ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

เรื่อง...คุณหมออาสากับยัยเด็กบนดอย

โปรย...ความรักมันไม่ได้เกี่ยวกับอายุ...แต่มันเกี่ยวอยู่ที่ใจ เขาไม่อยากมีลูกเพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่คิดที่จะมีเมีย ความรักเป็นเรื่องตลกไม่มีเขาก็อยู่ได้

แนะนำตัวละคร

แสงเหนือ หรือ หมอแสง อายุ 32 ปี

นิสัย ปากร้าย อารมณ์ดี ขี้เล่น อบอุ่นและขี้หึงสุดๆ แต่เขาไม่อยากมีลูกเพราะฉะนั้นเขาก็เลยไม่คิดที่จะมีเมีย ความรักเป็นเรื่องตลกไม่มีเขาก็อยู่ได้

ปิ่นงาม หรือ ปิ่น อายุ 20 ปี

เธอสวย เก่ง เธอใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่บนดอยสูง เธอมีความสุขตามอัตภาพของเธอ แต่แล้วชีวิตของเธอก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อมีเขาเดินเข้ามา

*************

(เรื่องนี้เขียนต่อจากเรื่อง...คุณหมอเจ้าแผนการ)

ปล.นิยายเรื่องนี้ทุกเหตุการณ์เป็นการสมมุติขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ ศาสนา วัฒนธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ในเนื้อหาของเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งที่สมมุติขึ้นทั้งสิ้น

ตอนที่ 1 ชีวิตบนดอย

พื้นที่บนดอยแห่งนี้ห่างไกลความเจริญมาก ถนนหนทางค่อนข้างลำบาก การเดินทางขึ้นลงต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควร แต่พื้นที่แห่งนี้ก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้มีไฟฟ้าโซล่าเซลล์ใช้แล้ว

“ปิ่น...ปิ่นเอ๊ย...” เสียงปู่พรตะโกนเรียกหลานสาวดังมาแต่ไกล

“จ๋าปู่”

“วันนี้ไปสอนหนังสือเด็กหรือเปล่า”

“ไปสิจ๊ะ”

ปีนี้ปิ่นงามมีอายุยี่สิบปีเต็ม เธอเป็นเด็กสาวที่เติบโตมาจากในตัวจังหวัด เธอจบการศึกษาแค่มัธยมศึกษาปีที่หกเท่านั้น ก่อนที่เธอจะสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพ่อของเธอที่เป็นเสาหลักของครอบครัวได้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหันไปก่อนที่เธอจะได้เข้าเรียน ส่วนแม่ของเธอเลิกรากับพ่อไปตั้งแต่ที่ปิ่นงามยังจำความไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นเธอก็ได้ปู่แท้ๆรับขึ้นมาอยู่บนดอย ซึ่งปู่ของเธอเองก็มีอายุมากแล้ว ปิ่นงามจึงตัดสินใจขึ้นมาอยู่กับปู่โดยยึดอาชีพค้าขายอยู่บนดอย

เวลาว่างๆปิ่นงามก็ยังมีน้ำใจไปช่วยคุณครูสอนหนังสือเด็กๆด้วย แต่ปิ่นงามไม่ใช่ครูโดยตรง เธอพอจะมีความรู้ขั้นพื้นฐานอยู่บ้างก็เลยมาช่วย อยากให้เด็กๆเติบโตขึ้นมามีความรู้ติดตัวไปบ้างก็ยังดี โดยเด็กๆทุกคนจะเรียกเธอว่า...ครูพี่ปิ่น

ปิ่นงามมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กเธออยากเรียนสูงๆแล้วมาทำอาชีพคุณครูรับราชการจะได้มีอาชีพที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูพ่อกับปู่ของเธอได้ แต่ความฝันของเธอก็ต้องหยุดลงเมื่อพ่อของเธอมาเสียชีวิตไปก่อนที่เธอกำลังจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย

ภายในหนึ่งอาทิตย์ ปิ่นงามจะลงไปรับของแห้งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านเอาขึ้นมาขาย ส่วนของสดจำพวกผักชาวบ้านที่นี่ก็มักจะปลูกกินกันเอง ส่วนเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ชาวบ้านก็เลี้ยงไว้เป็นอาหารเช่นกัน โดยแต่ละบ้านอาจจะเลี้ยงไม่เหมือนกัน บ้างก็อาจจะใช้วิธีแลกกันกิน หรือไม่ก็ผลัดกันซื้อผลัดกันขาย

บนดอยแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีหลังคาเรือนประมาณห้าสิบหลังคา อากาศค่อนข้างเย็นสบาย พื้นที่โดยรอบอุดมสมบูรณ์ ฝนตกเกือบตลอดทั้งปี

“ปู่เฝ้าร้านให้ปิ่นด้วยนะ ปิ่นไปก่อนนะจ๊ะ”

“อือๆไปเถอะ”

คนที่นี่ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์ขับก็จะถือว่าค่อนข้างมีฐานะแล้ว ปิ่นงามจะใช้มอเตอร์ไซค์ก็ต่อเมื่อลงดอยหรือไม่ก็ไปในที่ไกลๆเท่านั้น เพราะน้ำมันมันแพง ส่วนมากถ้าอยู่แค่ภายในหมู่บ้านเธอจะปั่นจักรยานเอา ซึ่งตอนนี้ก็เช่นกัน ปิ่นงามกำลังปั่นจักรยานไปโรงเรียนเพื่อไปช่วยคุณครูสอนหนังสือให้เด็กๆ

ชาวบ้านที่นี่มักจะใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสารกัน จะมีไม่กี่คนที่สามารถพูดไทยกลางได้ และคนที่พูดได้หนึ่งในนั้นก็คือปิ่นงาม เพราะเธอเติบโตมาในเมืองไม่ใช่บนนี้ ถึงภาษาที่ใช้ในเมืองจะเป็นภาษาเหนือแต่โรงเรียนที่เธอเรียนก็สอนให้นักเรียนทุกคนพูดไทยกลางอยู่แล้ว

เด็กๆบนนี้ภาษาไทยค่อนข้างอ่อนมากกว่าเด็กข้างล่าง เวลาสอนก็ยากเพราะพวกเขาเอาแต่พูดภาษาถิ่นกัน คุณครูที่ได้มาสอนเด็กๆที่นี่จึงต้องทุ่มเทเป็นพิเศษ เพราะถ้าภาษาไทยอ่านไม่ได้เขียนไม่ได้วิชาอื่นก็จะเรียนไม่ได้เช่นกัน

“ครูพี่ปิ่นมาแล้ว” น้ำเสียงดีใจของเด็กหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นปิ่นงามปั่นจักรยานเข้ามาจอดในโรงเรียนเล็กๆของพวกเขา เด็กๆทุกคนเห็นปิ่นงามเป็นคุณครูคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านที่มีความรู้ติดตัวอยู่น้อยนิดก็ตาม

“สวัสดีเด็กๆที่น่ารักของพี่ปิ่นทุกคนเลยนะคะ” ปิ่นงามยิ้มให้เด็กๆที่ดูเหมือนว่าจะตั้งหน้าตั้งตารอเธอ

“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ” เมื่อภาษาที่เปล่งเสียงออกมาคือภาษาถิ่น

“ไม่เอาๆ...อยู่ในโรงเรียนห้ามพูดภาษาถิ่น ให้พูดไทยกลาง ไหนลองใหม่สิคะ” เด็กๆมักจะชอบตามใจตัวเอง แต่พวกเขาก็รู้ว่าในโรงเรียนของพวกเขาแห่งนี้มักจะมีกฎระเบียบที่ควรปฏิบัติตาม

“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ” ถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะไม่ค่อยชัดก็ตาม แต่นั่นก็ถือว่าพวกเด็กๆทำได้ค่อนข้างดีแล้ว

“เก่งมาก...นั่งลงได้จ่ะ” เด็กๆยอมนั่งลงแต่โดยดี แต่ก็หันไปคุยเล่นกันด้วยภาษาถิ่นเหมือนเดิม

“ปิ่นนี่เก่งเนอะ พูดอะไรเด็กๆก็เชื่อ”

“ครูตองนวลก็เก่งค่ะ ค่อยๆช่วยกันไปเนอะ เด็กๆก็แค่ชอบตามใจตัวเองมากเกินไป ตอนปิ่นเป็นเด็กๆปิ่นก็ชอบตามใจตัวเองเหมือนกับเด็กๆพวกนี้แหละค่ะ”

“ที่ผู้ใหญ่เขาเรียกว่าดื้อใช่ไหม”

“แฮ่ๆ คงงั้นมั้งคะ”

“ภาษาไทยนี่ก็ดีเนอะ ความหมายเหมือนกัน แต่สามารถพูดให้ดูดีได้ด้วย”

“ข้อดีของภาษาค่ะถ้าเราใช้เป็น”

“เอ่อปิ่น...วันนี้จะมีคุณหมออาสามาที่บนดอยของเราด้วยนะ รู้เรื่องนี้หรือยัง”

“ยังค่ะ”

“เขาว่ากันว่าหล่อโคตร...” ครูตองนวลเอ่ยขึ้นแบบยิ้มๆ

“เวอร์น่าพี่ตองนวล” ตองนวลเป็นคุณครูที่ยอมขึ้นมาสอนเด็กๆบนนี้เพราะอุดมการณ์ล้วนๆ บ้านของเธออยู่ข้างล่างเย็นวันศุกร์เธอถึงจะเดินทางกลับ และเช้าวันจันทร์เธอก็จะเดินทางขึ้นมาสอนหนังสือบนนี้ ส่วนเสาร์อาทิตย์เธอก็จะได้อยู่กับลูกๆและสามีของเธอ เธอทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว เงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่เธอเลือกที่จะมีความสุข เพราะคนที่นี่ใจดี มีน้ำใจ เธอไม่ต้องไปแก่งแย่งกับใคร แถมอากาศบนนี้ยังสดชื่นมากๆ หาที่อื่นที่ดีกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว

“จริง...เขาว่ากันว่ามาจากกรุงเทพด้วยนะ” เมื่อปิ่นงามทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“จริงเหรอ งั้นปิ่นจีบนะ” น้ำเสียงล้อเล่นของปิ่นงาม ทำให้พี่ตองนวลยิ้มหวานพร้อมกับพยักหน้าให้

นานๆทีจะมีหนุ่มๆหลงขึ้นมาบนนี้ ของดีๆแบบนี้จะพลาดได้ยังไง เมื่อก่อนตองนวลก็จีบครูอาสานี่แหละ ซึ่งก็คือสามีปัจจุบันของเธอนั่นเอง แต่ตอนนี้เขาเลือกที่จะไปเป็นคุณครูอยู่ข้างล่างเพราะว่าได้เงินดีกว่า อีกอย่างก็มีลูกๆและแม่ที่ต้องดูแลด้วย

“หรือพี่ตองนวลจะจีบเองล่ะ” ปิ่นงามหรี่ตามองพี่สาวคนสวยเล็กน้อย

“ผัวพี่เตะก้านคอขาดพอดี...ไม่พูดเล่นแล้วป่ะสอนหนังสือเด็กๆกัน” ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปสอนหนังสือเด็กๆ ส่วนวิชาที่เด็กๆต้องเรียนทุกวันก็คือภาษาไทยกับคณิต เด็กๆต้องอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น นี่เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิต ส่วนวิชาอื่นๆอาจจะหยิบขึ้นมาสอนบ้างแต่ก็ไม่ค่อยบ่อยนัก

ตอน 2

ตอนที่ 2 สาเหตุของคนไม่อยากมีเมีย

แสงเหนือกำลังเดินทางขึ้นมาบนดอยเพื่อมาเป็นคุณหมออาสาให้กับชาวบ้านที่นี่เป็นระยะเวลาสามเดือน ซึ่งมีหน่วยงานของรัฐร้องขอไปตอนแรกก็ว่าจะมากันอยู่สี่ห้าคน แต่ไปๆมาๆถอนตัวกันหมด บ้างก็อ้างว่ามีภาระเมียท้องแก่บ้าง ต้องส่งลูกไปโรงเรียนบ้าง สุดท้ายจึงเหลือแค่เขาคนเดียว ก็ใช่ซี๊...ก็เขามันหนุ่มโสดนี่น่า

แสงเหนือเดินทางด้วยเครื่องบิน ต่อด้วยรถประจำทางสองสามต่อ จนสุดท้ายก็มาถึงจุดที่ต้องรอให้คนมารับขึ้นดอย เขามีสัมภาระมาสามกระเป๋าใหญ่ๆ กะว่าตัวเองจะขอลำบากให้น้อยที่สุด ส่วนเรื่องอาหารการกินเขาไม่เรื่องมาก

“คุณหมอแสงเหนือหรือเปล่าครับ” ผู้ที่เดินทางมารับก็คือเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณแห่งนี้

“ครับผมแสงเหนือ”

“ผมจ่ายอด ส่วนนี่จ่าจอม ยินดีที่ได้รู้จักคุณหมอนะครับ”

“ยินดีเช่นกันครับ”

“เชิญทางนี้เลยครับ พวกเราได้รับคำสั่งให้พาคุณหมอขึ้นไปข้างบน” ทั้งสามทำความรู้จักกันเสร็จ ก็พาคุณหมออาสาขึ้นรถ โดยช่วยคุณหมอแบกกระเป๋าไปคนละหนึ่งใบ

รถที่สามารถขับขึ้นไปได้ก็เห็นว่าจะมีแต่รถทรงสูงของทหารนี่แหละ เพราะทางค่อนข้างบุกป่าฝ่าดงและต้องใช้ฝีมือในการขับอยู่มากพอสมควร แต่ถ้าช่วงไหนฝนตกทางเละก็หมดสิทธิ์ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว แต่วันนี้คุณหมอค่อนข้างโชคดีเพราะช่วงนี้ฝนไม่ตกมาสองสามวันแล้ว จึงเอารถขับขึ้นไปส่งได้

“ไกลมั้ยครับ กว่าจะขึ้นไปถึง” แสงเหนือชวนคุย

“ไม่ไกลนะครับ ระยะทางประมาณห้ากิโลกว่าๆเท่านั้น แต่ต้องใช้เวลาเดินทางเกือบๆสองชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนฝนตกก็บวกเวลาเพิ่มไปอีก”

“ครับ” เรื่องนี้เขาศึกษามาบ้างแล้ว และทำใจมาแล้วส่วนหนึ่ง ชีวิตของคุณหมอแสงเหนือโตมาบนกองเงินกองทอง ที่บ้านมีบริษัทใหญ่โต จึงไม่แปลกที่เขาจะกลัวความลำบาก แต่ที่ตัดสินใจมาก็เพราะต้องมา...ไม่ได้มีจิตอาสาเหมือนที่คนอื่นๆเขามีกันหรอก

เพราะที่บนนั้นคงไม่มีสาวๆสวยๆเหมือนที่ที่เขาจากมา หลังเลิกงานจากเป็นคุณหมอ แสงเหนือก็มักจะไปทำกิจกรรมอย่างที่ผู้ชายโสดเขาชอบทำกัน แต่ที่นี่คงไม่มีแบบนั้น ชีวิตของเขาคงต้องแห้งเหี่ยวอยู่บนดอยแน่ๆ

แสงเหนือเลือกเรียนหมอเพราะมีสาเหตุมาจากกรุ๊ปเลือดพิเศษของเขา เขาไม่ได้อยากเป็นหมอที่ต้องทุ่มเทหรือมีอุดมการณ์อย่างที่คนอื่นๆมี เขาแค่ต้องการใช้เส้นทางเดินนี้วิจัยเกี่ยวกับเลือดที่ถูกถ่ายทอดมาจากคุณพ่อของเขาเท่านั้น

ซึ่งกรุ๊ปเลือดที่ว่านี้ มีคนจำนวนน้อยมากที่จะมีกรุ๊ปเลือดเหมือนอย่างที่เขามี ซึ่งเขาไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะมีความฝังใจบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นความตายของเขาในวัยเด็ก ซึ่งแสงเหนือก็ได้บอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมมีเมียและมีลูกเด็ดขาด เขาไม่อยากให้ลูกของเขาต้องเจอะเจอกับเหตุการณ์ที่เขาเคยเจอในอดีต

ระหว่างที่แสงเหนือได้ทำงานในสายอาชีพนี้ เขาได้เก็บข้อมูลวิจัยเรื่องเลือดของเขาย้อนหลังอยู่หลายปี ซึ่งผลที่ออกมามันก็น่าประหลาดใจมาก นั่นก็คือ เพศชายเท่านั้นที่จะสามารถส่งต่อกรุ๊ปเลือดนี้ให้กับลูกทุกคนได้ แต่ถ้าเป็นเพศหญิงจะไม่สามารถถ่ายทอดกรุ๊ปเลือดนี้ให้กับลูกของตัวเองได้เลย นั่นก็แปลว่าลูกที่เกิดมาจากคนเป็นแม่ที่มีกรุ๊ปเลือดนี้จะได้กรุ๊ปเลือดของคนเป็นพ่อไป ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของเด็กที่ได้มีกรุ๊ปเลือดปกติเหมือนกับที่คนอื่นๆเขามีกัน

และมากไปกว่านั้น จากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง คนที่มีกรุ๊ปเลือดนี้ห้ามได้กันเองเด็ดขาด เพราะเด็กหรือลูกที่เกิดมาจะไม่ปกติทุกคน นี่จึงเป็นข้อห้ามของกลุ่มคนที่มีกรุ๊ปเลือดที่แสงเหนือมี สรุปชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่ยอมมีเมียและมีลูกเด็ดขาด

“เอ่อ...คุณหมอครับผมขอเสียมารยาทสักหน่อยได้ไหมครับ”

“อยากรู้อะไรเหรอครับ”

“แหมคุณหมอนี่ก็พูดตรงจังเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามาแบบนี้มีคนที่บ้านรออยู่ไหมครับ”

“ไม่มีหรอกครับ ผมโสด”

“หล่อๆแบบคุณหมอนี่ไม่น่าโสดนะครับ ดูอย่างพวกผมสองคนสิขี้เหร่ก็ปานนี้มีเมียตั้งแต่อายุยังน้อย”

“ครับ” แสงเหนือแค่ยิ้มๆให้เท่านั้น ถึงเขาจะโสดแต่เรื่องอย่างว่าเขาไม่เคยขาดแคลน ระหว่างอยู่ที่นี่ก็ตามเวรตามกรรมไปก่อนแล้วกัน

“เดือนหน้าผมต้องเดินทางกลับกรุงเทพไปงานแต่งน้องสาว ไม่ทราบว่าตอนลงข้างล่าง...”

“อ่อเรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับ บอกล่วงหน้าผมสักหน่อยเดี๋ยวพวกผมพาไปส่งที่ท่ารถให้”

“ขอบคุณครับ”

“แลกเบอร์กันไว้ก็ดีนะครับ เผื่อว่ามีธุระอะไรจะได้ติดต่อกันได้สะดวกขึ้น”

“ก็ดีนะครับ...ว่าแต่ข้างบนมีสัญญาณโทรศัพท์กับสัญญาณอินเตอร์เน็ตมั้ยครับ”

“ก็พอมีนะครับ แต่ต้องวัดดวงเอาหน่อย บางวันก็ดี๊ดี บางวันก็ขาดๆหายๆ แต่ก็พอติดต่อกันได้ สมัยนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย”

“อากาศที่นี่ดีจังเลยนะครับ” แสงเหนือเอ่ยขึ้นเมื่อมองสองข้างทางมีแต่ต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม

ถึงถนนจะดูลำบากทางก็ไม่ได้เรียบเหมือนถนนในกรุงเทพ แถมตลอดทางยังขึ้นๆลงๆสูงๆต่ำๆ ดูแล้วน่าเวียนหัว แต่ธรรมชาติของที่นี่มันทำให้ความตึงเครียดของถนนข้างหน้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการต้องนั่งเกาะแน่นๆแต่อย่างใด

วิวที่แสนจะร่มรื่นบวกกับอากาศที่เย็นสบาย แถมอากาศที่นี่ยังสะอาดสดชื่นปราศจากมลพิษไม่เหมือนในกรุงเทพ แสงเหนือหลับตาลงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เขาเริ่มรู้สึกดีกับอากาศของที่นี่แล้ว

“คุณหมอเริ่มชอบที่นี่แล้วใช่มั้ยครับ ข้างบนอากาศที่นั่นดีว่าตอนนี้อีกนะครับ ยิ่งเช้าๆนะหมอกหนาๆลมเย็นๆนั่งจิบกาแฟร้อนๆดีสุดๆไปเลยครับ” จ่ายอดเห็นอาการของคุณหมอก็ได้พูดขึ้น จ่าทั้งสองคนไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะทุกคนที่ได้มาสัมผัสอากาศของที่นี่เป็นต้องหลงรักกันทุกคน

“ผมอยากสัมผัสอากาศแบบที่จ่าพูดจังเลยครับ”

“พรุ่งนี้เช้าคุณหมอได้แน่ เดี๋ยวพอไปถึงที่นั่นผมจะพาไปที่บ้านพัก ส่วนเรื่องอาหารในแต่ละมื้อ คุณหมอจะทำกินเองหรือจะเลือกที่จะผูกปิ่นโตกับร้านค้าข้างบนก็ได้เลยนะครับ” ผูกปิ่นโตก็คือการสั่งอาหารประจำ

“ข้างบนมีร้านค้าด้วยเหรอครับ”

“มีสิครับเดี๋ยวนี้เขาพัฒนาแล้ว แม่ค้าทั้งสวยทั้งน่ารักแถมยังโสดด้วยนะครับ”

“ผมไม่สนใจหรอกครับ ว่าแต่เขาจะทำมาส่งให้หรือว่าเราต้องไปนั่งกินที่ร้านครับ”

“แล้วแต่คุณหมอเลย ระยะทางไม่ได้ไกลมาก คุณหมออาสาท่านก่อนๆเขาก็เลือกให้ไปส่งนะครับ”

“ก็ดีนะครับ สะดวกดี” บนดอยก็มีไลน์แมนด้วยเว้ย...แสงเหนือยิ้ม เมื่อรู้สึกว่าการมาบนดอยแห่งนี้มันก็ไม่ได้แย่จนเกินไป

เมื่อเวลาผ่านไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ รถที่สองทหารหนุ่มได้ขับขึ้นมาจอดก็ถึงบ้านพัก

“ถึงแล้วครับ” แสงเหนือมองบ้านตรงหน้าที่คิดว่าน่าจะเป็นบ้านพักของตัวเอง เขาแอบถอนหายใจเบาๆแล้วค่อยๆลงจากรถแต่ไม่ลืมที่จะยกกระเป๋าของตัวเองลงจากรถด้วย

“คุณหมอเอากระเป๋าเข้าไปเก็บไว้ในบ้านก่อนนะครับ...ตอนนี้ก็เย็นแล้ว เดี๋ยวพวกผมจะพาไปร้านค้าใกล้ๆ จะได้แนะนำเจ้าของร้านให้รู้จักกันด้วย เผื่อจะได้ผูกปิ่นโตกันไว้เลย”

“ครับ...ผมขอเอากระเป๋าเข้าไปเก็บสักครู่นะครับ”

ตอน 3

ตอนที่ 3 พบเจอ

“ที่นี่แหละครับ ร้านค้า” จ่ายอดหันไปพูดกับคุณหมอ

“ปู่พรครับ นี่คุณหมออาสาคนใหม่ของหมู่บ้านเราครับ ปิ่นอยู่ไหมครับ คุณหมอว่าจะผูกปิ่นโตกับเจ้าปิ่นสักหน่อย” จ่าจอมถามหาแม่ค้าคนสวยของหมู่บ้านด้วยภาษาถิ่น ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะไม่อยู่

“คุณหมอเหรอ” เสียงของคนชราเอ่ยขึ้น ปู่พรค่อยๆลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ แล้วยกมือป้องตามองหน้าคุณหมอชัดๆเนื่องจากสายตาของแกไม่ค่อยจะดีแล้ว ก็ตามวัยของแกนั่นแหละ

“สวัสดีครับ ผมไม่ใช่คนพื้นที่จะหากินเองก็คงลำบากก็เลยว่าจะมาอาศัยฝากท้องกับร้านค้าที่นี่แหละครับ” ปู่พรแกฟังสิ่งที่คุณหมอพูดออกทุกคำ แต่คุณหมอนี่สิอาจจะฟังปู่ออกบ้างไม่ออกบ้าง

“สวัสดีหมอ ตอนนี้เจ้าปิ่นมันไม่อยู่หรอก ไปส่งอาหารบ้านแถวๆนี้นั่นแหละอีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมา” คุณหมอหันไปมองพี่จ่าทั้งสองประมาณว่าเขาฟังไม่ออกเลย จ่าจอมเลยช่วยแปลให้ฟัง

“เอาอย่างนี้แล้วกัน” จ่ายอดจึงจัดการเขียนตัวหนังสือใส่กระดาษโน๊ตบอกปิ่นงามให้จัดอาหารใส่ปิ่นโตส่งให้คุณหมออาสาสามมื้อในทุกๆวัน รวมถึงมื้อเย็นนี้ด้วย จากนั้นจึงพาคุณหมอกลับไปส่งที่บ้านพักเพื่อพักผ่อน

“ถ้ายังไงผมขอตัวกลับก่อนนะครับ มีอะไรให้พวกผมรับใช้ก็โทรไปได้เลยครับ”

“ขอบคุณมากเลยนะครับ ว่าแต่อาหารมื้อเย็นของผม...” ซึ่งตอนนี้เขาหิวมากๆ ข้าวกลางวันยังไม่ได้กินเลย หิวจนแสบไส้แสบพุงไปหมดแล้วเนี่ย

“เดี๋ยวมันก็มา เชื่อผม” ว่าแล้วทั้งสองจ่าก็พากันขึ้นรถแล้วขับออกไป ทิ้งให้คุณหมอหนุ่มอยู่เพียงลำพัง

แสงเหนือหันกลับเข้าไปมองบ้านพักของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ฝุ่นก็เริ่มเกาะแล้ว อยากจะได้แม่บ้านสักคนมาช่วยทำความสะอาด

บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีใต้ถุนเลย อาจจะเป็นเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นลมแรงจึงไม่เหมาะกับบ้านที่มีใต้ถุนเหมือนบ้านทางภาคกลาง

ภายในบ้านพัก มีโซนครัวเล็กๆไว้ให้หุงต้มชงกาแฟ ห้องนอนหนึ่งห้อง มีระเบียงและชานหลังบ้านทำจากไม้ เป็นที่นั่งรับลมได้เป็นอย่างดี อากาศที่นี่สดชื่นมากๆ และที่ตรงนี้มีเก้าอี้ไม้เล็กๆไว้ให้เอนหลังเป็นแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน คุณหมอเห็นดังนั้นจึงทิ้งตัวนั่งลงพักผ่อนสักหน่อย เดินทางมาทั้งวันรู้สึกเมื่อยล้าพอสมควร สักครู่ลมพัดเย็นๆก็ทำให้คุณหมอเผลองีบหลับไป…

“คุณหมอ...คุณหมอ...อยู่หรือเปล่าเนี่ย” ปิ่นงามได้เอาอาหารเย็นมาส่งตามที่ได้โน้ตบอกเอาไว้ เธอตะโกนเรียกอยู่นานสองนานแต่ก็ไม่เห็นมีใครออกมา เธอจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปในบ้าน

“คุณหมอ...” ระหว่างการเดินเข้ามาเธอก็ส่งเสียงเบาๆเรียกตลอด เพราะกลัวเจ้าของบ้านคนใหม่จะไม่ชอบ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเล็กๆเท่านั้น กวาดตามองก็รู้แล้วว่าไม่มีใครอยู่ เธอจึงเดินทะลุไปที่หลังบ้าน ก็เห็นผู้ชายรูปงามนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่บนเก้าอี้ไม้และน่าจะหลับสนิทซะด้วย เพราะเธอได้ยินเสียงกรนเบาๆออกมาจากลมหายใจของเขา

“คงจะเหนื่อยจากการเดินทางสินะ” ปิ่นงามนั่งลงมองคนกำลังหลับ รูปร่างสมส่วน ขายาว ผิวขาว ใบหน้าเนียนใส ไว้หนวดบางๆ ทรงผมทันสมัย เขาหล่อโคตรอย่างที่ครูตองนวลบอกจริงๆด้วย

นานๆที่ปิ่นงามจะได้เจอผู้ชายรูปงามหน้าตาดีแบบนี้สักคน เธอนั่งมองหน้าเขาอยู่สักครู่ รอเขาตื่นขึ้นมาเธอจะได้ขอเก็บค่าอาหาร แต่เขาก็ยังไม่ยอมตื่น เธอจึงถือวิสาสะยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ผิวหน้าของเขาทั้งขาวทั้งเนียนรูขุมขนแทบมองไม่เห็นเลย

และจังหวะนั้นเอง คุณหมอได้ลืมตาตื่นขึ้นมาและด้วยความตกใจ เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งทำให้ริมฝีปากของเขากับเธอชนกันพอดิบพอดี

“ว๊าย!!...ขอโทษค่ะ” ปิ่นงามผละออกอย่างไว หัวใจของเธอเต้นแรง เธอหวังว่าเขาจะไม่โกรธเธอนะ

“เธอเป็นใครน่ะ!” น้ำเสียงเข้มๆเอ่ยถาม พลางคิดไปว่าน่าจะเป็นแม่ค้าที่เขาสั่งข้าว

“ปิ่น!...ปิ่นเอาข้าวมาส่งให้ค่ะ” สำเนียงของเธอชัดแจ๋ว ฟังแล้วไม่รู้สึกขัดหูเลยสักนิด

“เท่าไหร่...” เขาหมายถึงค่าข้าว

“สี่สิบบาทค่ะ”

“คิดไปสามเดือนเลย” ด้วยสมองอันชาญฉลาดของปิ่นงาม แทบจะไม่ต้องคิดเยอะเธอตอบออกมาเดี๋ยวนั้นทันที

“หนึ่งหมื่นแปดร้อยบาทค่ะ” แสงเหนือเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบเงินจำนวนที่มากกว่าที่เธอบอกยืนให้เธอไป

“ไม่ต้องทอน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ปิ่นงามหยิบเงินปึกนั้นมานับ เธอนับได้หนึ่งหมื่นห้าพันบาท ส่วนที่เกินมาเธอจะพิเศษมาให้ในแต่ละมื้อก็แล้วกัน เธอพับเงินจำนวนนั้นใส่กระเป๋าเสื้อแล้วมองหน้าเขานิ่งๆเหมือนกำลังอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

“มีอะไร...” แสงเหนือเห็นแววตาของเธอ เขาก็เลยเอ่ยถามขึ้น

“คือ...เรื่องเมื่อกี้คุณหมอห้ามไปพูดที่ไหนเด็ดขาดเลยนะคะ” เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้เขาไม่เอามาใส่ใจหรอก แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นคนเสียเปรียบซะด้วยซิ อีกอย่างถ้าเขาโกรธแล้วใครจะหาข้าวหาน้ำให้เขากิน แต่ริมฝีปากของเธอนุ่มโคตร...แสงเหนือมองไปที่ริมฝีปากนั้นอีกครั้ง พอเธอเม้มปากเขาจึงเสมองไปทางอื่นแทน

“ไปได้แล้ว...” เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับปิ่นโตของเธอที่ในนั้นมีอาหาร ตอนนี้เขาหิวจะแย่อยู่แล้ว เขามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าสี่สิบบาทคือถูกมาก กับข้าวธรรมดาก็จริงเรื่องนี้เขาไม่เรื่องมาก แต่อาหารตรงหน้ามันก็มากโขพอที่จะให้ท้องหิวๆของเขาตอนนี้อิ่มได้ มีน้ำมาให้สองขวดด้วย

“เธอชื่อปิ่นใช่มั้ย” เมื่อสักครู่เหมือนเขาจะได้ยินเธอเรียกชื่อตัวเอง

“ใช่ค่ะ”

“รับจ้างทำความสะอาดบ้านมั้ย” เขาพยักพเยิดหน้าไปในบ้านบอกให้เธอรู้ว่าฝุ่นมันเยอะมาก ตอนแรกเขาว่าจะจัดของที่อยู่ในกระเป๋าเอาเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย แต่มองดูจากฝุ่นหนาๆนั่นแล้ว เอาไว้ในกระเป๋าก่อนดีกว่า จะทำเองอุปกรณ์ก็มีแค่ไม้กวาดอันเดียวคงจะไม่สะอาดแน่ๆ

“ห้าร้อยค่ะ” เธอแบมือขอ แสงเหนือกรอกตามองบนเอือมในความขี้งกของเธอ เมื่อกี้ก็ให้เกินไปตั้งเยอะ

“ทำก่อนเดี๋ยวค่อยจ่ายได้มั้ย” เขากำลังนั่งกินข้าวอยู่ หิวมากด้วย คนอย่างเขาไม่เบี้ยวเธอหรอก

“โอเค...” พูดจบเธอก็กลับบ้านไปเอาอุปกรณ์มาทำความสะอาดบ้านให้เขา บ้านพักคุณหมอกับบ้านของเธออยู่ห่างกันประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ ได้อุปกรณ์เสร็จเธอก็ปั่นจักรยานกลับมา เห็นคุณหมอกินข้าวอิ่มพอดี

“อิ่มมั้ยคะ เพิ่มได้นะ”

“พอแล้ว ว่าแต่เมื่อกี้แกงอะไรเหรออร่อยดี” หิวจนลืมถามเลยว่าแกงอะไรมาให้กิน เห็นหน้าตาดีรสชาติก็พอไปวัดไปวาได้เขาก็โอเคแล้ว

“ไม่ต้องไปรู้หรอกกินไปเถอะ” เธอกลัวว่าเขาจะกินไม่ได้ แต่เนื้อที่เธอเอามาทำกับข้าวให้เขากินคนที่นี่เขากินกันปกตินะ

“นี่ยัยเตี้ย! อย่าบอกนะ เอาเนื้อประหลาดๆมาให้ฉันกินหรือเปล่าเนี่ย” แสงเหนือเริ่มระแวง

“ฮ่าๆๆๆ” ท่าทางตกใจของคุณหมอหน้าหล่อคนนี้ทำให้ปิ่นงามอดที่จะขำไม่ได้ เธอไม่ทำแบบนั้นกับลูกค้าวีไอพีหรอกน่า...

“ยัยเตี้ยบอกมาเดี๋ยวนี้นะ”

“เรียกดีๆ ถึงปิ่นจะเตี้ยแต่ถ้าหน้าสวยแบบนี้เขาเรียกว่าตัวเล็กย่ะ” บังอาจมาเรียกเธอว่ายัยเตี้ย รู้มั้ยว่าในหมูบ้านนี้เธอสวยที่สุดแล้ว

“ปิ่น...” เขายอมเรียกชื่อเธอดีๆก็ได้ ก่อนที่ของอร่อยที่กินเข้าไปจะพุ่งออกมาด้วยความคิดมากของตัวเอง

“เนื้อแพะกินได้หรือเปล่า” เขาโล่งอกทันทีที่ได้ยิน นึกว่าเป็นอย่างอื่นอย่างเช่นสัตว์น่ากลัว

“ได้...ที่นี่มีเนื้อแพะกินด้วยเหรอ”

“แพะชาวบ้านน่ะ ก็เลี้ยงไว้กินเหมือนเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อหมู เนื้อไก่ นั่นแหละ ว่าแต่คุณหมอแพ้อาหารหรือไม่ชอบกินอะไรมั้ย ปิ่นจะได้ไม่ทำมาให้”

“กินได้หมด ถ้าหิวมากๆเนื้อเธอฉันก็กินได้”

“พูดจริง...” เธอถามยิ้มๆ

“แต่คงกินไม่ลงหรอก ปัดกวาดเช็ดถูไป เอ้าค่าแรงเธอ” ว่าแล้วเขาก็ยื่นแบงค์พันให้เธอเพราะไม่มีแบงค์อื่นเลย

“ต้องทอนมั้ยคะ” ที่จริงคำถามแบบนี้ไม่น่าถาม แต่ไหนๆเขาก็ต้องการคนช่วยทำความสะอาดอยู่แล้ว

“อีกห้าร้อย อาทิตย์หน้าค่อยมาทำอีกรอบก็แล้วกัน”

“โอเคค่ะ”

“อือ...” เขาพยักหน้าให้ ปิ่นงามจึงหนุนตัวไปหยิบไม้กวาดก่อนอันดับแรก เธอเริ่มทำไปเรื่อยๆจนมันสะอาด ซึ่งเวลานี้ก็เริ่มมืดแล้วด้วย

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SMB” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SMB
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

แม่บ้านสาวพรหมจรรย์ ชุด Sweet Temptations
แม่บ้านสาวพรหมจรรย์ ชุด Sweet Temptations
เมื่อพราวเนตร สาวใช้คนสวยถูก คีแรน จอห์นสโตน มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลบีบบังคับให้อยู่ใต้ร่างในกรงเสน่หา นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดเร่าร้อนที่จะพาคุณไปพบกับความรักอันตรายและการกักขังที่เต็มไปด้วยไฟราคะ ท่ามกลางความเกลียดชัง หัวใจของเธอกลับสั่นคลอนจนยากจะต้านทานเสน่ห์ร้ายของจอมมารบ้าอำนาจคนนี้
9.1
93 ตอน
คุณอา ยอดดวงใจ
คุณอา ยอดดวงใจ
เมื่อ 'ตาหวาน' สาวน้อยวัยยี่สิบสองประกาศตัวเป็นภรรยาของ 'นพ' ต่อหน้าสาวอื่นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของตามคำสั่งของเขา นพจึงต้องซ่อนความพอใจไว้ภายใต้ท่าทีดุเจ้าเล่ห์ นิยายรักแนวโคแก่กินหญ้าอ่อนสุดฟินที่จะทำให้คุณใจสั่นกับความรักต่างวัยสุดร้อนแรง อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
8.2
92 ตอน
สวนท้อสวรรค์ของเหยาจี
สวนท้อสวรรค์ของเหยาจี
เมื่อผลท้อวิเศษหายไป 'เหยาจี' เซียนน้อยผู้ดูแลสวนจึงถูกลงทัณฑ์ให้จุติสู่โลกมนุษย์เพื่อปลูกต้นท้อต้องห้าม ท่ามกลางอุปสรรคใหญ่หลวงจาก 'หลวนหลง' เทพมังกรผู้ตามมาขัดขวาง และเหล่าเซียนที่จ้องแย่งชิงอำนาจ อ่านนิยายแฟนตาซีโรแมนติกสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและชะตารักอันตรายได้แล้ววันนี้
7.8
43 ตอน
ดั่งต้องมนต์มาร
ดั่งต้องมนต์มาร
เมื่อ อาลันโด มหาเศรษฐีหนุ่มจำใจต้องวิวาห์กับหญิงสาวตาบอดที่เขาแสนรังเกียจ เพื่อปกป้องมรดกของแม่ นิยายรักแนวท่านประธานสุดร้อนแรงเรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับความเกลียดชังที่แปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งรัก เมื่อเสน่ห์อันหอมหวานของเธอทำให้เขาตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น
7.9
84 ตอน
พนันร้ายรักคนลวง
พนันร้ายรักคนลวง
เมื่อทายาทมาเฟียเพลย์บอยแห่งฮ่องกงได้รับคำสั่งให้ล่อลวงหญิงสาวคนหนึ่ง แต่เขากลับตกหลุมพรางความปรารถนาเสียเอง ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญหน้ากับอดีตคนรักที่กลับมาพร้อมลูกชายวัยห้าขวบที่เขาไม่เคยรู้ว่ามี นิยายรักมาเฟียเรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับรักอันตรายที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการแก้แค้น
7.9
100 ตอน
เธอ...ที่ไม่เข้าตา
เธอ...ที่ไม่เข้าตา
เมื่อรักแรกพบเริ่มต้นด้วยคำสบประมาทสุดเจ็บแสบว่าให้กลับไปหย่านมแม่! ชายหนุ่มมาดซื่อจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเพื่อพิสูจน์รักแท้และเอาชนะใจสาวมั่นที่ปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใย นิยายรักแนวโรแมนติกคอมเมดี้สุดฟินที่จะทำให้คุณลุ้นไปกับกลเม็ดมัดใจสุดแสบคัน อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
8.7
72 ตอน