว่านางนั้นงดงามอ่อนหวานดั่งนกขมิ้นน้อยๆในกรงทอง ว่ากันว่าเสียงนางหวานปานน้ำผึ้งในฤดูสารท ก้าวย่างงดงามดั่งนางพญาหงส์แต่นั่นล่ะคือสิ่งที่บิดานางตั้งใจนักหนาอยากจะให้เป็น  ส่วนชีวิตนางนั้นหรือนางควบม้าสับเปลี่ยนตนเองอยู่ในค่ายชายแดนอย่างไรเล่า  ทหารเดนตายทั้งหลายล้วนคุ้นชินกับนางดี  นางมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นในกองทัพอยู่มากนัก ยามที่พี่ชายนางตกเขาลงไปในระหว่างรบ  นางก็สวมรอยแทนทำศึกพิชิตสามดินแดน  ก่อนที่พี่ชายของนางจะถูกค้นพบได้นั่นคือตำนานของนางเช่นนั้นเอง ผู้ใดจะรู้กันเล่าว่าอยู่ๆนางในคราบท่านแม่ทัพพิชิตสามดินแดนจะต้องมานั่งเลี้ยงเด็กผู้หนึ่งที่เรียกนางในคราบบุรุษว่าเป็นแม่กัน  อีกทั้งยามเจ้าคนเป็นพ่อหน้าตายนั้นกลับมาจากสนามรบแล้ว  นางก็ถูกประชิดกายและทำตาหวานน้ำตาคลอใส่ในทันใด

"เพ๊ย ถวายบังคมองค์ไท่จื่อพะยะค่ะ กระหม่อมคือมู่หานซือ  แม่ทัพพิทักษ์ชายแดนพะยะค่ะ  ยามนี้กระหม่อมเพียงอาสามารับใช้องค์ชายน้อยเป็นการชั่วคราวเพียงนั้นเอง  เพราะองค์ชายน้อยเข้าใจผิดว่ากระหม่อมนั้นคล้ายคลึงกับพระมารดาพะยะค่ะ  "

ใบหน้าคล้ายปลาตายที่ขึงตึงอยู่ตลอดเวลายกรอยยิ้มแย้มส่งรอยยิ้มส่องสว่างออกมาในทันใด

"คุณชายลูกชายข้าเอ่ยว่าท่านเป็นมารดา  เช่นนี้ท่านก็ยอมเป็นมารดาให้ไปเถิด  องค์ชายน้อยยังเล็กเช่นนี้ ห่างอกมารดามานานนักเกรงว่าจะป่วยไข้ลงไปได้  ส่วนเรื่องชายแดนใต้ยามนี้นั้นเปิ่นไท่จื่อจะส่งแม่ทัพมู่ลงไปก่อน  ยามที่ผ่านไปเยี่ยมเยียนนั้น เปิ่นไท่จื่อพบว่าแม่ทัพมู่นั้นตื่นฟื้นแล้วและเร่งรีบจะไปตามหาของที่สูญหายในชายแดนจึงมิได้ร่ำลาบุตรชายของตนเองแล้ว  เช่นนี้คุณชาย ท่านก็เป็นแม่ให้องค์ชายน้อยไปก่อนเถิด จนกว่าเปิ่นไท่จื่อจะกล่าวเอง  ว่ามิต้องการแม่ของบุตรแล้วท่านก็ค่อยปรับไปทำสิ่งอื่นอย่างไรเล่า"

เสียงสุดท้ายเจือความน่าขนลุกปนน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งนัก  ร่างบางขนลุกเกรียวขนในกายลุกตั้งชันไปทั้งตัว  ความรู้สึกมิอยากอยู่ใกล้ผสมเกลียดชังแผ่ออกมาจากกายนางอย่างมิรู้ตนในทันใด ใบหน้าคมขยับเข้ามาชิดและแสร้งยัดบางสิ่งลงในคอเสื้อของนางในทันใด

"หยกผ่านทางนี้เก็บไว้ใช้ยามที่เจ้านั้นต้องการเปิ่นไท่จื่อ  ต้องการยามใดก็ใช้มันในยามนั้น  ผ่านทางมาได้เลย เปิ่นไท่จื่อนั้นสะดวกนัก  "

มู่หลิงซือขนลุกเกรียวเพราะข่าวลือแปลกๆในหลายปีก่อนนั้น ในวังหลวงเล่าลือว่ารัชทายาทองค์นี้นั้นเป็นต้วนซิ่วจึงมิสนใจในสตรีเพศ  ยามสตรีใดถวายตัวเข้าในวังก็ทรงส่งกลับบ้านเดิมไปจนหมดสิ้น จิตของมู่หลิงซือพลันวิปลาสไปในทันใด  หากว่าองค์ไ่ท่จื่อวิปริตผู้นี้พบว่านางเป็นสตรี  นอกจากโทษฐานลวงเบื้องสูงด้วยแล้ว  นางคงโดนบีบคอตายหรือถูกบั่นคอตายในโทษฐานที่เป็นสตรีแล้วปลอมแปลงตนเป็นบุรุษเพศเป็นแน่แล้ว

"ฮึ้ย คิดแล้วก็ขยะแขยงนัก!!!  "

  มู่หลิงซือเร่งถอยกรูดออกมา หลังจากที่เข้าเฝ้าแล้วนางก็ใส่เท้าสุนัขวิ่งออกมาอย่างมิคิดชีวิตเลยในยามนั้น

ตอน 2

มู่หลิงซือและมู่หานซือเป็นฝาแฝดชายหญิงต่างเพศ ทั้งสองเป็นบุตรของสกุลขุนนางฝ่ายบู๊และมีผู้สืบทอดคือมู่หานซือ ซื่อจื่อผู้เป็นพี่ชายนั้น เป็นบุคคลที่ผู้คนรับรู้กันทั้งสิ้นว่า เมื่อมู่หลิงซือผู้งดงามเป็นน้องสาวแสนงดงามที่มู่หานซือเก็บไว้ในฝ่ามือเสมือนไข่ในหิน มู่หานซือประคองนางเอาไว้มิให้ผู้ใดได้แตะต้อง แต่ทั้งสองนั้นสนิทกันมากในยามที่เป็นเด็กนั้นซุกซน ทั้งสองมักจะสลับตัวกันอยู่ตลอดแต่ก็มิเคยมีผู้ใดจับได้เลย เพราะมู่หลิงซือนั้นงดงามอ่อนหวานนัก ผู้คนจึงมิมีทางคิดว่านางจะทำตัวเป็นบุรุษเพศไปได้เลย ยามที่นางปรายตาเพียงคราหนึ่ง บุรุษแทบหลงลืมการหายใจไปโดยพลัน

มู่หลิงซือนั้นมีดวงตาที่หวานปนเศร้า นางมักจะพูดเสียงเบาและอ่อนหวาน ผู้คนกล่าวว่านางนี่ล่ะคือแก้วล้ำค่าของสกุลมู่ นางเชี่ยวชาญศาสตร์ของสตรีศึกษาจนเชี่ยวชาญนัก แม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังชื่นชมนักในศิลปะศาสตร์ของนาง มู่หลิงซือนั้นงดงาม ผู้คนต่างก็กล่าวขวัญกันมากนักเลื่องลือกันดังออกไปเจ็ดแคว้นแปดมหาสมุทร เพราะบิดาของนางพิชิตผืนแผ่นดินได้มากมายเพื่อแคว้นเว่ย แต่ทว่าในความจริงแล้วนั้นนางเองก็สัมผัสได้ว่ามีพลังบางๆกดดันเหล่าทหารให้ปล่อยข่าวออกไปเช่นนั้น อันใดหน่ะหรือก็บิดาของนางนั้นเองหล่ะที่อยากหาคู่ให้นางจนตัวสั่น

บิดานั้นเอือมระอาที่นางดื้อและซนนัก เพราะนางมักจะอาสาสวมหน้ากากไปออกรบแทนพี่ชายของนางอยู่เสมอ โชคดีที่พี่ชายของนางก็มีใบหน้าหวานจึงกลัวว่าศัตรูจะมิกลัวเกรง มู่หานซือจึงสวมหน้ากากเสือเอาไว้ตลอดยาม เช่นนี้เองมู่หลิงซือจึงได้ทีสวมรอยลงสนามรบหลายครั้งหลายครา จนสามารถเอาชนะศึกสามดินแดนมาได้ ในยามที่พี่ชายของนางนั้นถูกลอบสังหารจนหล่นลงไปในหุบเขา

มู่หลิงซือนั้นมีทหารคนสนิทร่วมห้าสิบนายที่รู้ว่า นางคือสตรีเพศแสนอ่อนหวานผู้นั้นเอง ยามที่นางนั้นเข้าไปรบในสนามรบ เหล่าบุรุษจึงมุ่งปกป้องนางและช่วยเหลือนางตลอดยาม เช่นนี้นางจึงมิต้องกังวลนัก ในยามพักหรืออาบน้ำจึงสะดวกอยู่มิน้อยเลยทีเดียว เหล่านักรบนั้นมักจะคอยเดินเวรยามให้นางตลอดราตรี แม้หนูซักตัวก็มิให้เร้นรอดเข้ามาได้ เพราะว่านางคือสตรีเพศเช่นนั้นเอง มู่หลิงซือนั้นร่วมรบในศึกสามดินแดนและจบลงที่นางตกลงไปในหุบเหวและหายไปร่วมสองปี จนกระทั่งนางฟื้นความจำและหลงลืมไปว่าตลอดสองปีนางหายไปที่ใดมากันแน่

ยามนั้นโชคดีที่พี่ชายของนางนั้นถูกพบตัวก่อนและเข้าไปร่วมในสงครามทันเวลา การดวลยามสุดท้ายกับแม่ทัพของข้าศึกจึงสมศักดิ์ศรีและสามารถพิชิตสามดินแดนนำชัยชนะให้แคว้นเว่ยขึ้นมาได้  สงครามครานี้จึงทำให้ราชสำนักยกย่องสกุลมู่นัก พี่ชายของนางจึงได้บรรดาศักดิ์เจิ้นเป่ยโหวมาได้โดยง่ายโดยมิต้องรอคอยการสืบทอดแต่อย่างใด นับว่ามีอนาคตยิ่งนักแล้ว ยามที่นางหายไปนั้นบิดาของนางโศกเศร้ามาก บิดาของนางร่ำไห้ทุกคืนวัน มู่หานซือก็เช่นกัน ยังคงให้ทหารรักษาเชิงเขานั้นไว้และออกตามหานางในทุกๆวัน เพียงตายเป็นผีย่อมพบซากหากยังเป็นอยู่ในสภาพใดๆมู่หานซือก็สาบานว่าขอเพียงให้ได้พบกับหลิงซือสิ่งใดล้วนยอมแลกออกไปในทั้งสิ้น

ยามผ่านไปสองปี ทหารที่เข้าเวรอยู่นั้นกลับได้พบร่างของนางไกลลึกเข้าไปในป่า ตามกายของนางนั้นมีรอยเลือดอาบไปทั่วร่าง ทหารทั้งหลายมิกลัวเกรงว่านางว่าจะเป็นผีมาหลอกหลอนตนแม้เพียงนิด ทหารเหล่านั้นเร่งใช้เสื้อของตนเองสวมลงบนกิ่งไม้ใหญ่และหามนางลงเปลมาอย่างระมัดระวังนัก ยามถึงเชิงเขาได้จึงเร่งเรียกหาหมอมาดูแผลให้นางก่อนสิ่งใด ยามที่หมอมาตรวจในยามแรก พบว่านางติดพิษกร่อนดวงใจซึมลึกเข้าไปในหัวใจ ความทรงจำทั้งหลายมลายสิ้น ทั้งบาดแผลตามร่างกายของนางนั้นยังเป็นรอยโบยตีมิต่ำกว่าร้อยไม้ ซึ่งอาจทำให้นางจากไปได้ในทุกขณะ บิดาของนางมู่เสินกว่อควบม้ามากลางสายฝน กระโดดลงมาในถ้ำที่ทหารนั้น นำนางไปพักอยู่ชั่วคราวรอคอยให้ฝนหยุดตก

มู่หานซือติดตามมาอย่างร้อนใจในภายหลัง นำรถม้าและสาวใช้ของนางติดตามมาด้วยถึงสองนาง ก่อนจะเร่งทายาสมานแผลและปลุกปลอบนางที่ตื่นมาร่ำไห้ตลอดยาม ร้องเรียกเพียงคำว่า “เสี่ยวเซียว”อยู่มิขาดปาก แต่ด้วยพิษกร่อนดวงใจแล้วนางย่อมมิอาจจดจำสิ่งใดๆได้อีกต่อไป

มู่หลิงซือเอนกายนอนร่ำไห้เช่นนั้นอยู่นานนับเดือน นางจดจำได้เพียงคำๆเดียวนั้นว่า”เสี่ยวเซียว” บิดาของนางมิรู้จะทำเช่นใดให้นางหายเศร้าใจลงได้ จึงไปนำปลาหลีมาให้นางเลี้ยงในสระของจวน ที่ตามปกติแล้วจะมีแต่ลานฝึกยุทธ แต่ทว่ายามนี้นั้น กลับกลายเป็นสวนน้ำงดงามอย่างยิ่งนัก สงครามชายแดนปะทุเดือด มินานบิดาของนางและพี่ชายของนางก็ต้องไปประจำที่ชายแดนอีกครั้ง เช่นนี้แล้วนางจึงได้แต่อยู่ในจวนและยามที่มองปลาหลี นางก็คล้ายจะจดจำได้ว่า ในความจำของนางนั้นมีปลาหลีนับร้อยนับพันตัวอยู่ในนั้น ในภาพจำของนางมีปลาหลีถูกสังหารลอยเกลื่อนซากปลาตายลอยอืดขึ้นมาจนเต็มสระ

เช่นนั้นต่อจากนั้นมา นางจึงคิดว่านางคงกำลังป่วยหนัก ถึงสงสารเห็นใจเพียงแค่มีคนสังหารปลาหลีตายลงไปจนหมดสิ้น

"เฮอะ ก็แค่ปลาหลี นางจะเสียใจอันใดนัก ช่างวิปริตเสียจริง ความเพ้อฝันบ้าบอเช่นนี้นี่ช่างไร้แก่นสารนัก นางคงหลงลืมตนเองไปในคราแรกจึงวิปลาส เช่นนั้นผู้คนจึงหาทางสงบสติของนาง และอาจใช้ยาพิษกร่อนดวงใจกล่อมดวงใจของนางลงไปก็อาจเป็นไปได้ "

วันคืนก็ผ่านพ้นไปมิไหลย้อนกลับ ศึกชายแดนปะทุเดือด พี่ชายของนางหายไปจากสนามรบอีกครั้งหนึ่ง เช่นนี้นางจึงต้องปลอมตนเองเป็นพี่ชายของตนเองและเข้าร่วมรบ นางชักธงม้าทมิฬและบุกนำกองทัพเกราะเทาเข้าไปในสนามรบ ปลดปล่อยเชลยศึกและนำบิดากลับมาได้

หลังจากนั้นบิดาของนางก็มิรู้สติ นางจึงต้องสวมฐานะของมู่หานซือและควบคุมกองทัพไว้ในมือของตนเองในฐานะเจิ้นเป่ยโหว หลังจากนั้นมีราชโองการให้มู่หานซือเข้าวังหลวง นางจึงอยู่ในฐานะของมู่หานซือและเข้าประชุมในท้องพระโรงในทุกๆวัน ในการประชุมต่างขอความคิดเห็นเรื่องการสนับสนุนองค์รัชทายาท ที่ยามนี้ตรึงกำลังและออกรบอยู่ในเขตพิพาทที่ซานฉือ องค์รัชทายาทมิได้กลับมานานนักแล้ว และแว่วว่าองค์รัชทายาทนั้นมีทายาทน้อยๆสืบราชนิกูลแล้ว ในยามนี้นั้นการเมืองจึงคุกรุ่นอยู่มิน้อยเลย หลายฝ่ายคาดว่าจะเลือกสนับสนุนทางหนิงอัน สกุลของชายารองขององค์รัชทายาท ที่ในภายหน้าอาจมีความเปลี่ยนแปลงอื่นใดขึ้นมาได้ เพราะชายาเอกนั้นถูกลอบสังหารในยามที่องค์รัชทายาทมาออกรบ แต่ถึงจะสูญเสียชายาเอก องค์รัชทายาทก็ยังมีกำลังใจเด็ดเดี่ยวบุกทะลวงพังกองทัพกบฎด้วยแรงโทสะจนเมืองทั้งเมืองราบไปจนสิ้น ทรงเฉือนเนื้อเหล่ากบฎมาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของชายาเอก  และยังมิเลื่อนขั้นให้ชายารองอีกเสียด้วย ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ตอน 3

แต่ทว่าเพียงเท่านี้ตำแหน่งในอนาคตของชายารองก็มีความหวังมากนักแล้ว เพราะอย่างไรหากองค์ไท่จื่อได้ขึ้นครองบัลลังค์แล้วนั้น ย่อมแน่นอนเหลือเกินว่าชายารองนั้นต้องได้นั่งเคียงข้างบนบัลลังค์ขององค์ไท่จื่อ แม้แต่งตั้งมิแต่งตั้ง อนาคตนั้นก็ย่อมเป็นของนางเป็นแน่แล้ว บางทีองค์ไท่จื่อผู้นั้นอาจจะทรงยังทำใจมิได้ แต่ช่างเถิดอย่างไรนางก็มิได้ใส่ใจนักในยามนี้ มู่หลิงซือยามนี้เพียรพยายามหาหมอมารักษาบิดาของตนและวิ่งเข้าออกในร้านยาในเมืองหลวงทุกวี่วัน

ในวันนี้ก็เฉกเช่นเดียวกับในทุกๆวัน นางนั้นเดินทางออกมาจากท้องพระโรงและแวะพักในโรงเตี้ยมก่อนที่จะดื่มสุราย้อมใจในความเดียวดายของนางบ้าง นางเดินลงมาพร้อมองครักษ์ห้านาย ก่อนจะชนเข้ากับเด็กอายุราวๆสามขวบ นางจึงก้มลงไปอุ้มขึ้นมาและบ่นเบาๆขึ้นมาพลัน

“บุตรของผู้ใดกันช่างสะเพร่านัก เด็กอายุเพียงเท่านี้กลับปล่อยออกมาได้เพียงผู้เดียว “

ยามยกร่างของทารกขึ้นมาดูจึงพบว่ามีรอยเลือด จึงเร่งสั่งคนออกตรวจค้นรายรอบไปทั้งตรอกนั้น ก่อนที่จะพบว่าเหล่าสตรีและองครักษ์รวมถึงคนขับรถม้าตกตายอนาถนอนกันเกลื่อนไปทั่ว มือปราบจึงออกมาตรวจค้นไปรอบเมืองหลวงและสั่งปิดประตูเมืองก่อนจะพบร่างๆหนึ่งในตรอกนอนจมกองเลือดขาดใจตายลงไปแล้ว เช่นนี้เองมู่หานซือจึงรับภาระหนักอุ้มทารกไว้ในอกตนแทนผู้อื่นและเด็กก็มองนางดวงตาใส กอดรัดนางร่ำไห้ขึ้นมาในทันใด

"หมู่ชิน หมู่ชิน!!! "

"เฮ๊ย ข้ามิใช่แม่เจ้า ข้าเป็นบุรุษทั้งแท่ง!!! "

อยู่ๆเด็กน้อยก็เรียกนางว่าท่านแม่และร่ำไห้อย่างรุนแรงนัก ผู้คนมองตามนางอย่างตั้งใจ ยามที่องครักษ์ของนางกลับมานั้น นางจะส่งเด็กให้ผู้อื่นอุ้มบ้างนางก็ทำมิได้ เด็กน้อยกอดนางจนแน่นและมิยอมปล่อยออกเลยแม้คราหนึ่งเช่นนี้นางจึงต้องนำเด็กน้อยนั้นไปที่จวนสกุลมู่ และให้นอนลงในห้องเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ในราตรีหนึ่ง ทั้งราตรีนั้นเด็กทารกทั้งถีบทั้งฉี่รดที่นอนของนางช่างน่าอนาถใจนัก นางเองก็เลี้ยงเด็กมิเป็นเสียด้วย ทั้งเด็กนี่ก็อ้วนจนอุ้มนานมิได้อีก ช่างน่าอนาถเสียจริงๆเลย ฮือๆ ฮือๆ

ตอนที่ 2 ชื่อตอน ท่านแม่

หลังจากผ่านไปหนึ่งราตรี ทางวังหลวงก็ส่งทหารอารักขาเกราะทองมาล้อมจวนของมู่หานซือ  มู่หลิงซือเหงื่อแตกออกมาเบาๆ  ในยามแรกนึกว่าจะมีอันใดเกิดขึ้นกับจวนของตนแล้ว  แต่ทว่ายามพบกับทหารเกราะทองนั้น  เหล่าทหารใต้บังคับบัญชานายทหารผู้นำทหารมาก็คุกเข่าลงและทำความเคารพนางในทันที

"คารวะมู่ต้าเจียงจวินขอรับ"

มู่หลิงซือชะงักไปในคราหนึ่งและลอกเลียนท่าทางของพี่ชายตนในทันใด  ยกฝ่ามือขึ้นและทำหน้าเย็นชาใส่ในทันที

"ตามสบายเถิดทุกท่าน "

"ข้าน้อยขอคารวะท่านแม่ทัพหลวงขอรับ มิทราบว่าท่านแม่ทัพหลวงมาถึงจวนของข้า แม่ทัพน้อยๆแห่งชายแดนมีเรื่องด่วนอันใดกันหรือไม่ขอรับ"

ถามไปก็แอบระแวงไปและร่างน้อยๆก็วิ่งร้องไห้ออกมาพลัน  เสียงร้องไห้ก็ช่างมิธรรมดานัก  

"หมู่ชิน  หมู่ชิน  ฮือ  ว๊ากกกก  !!! "

แม่ทัพหลวงคุกเข่าลงในทันใดและทำหน้าตาบิดเบี้ยวอยู่มากนัก ที่องค์ชายน้อยเรียกแม่ทัพชายแดนสู้ศึกสามดินแดนอันเกรียงไกรของแคว้นเว่ยว่าท่านแม่และยังกอดหนึบอยู่เช่นนั้น  แม้ว่าแม่ทัพผู้นี้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงสตรีงดงามล่มเมืองก็ตามเถิด  แต่ทว่าที่งามกว่านั้นย่อมคือคุณหนูมู่หลิงซือเป็นแน่แล้ว แม่ทัพหลวงเหงื่อแตกออกมาในฤดูหนาวหน้าตาบิดเบี้ยวนักในยามนี้   มิรู้ว่าตนเองจะนำองค์ชายน้อยๆกลับไปที่วังหลวงได้เช่นใด ในยามที่องค์ไท่จื่อนั้นก็ทรงยังติดพันอยู่ในการรบ  ยังมิอาจกลับมาในเมืองหลวงได้ในยามนี้  เช่นนี้แล้วจะทำเช่นใดดี  หากวันนี้ก่อนยามอวู่ *1ยังมิสามารถนำเสด็จองค์ชายน้อยไปได้ ก็คงมิอาจทานแรงกริ้วของฝ่าบาทได้เป็นแน่แล้ว

แม่ทัพหลวงทำหน้าตาดังกลืนของร้อนลงลำคอไปและมีใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างยิ่งนัก  มู่หลิงซือมองจ้องส่งสายตากลับไปและพยักหน้าส่งสายตามาทางเด็กน้อยในทันใด  แม่ทัพหลวงสกุลฉางทำดวงตาอย่างวิงวอนส่งกลับมาให้  ดวงตามีแสงเจิดจ้านัก ลังเลใจว่าจะกล่าวออกไปดีหรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดก็เอ่ยขึ้นมาพลัน

"มู่เจียงจวินข้านั้นลำบากใจนักที่จะต้องขอร้องท่าน แต่ทว่าองค์ชายน้อยนั้นยามนี้มีอันตรายและเปราะบางนัก  ท่านเองยังมิมีกำหนดกลับชายแดนในยามนี้ มิสู้ว่าช่วยข้านั้นนำเสด็จองค์ชายน้อยกลับไปที่วังหลวงไปก่อน เพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อนยามอวู่  *1 เช่นนี้แล้วฝ่าบาทก็จะมิทรงกริ้ว  และข้าจะถือว่าติดหนี้บุญคุณท่านในคราหนึ่งเช่นกัน"

มู่หลิงซือชะงักค้างในทันใด  ใบหน้าปานกลืนยาขม ช่างรู้สึกวิปริตผิดเพศนัก  หากนางอยู่ในชุดสตรีงดงามล้ำเลิศ  เอ่ยเสียงหวานอุ้มเด็กไปก็คงงดงามอยู่มิน้อยในสายตาของผู้คน  นางคงได้เป็นโพธิสัตย์พันกร  มีหลิวซู่ *2ใบหอมหวลถือค้างวางอยู่ในปลายนิ้วเฉกเช่นนั้น แต่ทว่ายามนี้นางนั้นคือบุรุษนักรบ  

"ให้ตายเถิดนางคือมู่หานซือ  ยามนี้นางจะทำตนเป็นหมู่ชินของเด็กอ้วนผู้นี้ได้เช่นใด  มารดามันเถิด  โอ๊ย  เจ้าแม่ทัพหลวงจอมเอาเปรียบ  งานของผู้อื่นกลับเป็นนางต้องปรากฎกายด้วยเช่นนั้น  นี่มันวันหยุดสุดอัปลักษณ์เช่นใดกันให้ตายเถิด  มารดามันเถิด เว๊ย   !!! "

มู่หลิงซือสบถลั่นอยู่ในใจ  นางขบฟันเบาๆและทำหน้าตาดั่งกลืนยาขมลงลำคอ  ก่อนจะตัดสินใจลูบหลังเด็กน้อยทำท่าทางเช่นบุรุษเพศและเอ่ยออกมาเบาๆ

"องค์ชายน้อยกระหม่อมขอไปแต่งกายก่อนได้หรือไม่พะยะค่ะ ทั้งราตรีกระหม่อมก็เปียกน้ำบังคลเบาของท่านทั้งราตรี  เช่นนี้แล้วคงมิดีนักหากต้องเข้าวังหลวงทั้งที่มีกลิ่นอบอวลเฉกเช่นนี้  องค์ชายน้อยปล่อยกระหม่อมก่อนดีหรือไม่  เราแยกกันไปอาบน้ำ  แล้วกระหม่อมจะพาองค์ชายน้อยนั่งบนหลังของม้าศึก  เจ้าเซินหานมันเป็นม้าศึกที่นำพากระหม่อมพิชิตสามดินแดนได้ องค์ชายน้อยว่าดีหรือไม่พะยะค่ะ"

ร่างน้อยๆหยุดร่ำไห้ในทันใดและหน้าแดงขึ้นมาเบาๆ เอ่ยอย่างอับอายมิน้อยนัก

"หมู่ชินลูกจะเลิกปัสสาวะรดที่นอนแล้ว  อีกทั้งยังจะอาบน้ำตอนเช้าอย่างมิดื้อดึงเสียอีกด้วย  หมู่ชินต้องมิหนีลูกไปอีกนะ"

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SST” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SST
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

วิวาห์นอกหัวใจ ชุด เจ้าสาวพรหมจรรย์ของมหาเศรษฐี
วิวาห์นอกหัวใจ ชุด เจ้าสาวพรหมจรรย์ของมหาเศรษฐี
เมื่อ ชาร์ลี ทายาทราชวงศ์หนุ่มต้องเข้าพิธีวิวาห์ไร้รักกับ ช้องนาง คุณหนูตกอับเพื่อปกป้องหญิงคนรักเก่า สัญญาจ้างรักสุดเร่าร้อนท่ามกลางความปรารถนาที่ซ่อนเร้นจึงเริ่มต้นขึ้น นิยายรักแนวท่านประธานและมหาเศรษฐีหนุ่มที่จะพาคุณไปพบกับไฟรักอันร้อนแรงจนยากจะถอนตัว อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
8.4
79 ตอน
เจ้าสาว(ไม่)ปรารถนารัก
เจ้าสาว(ไม่)ปรารถนารัก
เมื่อ นุชพินตา ต้องแต่งงานกับ ปุลวัชร ท่านประธาน หนุ่มหล่อไร้หัวใจที่คอยแต่จะสาดคำพูดร้ายๆ ใส่เธอ การแต่งงานที่ไร้รักครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา ท่ามกลางความต่างชั้นและคำดูถูกว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงหิวเงิน เธอจะทนกับรักอันตรายนี้ได้นานแค่ไหน อ่านนิยายรักสุดเข้มข้นได้แล้ววันนี้
9.7
100 ตอน
ดอกไม้ที่ปลายฝน
ดอกไม้ที่ปลายฝน
เมื่อนลินีไม่มีพันธะใดๆ เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงต้องห้ามสำหรับกวินทร์อีกต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งในครอบครัว เธอพยายามปฏิเสธความสัมพันธ์เพื่อปกป้องตัวเอง แต่อดีตที่เขาใหญ่กลับผูกมัดทั้งคู่ไว้ด้วยความบ้าบิ่น นิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นที่ชวนให้คุณมาร่วมลุ้นไปกับบทสรุปของหัวใจ อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
8.1
62 ตอน
นางร้ายขอคืนรัก
นางร้ายขอคืนรัก
เมื่อ ลลิตา ทะลุมิติย้อนเวลาไปยุค 80 ในร่างของนางร้ายสุดแสนชัง เธอจึงต้องใช้ หม้อสมบัติ วิเศษเพื่อแก้ไขอดีตและกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา ท่ามกลางความเกลียดชังและอุปสรรคมากมาย เธอจะพิชิตใจทุกคนและเปลี่ยนชะตาชีวิตครั้งนี้ได้หรือไม่ อ่านนิยายรักแฟนตาซีสุดเข้มข้นที่จะทำให้คุณลุ้นจนหยุดไม่ได้
9.5
96 ตอน
ร้อยวิธีพลีชีพในวันสิ้นโลก
ร้อยวิธีพลีชีพในวันสิ้นโลก
เมื่อสงครามวันสิ้นโลกบีบให้สามทหารเสือผู้รอดชีวิตต้องเผชิญหน้ากับสัญชาตญาณดิบ หลังเพศรองปรากฏขึ้น สโนว์ อัลฟ่าหญิงไม่สมบูรณ์ต้องรับมือกับเพื่อนร่วมรบชายสองคนที่เป็นโอเมก้าสายดุร้าย จากเพื่อนตายที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กลับกลายเป็นความปรารถนาอันร้อนแรงที่จ้องจะกดขี่เธอในสมรภูมิรักอันตรายครั้งนี้
8.9
94 ตอน
หย่าแล้วก็ไม่ต้องขอคืนดี
หย่าแล้วก็ไม่ต้องขอคืนดี
เมื่อฮั่วเยี่ยนสือทิ้งเธอไปหาคนรักเก่าในวันครบรอบ ซูหว่านหนิงจึงเลือกหย่าขาดและกลับสู่วงการบันเทิงจนโด่งดังเป็นซุปตาร์ อดีตสามีผู้หยิ่งผยองกลับต้องร้อนรนเมื่อเห็นหนุ่มโปรไฟล์ดีรุมล้อมเธอ จากคนเย็นชาเปลี่ยนเป็นคนคลั่งรักที่คอยตามตื๊อขอคืนดี แต่นางเอกสู้ชีวิตคนนี้ไม่มีวันหันหลังกลับไปหาขยะที่ทิ้งไปแล้วเด็ดขาด
9.8
60 ตอน