ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

สมรสพระราชทาน ผู้ใดเล่าจะกล้าขัด...

เมื่อมีรับสั่งมายังสกุลหลิน เสนาบดีหลินซึ่งเป็นประมุขของบ้านก็ไม่รอช้าตอบรับพระราชโองการด้วยความสัตย์ซื่อ ด้วยราชโองการนั้นเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อบุตรชายเพียงคนเดียวของเขา... ผู้ตรวจการเมืองหลินจิ้นฝู

ชายหนุ่มเป็นบัณฑิต ประพฤติรู้ดีชอบ เสียอยู่อย่างเดียวที่เขาครองพรหมจรรย์ ไม่ยอมตบแต่งกับหญิงใดจนอายุล่วงเลยมาถึงสามสิบกว่าปี เรื่องนั้นทำเอาเสนาบดีหลินเป็นทุกข์อยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะจัดหาหญิงใดมาให้ หลินจิ้นฝูก็ปฏิเสธอยู่เรื่อยไป กระทั่งครั้งนี้... ครั้งนี้ล่ะที่เขาตอบรับอย่างไม่มีบิดพลิ้ว

หลินจิ้นฝูจะสละพรหมจรรย์ มีฮูหยินเป็นตัวเป็นตนเสียที!

ข้าราชการตำแหน่งเล็กเช่นนี้ย่อมต้องยินดีเป็นปกติวิสัยที่ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาเห็น สกุลหลินเองก็ยินดีที่จะได้มีลูกหลานสืบสกุลเสียที หากแต่คนที่ยินดียิ่งกว่าก็คือหลินจิ้นฝูเมื่อเขารู้ว่าสมรสพระราชทานนั้นเป็นของเขาและบุตรีของแม่ทัพใหญ่จาง สตรีผู้มีรูปงามประหนึ่งเทพธิดาจุติลงมาเดินดิน... จางเจียเฟย

ได้ตบแต่งสตรีโฉมงามเข้าตระกูลก็เป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าที่หลินจิ้นฝูยินดีกว่านั้นก็คือนาง...เป็นคนรักของเขา

ครั้งวัยเยาว์เคยวิ่งเล่นหยอกล้อกัน เมื่อเติบใหญ่เข้าสู่วัยสวมหมวก จากสหายวัยเยาว์ก็กลายเป็นดรุณีที่ต้องตา หลินจิ้นฝูมีใจปฏิพัทธ์ต่อนางตั้งแต่บัดนั้น ทว่าก็ต้องพลัดพรากจากกันด้วยนางต้องติดตามบิดาไปอาศัยอยู่ยังชายแดนตามคำสั่งของฮ่องเต้

จากกันไปหลายปีนับว่าเป็นความทรมานยิ่ง ดังนั้นสมรสพระราชทานจึงเปรียบเสมือนพรอันยิ่งใหญ่จากสรวงสวรรค์ หลินจิ้นฝูหาได้เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนในชีวิต

ในที่สุด...เขาก็จะได้ครองรักกับสตรีที่ขโมยหัวใจของเขาไปครอบครองเสียที

แต่เมื่อก่อนงานวันสมรสมาถึง ความยินดีที่พร่างพรายอยู่เต็มอกก็มลายหายสิ้นเมื่อเห็นหน้าว่าที่เจ้าสาว

นาง...หาใช่จางเจียเฟย หากแต่เป็นน้องสาวของนางซึ่งมีนามว่า จางอี้ซวน

ชื่อแลคล้ายบุรุษ รูปร่างหรือก็สูงโปร่งใหญ่โต หาได้ดูน่าทะนุถนอมเลยสักนิด กระนั้นนางก็งดงามมากเสียจนใครต่อใครมิอาจละสายตา ครั้นนางมาเหยียบยังเมืองหลวง ชาวบ้านที่พบเห็นก็เอาไปพูดกันปากต่อปากว่าฮูหยินของผู้ตรวจการเมืองโฉมสะคราญล่มเมืองยิ่งนัก

หากแต่หลินจิ้นฝูหาได้ภาคภูมิใจกับสิ่งนี้ เห็นนางในครั้งแรก ย่อมแน่ว่ามีตกตะลึงไปบ้าง ทว่าค่อนไปทางประหลาดใจมากกว่าที่ว่าที่เจ้าสาวของตนหาใช่จางเจียเฟย แต่แล้วก็รับรู้ได้ถึงเหตุผลที่จางอี้ซวนมาเป็นเจ้าสาวของเขาแทน

จางเจียเฟยล้มป่วยหนัก เสียชีวิตไปเมื่อปีกลาย ฮ่องเต้มิทรงทราบ ออกราชโองการให้มีสมรสพระราชทาน แม่ทัพใหญ่จางจึงต้องนำบุตรีคนเล็กซึ่งเกิดจากเมียบ่าวตอนที่เขาย้ายไปอยู่ชายแดนเมื่อยี่สิบปีก่อนมาตบแต่งแทน

หลินจิ้นฝูทุกข์โศกแทบไม่เป็นอันกินอันนอน หัวใจของเขาสลายสิ้น ความหวังที่จะได้ครองรักกับหญิงซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจกลายเป็นหมันไปเสียแล้ว อันที่จริงเขาอยากจะล้มเลิกการแต่งงานในครั้งนี้ ออกจากราชการไปบวชให้จางเจียเฟยเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทำอย่างนั้น เห็นทีสกุลหลินคงถูกกุดหัวกุดท้ายเป็นแน่ อีกอย่าง หากไม่แต่ง จางอี้ซวนจะเสื่อมเสียเพราะถูกติฉินนินทาได้ ดังนั้นสมรสพระราชาทานจึงต้องดำเนินต่อไป

ไร้เสียงหัวเราะจากเจ้าบ่าวเจ้าสาว ไร้เสียงพูดคุย ไร้ซึ่งความยินดี มีเพียงเหล่าญาติๆ เท่านั้นที่ดูมีความสุขยิ่ง

พวกเขา...ไม่ได้อยากจะแต่งงานกันเลยแม้แต่น้อย

หากแต่ก็เก็บไว้ในใจ ไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมา โดยหารู้ไม่เลยว่ายังมีอีกคนที่ไม่ปรารถนาให้ทั้งสองได้ครองคู่กัน

ญาติผู้น้องของหลินจิ้นฝู...

หลินซานซาน...

นางทอดมองคู่บ่าวสาวในชุดมงคลสมรสสีแดงสดคำนับฟ้าดิน คำนับพ่อแม่ คำนับกันและกัน พลันกำมือแน่น ข่มความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในอกอย่างสุดความสามารถ

นางรักหลินจิ้นฝู... รักมาตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์แม้จะรู้ดีว่าหัวใจของเขาไม่เคยมีให้นางเฉกเช่นคนรักเลยแม้แต่น้อย นางเป็นได้เพียงญาติผู้น้องของเขาเท่านั้น กระนั้นนางก็ยังรักเขายิ่ง เขาสุข นางก็สุข เขาทุกข์ นางระทมยิ่งกว่า เมื่องานมงคลสมรสในครั้งนี้ผิดแผน นางย่อมรู้ดีว่าญาติผู้พี่ทุกข์ทนเพียงใด ถึงนางจะไม่ยินดีที่เขาต้องตบแต่งกับสตรีอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายินดีที่เห็นหญิงคนรักของเขาตายจาก

ในเมื่อเขาไม่มีความสุข แล้วจะตบแต่งกับหญิงอื่นไปเพื่ออะไร สู้แต่งกับนางไม่ดีกว่าหรือ นางมั่นใจว่าสามารถดูแลเยียวยาจิตใจของเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน

จะดูแล เทิดทูน เคียงข้าง อยากให้นางทำสิ่งใด นางก็จะทำอย่างไม่เกี่ยงงอน ขอเพียงเจ้าสาวคนนั้นเป็นนาง นางก็จะยินยอมทำทุกอย่าง

แต่...คงจะไร้ซึ่งประโยชน์แล้วเมื่อทั้งสองถูกส่งตัวเข้าหอ

หลินซานซานทอดมองบานประตูหอที่ปิดสนิทแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจกับตนเอง

เอาเถิด ในเมื่อเป็นฮูหยินของเขาไม่ได้ นางก็จะญาติดีกับฮูหยินของเขาแล้วกัน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้หลินจิ้นฝูต้องทุกข์ทรมานมากไปกว่านี้ พร้อมกับหมายมั่นว่าหากสตรีนางนั้นไม่ใจดีกับญาติผู้พี่ของนาง นางจะไม่ยอมอย่างแน่นอน!

ตอน 2

บทที่ 2

งานมงคลสมรสของบุตรชายเสนาบดีฝ่ายซ้ายสกุลหลินและธิดาของแม่ทัพใหญ่สกุลจางผ่านไปได้หลายวันแล้ว แต่หลินซานซานก็ยังทำใจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่านางจะภาวนาขอให้หลินจิ้นฝูมีความสุข ปรารถนาที่จะให้พี่สะใภ้ดูแลคนที่นางรักให้ดี แต่เมื่อญาติผู้พี่ย้ายออกไปอยู่ยังจวนของตนที่ผู้เป็นบิดาได้มอบให้เป็นของขวัญแต่งงาน นางก็ได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องทั้งวันทั้งคืน ไม่ออกมาพบปะผู้คน สงบปากสงบคำเสียจนเป็นที่น่าเป็นห่วงต่อเสนาบดีหลินและฮูหยินซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงและป้าสะใภ้เป็นอย่างมาก

นางเป็นเด็กกำพร้า เสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังเล็กด้วยอุบัติเหตุขณะเดินทางไปเยี่ยมญาติยังต่างเมือง เสนาบดีหลินไปรับมาดูแลก็ย่อมต้องรักประหนึ่งลูกในไส้ เห็นนางเอาแต่ซึมเศร้าเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะชวนฮูหยินเทียวไปหานางที่เรือน เอาอกเอาใจสารพัด แต่ก็หาเรียกรอยยิ้มของนางได้เลย

ทั้งที่นางเป็นดรุณีน้อยแสนสดใสแท้ๆ นางหาใช่คนยิ้มยาก ปกติจะต้องได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของนางทั้งวี่ทั้งวัน นางเอาแต่เงียบเช่นนี้ น่าเป็นห่วงว่าอาจจะป่วยทางใจ

ย่อมแน่ว่าทั้งสองรู้ดีว่าหลินซานซานคิดอย่างไรกับหลินจิ้นฝู หากไม่มีสมรสพระราชทาน หลินจิ้นฝูก็คงไม่แคล้วตบแต่งกับนางนี่ล่ะ แต่ในเมื่อรับราชโองการไปแล้ว จะให้นางตบแต่งเป็นอนุก็ดูไม่ดี เป็นถึงลูกหลานของเสนาบดี ตบแต่งไปเป็นภรรยาเอกให้คุณชายสกุลอื่นที่ยศศักดิ์ชาติตระกูลเท่าเทียมกันยังนับว่ามีเกียรติยิ่งกว่า ยามนี้นางก็อายุสิบแปดแล้ว เรียกได้ว่าเลยวัยออกเรือนมามาก แต่ในเมื่อนางบอกว่ายังไม่อยากแต่ง พวกเขาก็ไม่บังคับเพราะรู้ว่าที่นางไม่อยากแต่งเป็นเพราะจะรอหลินจิ้นฝู คงจะกล่าวได้ว่าตามใจนางจนเสียคนแล้วกระมัง

แต่ถึงครั้งนี้หากจู่ๆ นางมาบอกว่าอยากตบแต่งขึ้นมา พวกเขาก็จะยังไม่รับปากใดๆ ด้วยเกรงว่าหากตอบรับคำไปแล้วนางบอกขึ้นมาอีกว่าอยากตบแต่งเป็นอนุของหลินจิ้นฝู เป็นเช่นนั้นคงได้มีเรื่องปวดหัว ต่างจึงพากันไม่พูดถึงเรื่องแต่งงานของนางเลยแม้แต่น้อย อย่างไรเสีย ตอนนี้ทำให้นางยอมออกมาจากเรือนย่อมเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

หลินซานซานไม่ออกมาจากห้องจวบจนเข้าอาทิตย์ที่สองแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองอดรนทนไม่ไหว พากันมาหาหลานสาวคนเดียวถึงที่เรือนอีกครั้ง หมายมั่นปั้นมือว่าไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็จะเอานางออกจากห้องให้จงได้

บ่าวรับใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกตั้งท่าจะไปเรียนคุณหนูให้ทราบว่าผู้ใดมาหาอย่างเช่นทุกที ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเสนาบดีหลินยกมือห้ามเอาไว้ ครั้นบ่าวรับใช้ถอยออกห่าง เขาก็ยกมือขึ้นเคาะที่ประตูสองสามครั้ง

“มีสิ่งใด”

เสียงใสร้องถามออกมาด้วยนึกว่าบ่าว ทว่าเมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ หลินซานซานก็ร้องถามมาอีก

“ข้าถามว่ามีสิ่งใด”

ถึงน้ำเสียงจะราบเรียบแต่ก็เจือไปด้วยความรำคาญใจ เสนาบดีหลินเหลือบมองหน้าฮูหยินของตนเล็กน้อย เมื่อเห็นว่านางพยักหน้าให้ เขาก็ผลักประตูเข้าไปโดยไม่รอให้คนด้านมาเปิด

หลินซานซานที่หมายจะลุกมาเอ็ดบ่าวรับใช้ที่กวนใจนางถึงกับชะงักเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาเรียกนางนั้นหาใช่คนที่นางคิด พอเห็นว่าเป็นใคร นางก็ย่อตัวคำนับนอบน้อม

“ท่านลุง ท่านป้า... มาหาซานเอ๋อร์เช่นนี้มีสิ่งใดหรือเจ้าคะ”

ย่อมแน่ว่ามีธุระ ไม่อย่างนั้นผู้อาวุโสทั้งสองจะมาหานางพร้อมหน้าเช่นนี้หรือ

“ซานเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงไม่ออกไปนอกห้องบ้าง อาทิตย์ที่สองแล้ว เจ้าก็ยังเอาแต่เก็บตัวอยู่ในนี้ มิอุดอู้หรืออย่างไร”

เสนาบดีหลินเอ่ยถาม หลินซานซานเหลือบมองใบหน้าที่ผ่านโลกมาถึงวัยกลางคน ก่อนจะหลุบสายตาลงต่ำ

“ระยะนี้ซานเอ๋อร์ไม่ค่อยสบายเจ้าค่ะ”

ไยคนฟังทั้งสองจะไม่รู้กันว่าดรุณีน้อยตรงหน้านั้นโกหกคำโต เสนาบดีหลินเหลือบมองฮูหยินของตนอีกครา เป็นสัญญาณให้นางทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่นางจะตรงเข้าไปหาหลินซานซาน จับมือแล้วว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“หากเจ้าไม่สบายก็บอกท่านลุงของเจ้าสิ เก็บตัวอยู่แต่ผู้เดียวทำไม เจ้าเป็นเช่นนี้ ข้ากับท่านลุงของเจ้าเป็นห่วงนะ”

“ซานเอ๋อร์ขออภัยที่ทำให้ท่านลุงกับท่านป้าเป็นห่วงเจ้าค่ะ”

นางตอบเสียงแผ่ว คนฟังทั้งสองไยจะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางป่วยใจ หาได้ป่วยกาย เรื่องที่หลินซานซานมีใจให้กับบุตรชายเพียงคนเดียวของพวกเขานั้น เขาก็เห็นใจนางอยู่หรอก แต่ในเมื่อหลินจิ้นฝูไม่เคยมีใจก็ไม่อยากบังคับ ตอนนี้ยิ่งบังคับไม่ได้ใหญ่ เขาตบแต่งฮูหยินไปแล้ว หากตบแต่งหลินซานซานด้วยอีกคนก็เท่ากับว่านางเป็นอนุ แล้วจะให้หลานสาวคนเดียวของเสนาบดีมีศักดิ์เป็นเพียงอนุได้อย่างไร

ในเมื่อผู้อาวุโสคิดเห็นตรงกันว่าระหว่างหลินซานซานและบุตรชายของพวกเขามิอาจบรรจบกันได้ จึงหมายคิดเอาใจให้นางรู้สึกดีขึ้น

“ซานเอ๋อร์” เป็นฮูหยินหลินที่เอ่ยขึ้นมา ครั้นหลินซานซานเงยหน้ามอง นางก็พูดต่อ “หากเจ้าคิดถึงอาจิ้นมากถึงเพียงนั้น เจ้าก็ไปหาก็ได้”

หลินซานซานถึงกับเบิกตาโตราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นหาใช่เรื่องจริง

“ท่านป้าหมายถึง...”

“จวนของอาจิ้นก็หาได้อยู่ไกลจากจวนของลุงเจ้า ห่างกันเพียงอำเภอเดียว อีกทั้งยังกว้างใหญ่ ภายในมีหลายเรือนรองรับแขก หากเจ้าจะไปอยู่ก็หาได้มีผู้ใดขัด แม้แต่อาจิ้นเองก็ไม่ขัดเพราะเจ้าเป็นญาติผู้น้องของเขา”

ประโยคนี้เป็นเสนาบดีหลินที่เอ่ยแทรกขึ้นมา ความดีใจในวูบแรกของหลินซานซานมลายหายไปเล็กน้อย

เป็นญาติผู้น้องของเขา... นางรู้แล้ว ไม่ต้องย้ำนางนักก็ได้

“แล้วพี่สะใภ้ของเจ้าก็จะได้มีเพื่อนด้วย อาจิ้นออกตรวจการทุกวี่วัน ทิ้งฮูหยินไว้ในจวนแต่ลำพัง หากมีเจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนคงจะคลายเหงาได้ไม่น้อย นางหาได้เคยอยู่เมืองหลวง ลืมตาเกิดขึ้นมาก็อยู่ที่ชายแดนแล้ว ได้เจ้าช่วยแนะนำสิ่งต่างๆ นางคงจะดีใจ คลายเหงาคิดถึงบ้านเป็นแน่”

ฮูหยินหลินกล่าวเสริม จากที่สลดไปเมื่อครู่ ตอนนี้หลินซานซานสลดหนักกว่าเดิมอีก

เป็นแค่ญาติผู้น้องของบุรุษที่นางรักไม่พอ ยังจะต้องไปเป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับฮูหยินของเขาอีก

ดี! เอาเข้าไป! เอาให้สาแก่ใจเลยสวรรค์!

หลินซานซานอยากจะปฏิเสธนัก แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อได้ยินว่า...

“อาจิ้นจะได้หายเหนื่อยด้วยเมื่อเห็นเจ้า ช่วงนี้ข้าได้ยินว่างานหลวงหนักหนายิ่ง หากมีเจ้าอยู่ใกล้ๆ คอยแบ่งเบาบรรเทาทุกข์ให้ เขาคงดีใจ ไม่มีผู้ใดรู้ใจอาจิ้นได้มากเท่าเจ้าอีกแล้วซานเอ๋อร์ ไปเถิด เจ้าเองจะได้เลิกเก็บตัวด้วย”

...ยามนี้เองที่นางแย้มยิ้มขึ้นมาได้

เหตุผลนี้ค่อยน่าฟังหน่อย ถึงแม้ว่าการบรรเทาความเหนื่อยหรือทุกข์ใดๆ ของหลินจิ้นฝูจะเป็นเพราะเขาสนิทสนมกับนางและเห็นนางเป็นเสมือนสหายหรือไม่ก็น้องสาวก็ตามทีเถิด แต่เอาล่ะ นางจะไปที่จวนของหลินจิ้นฝูเพราะเหตุนี้แหละ!

“ถ้าเช่นนั้นท่านลุงท่านป้าจะให้ซานเอ๋อร์ไปวันไหนดีเจ้าคะ”

ฉับพลันก็เริงรื่นขึ้นมาราวกับเป็นคนละคน เห็นท่าทางดีใจของนางแล้ว ผู้อาวุโสทั้งสองก็โล่งใจเป็นปลิดทิ้ง

“เจ้าอยากไปวันไหนก็สุดแท้แต่ใจเจ้าเลย”

วันนี้เลยเป็นอย่างไร!?

แต่ประเดี๋ยวก่อน... หากไปวันนี้เลยจะไม่เป็นการดี การที่จู่ๆ นางก็ปุบปับไปหา อาจจะทำให้หลินจิ้นฝูกับฮูหยินผิดใจกันได้เพราะทั้งสองเพิ่งตบแต่งอยู่กินฉันสามีภรรยาได้ไม่นาน หากโผล่ไปอย่างนั้น ฮูหยินของเขาอาจจะเข้าใจผิด อย่างน้อยก็ควรจะแจ้งล่วงหน้าก่อนสักสองสามวัน ถือเสียว่าเป็นมารยาท จวนนั้นเป็นของหลินจิ้นฝู ฮูหยินของเขาก็ถือว่าเป็นเจ้าของจวนเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องให้เกียรติ

“ไว้ซานเอ๋อร์ส่งบ่าวไปบอกอาจิ้นเรียบร้อยเมื่อใด ซานเอ๋อร์ค่อยไปก็แล้วกันเจ้าค่ะ”

เมื่อตกลงได้ดังนั้น หลินซานซานก็ไม่อยู่แต่ในห้องให้เป็นที่เป็นห่วงของสองผู้อาวุโสแต่อย่างใด กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ส่งบ่าวรับใช้ไปแจ้งแก่หลินจิ้นฝูและฮูหยินของเขาว่าอีกสองวันให้หลัง นางจะไปเยือนที่จวนและขอพำนักอยู่ด้วยสักระยะหนึ่งโดยมีเหตุผลว่านางยังไม่คุ้นชินที่ญาติผู้พี่ที่สนิทดั่งพี่น้องร่วมสายโลหิตออกจากจวนไป นางจึงขอไปอยู่ใกล้ๆ จนกว่าจะปรับตัวให้ชินได้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ... พี่สะใภ้จะได้มีเพื่อนคลายเหงา

เหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลที่นางอยากจะใช้นักหรอก แต่เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว ไม่ว่าอย่างไร นางก็มิอาจหลบหน้าฮูหยินของหลินจิ้นฝูได้ อย่างไรก็เกี่ยวดองเป็นญาติกันแล้ว ในเมื่อหนีไม่ได้ก็คงต้องผูกมิตร เป็นมิตรย่อมดีกว่าเป็นศัตรู...

หลินซานซานท่องจำไว้ในใจ... รักพี่สะใภ้ให้ได้อย่างที่รักหลินจิ้นฝู หากนางทำได้เมื่อไร เมื่อนั้นใจที่ว้าวุ่นของนางคงจะสงบเอง

ตอน 3

บทที่ 3

สองวันผ่านไป ดรุณีน้อยก็มาปรากฏอยู่กลางจวนของผู้ตรวจการหลิน และเป็นอย่างที่คิดว่าระยะนี้หลินจิ้นฝูค่อนข้างมีงานมากมายให้สะสาง เหตุเพราะฮ่องเต้มีราชโองการให้ผู้ตรวจการดูแลความเรียบร้อยของบ้านเมืองให้สงบสุขเพราะช่วงหลังมานี้ ชาวบ้านและโรงพนัน รวมถึงหอคณิกามักมีปัญหาวิวาทกันบ่อยครั้ง สาเหตุทั้งหมดทั้งมวลมาจากผู้ตรวจการคนเดิมได้รับสินบนจากโรงพนันและโรงคณิกาเหล่านั้น อนุญาตให้ขูดรีดชาวบ้านจนกระทั่งเรื่องแดง ครั้นถูกปลดและลงโทษให้จองจำ หลินจิ้นฝูซึ่งสอบจอหงวนได้เป็นบัณฑิตจึงได้รับแต่งตั้งให้มารับหน้าที่นี้แทน แต่ดูแล้วตำแหน่งที่เขาได้รับดูเหมือนจะเป็นผู้เก็บกวาดมากกว่าผู้ตรวจการเมือง เพราะเขาต้องมาจัดการเก็บกวาดซากโสมมที่อดีตผู้ตรวจการทิ้งไว้ให้ทุกวี่วันไม่ละเว้น

ช่างเป็นงานที่หนักหนานัก...

วันนี้ก็เช่นกันที่ภาระหน้าที่มีให้สะสางมากมาย เขาทักทายกับหลินซานซานได้เพียงเล็กน้อยก็จากไป ปล่อยให้นางได้ยืนมองตามหลังอยู่กลางจวน ก่อนที่พ่อบ้านจะนำทางนางเข้าไปยังเรือนรับรอง

“ฮูหยินของอาจิ้นล่ะ”

หลินซานซานร้องถามเมื่อเข้ามายังเรือนรับรองแล้ว ที่ถามก็เพราะตั้งแต่เข้ามาที่จวน นางยังไม่เห็นพี่สะใภ้ของตนแม้แต่เงาทั้งที่ควรจะออกมาต้อนรับในฐานะเจ้าบ้าน พ่อบ้านซึ่งกำลังสั่งให้บ่าวรับใช้ขนข้าวของของหลินซานซานไปเก็บหันมาตอบคำถามอย่างนอบน้อม

“ฮูหยินยังไม่ตื่นขอรับ”

หลินซานซานย่นคิ้วพลัน

ยังไม่ตื่น... ป่านนี้แล้วน่ะหรือที่บอกว่ายังไม่ตื่น?

ยามนี้ดวงอาทิตย์เกือบจะตรงศีรษะ ทำให้หลินซานซานอดคิดไม่ได้เลยว่าจางอี้ซวนช่างเป็นฮูหยินที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย นอนจนตะวันตรงหัวเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน สตรีที่ดีควรตื่นก่อน นอนทีหลังสามี ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะดูแลหลินจิ้นฝูให้ดีได้อย่างไร หากเป็นนาง รับรองเลยว่านางจะไม่มีวันตื่นทีหลังสามีเป็นอันขาด!

อดเปรียบเทียบตนกับพี่สะใภ้ไม่ได้อีกแล้ว หลินซานซานจำต้องเตือนตนเองว่ามาที่จวนของญาติผู้พี่เพราะเหตุใด ก่อนที่จะปรับสีหน้าแล้วเอ่ยบอกกับพ่อบ้าน

“เช่นนั้นเจ้าช่วยไปบอกนางหน่อยได้หรือไม่ว่าข้ามาถึงแล้ว อยากจะทักทายนางเสียหน่อย ช่วยไปปลุกนางที”

หญิงสาวรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีมารยาทนัก แต่พี่สะใภ้ของนางเองก็หาได้มีมารยาทเช่นกัน นางให้คนมาส่งข่าวตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้วว่านางจะมา พี่สะใภ้ย่อมรู้ดีว่าวันนี้จะมีแขก แล้วเหตุใดถึงได้นอนหลับอุตุไม่สนใจฟ้าดินกัน

พ่อบ้านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ยืนนิ่งไม่ไปไหน ทำให้หลินซานซานต้องเลิกคิ้วสูง

“มีอะไรหรือ”

“คือว่า...”

เขาทำท่าเหมือนจะพูดแล้วก็ไม่พูด หลินซานซานเลยต้องถามซ้ำ

“คือว่าอะไร”

“นายหญิงมักอารมณ์ฉุนเฉียวหากถูกรบกวนตอนนอนน่ะขอรับคุณหนู”

อ๋อ เพราะเหตุนี้นี่เอง พ่อบ้านถึงมีท่าทางอึกอัก เมื่อหรี่ตาพิจารณาจากท่าทางเขาแล้ว สงสัยพี่สะใภ้ของนางคงจะอารมณ์ร้ายพอตัวเสียกระมัง อีกฝ่ายถึงได้มีท่าทีหวาดเกรงถึงเพียงนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถิด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปลุกนาง อีกเดี๋ยวก็ตะวันตรงหัวแล้ว จะให้นางซึ่งเป็นแขกนั่งรอทักทายกับผู้เป็นเจ้าของจวนด้วยเหตุผลว่าเจ้าของจวนไม่ยอมตื่นได้อย่างไรกัน

“ไม่เป็นไร ไปตามนางเถิด หากนางจะตีเจ้าก็ให้รีบวิ่งมาหาข้าก็แล้วกัน ข้าช่วยเจ้าเอง”

หลินซานซานอ้างตัว อย่างน้อยนางก็เป็นคุณหนูของสกุลหลิน เป็นถึงหลานสาวคนโปรดของท่านเสนาบดีและเป็นญาติผู้น้องของผู้ตรวจการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกรงใจนางกันบ้างล่ะ

พ่อบ้านไร้ซึ่งทางเลือก แม้ไม่อยากไปก็ต้องไป ปล่อยให้หลินซานซานนั่งรออยู่ในเรือน รออยู่ครู่ใหญ่ สตรีในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก็ปรากฏกายให้เห็น พียงปรากฏวาบที่หางตาแวบเดียว หลินซานซานก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือพี่สะใภ้ของตน

“คารวะพี่สะใภ้ ซานเอ๋อร์ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยเจ้าค่ะ”

หลินซานซานรีบลุกขึ้นย่อคำนับ ครั้นอีกฝ่ายพยักหน้า ทอดมองนางด้วยแววตานิ่งเรียบ หลินซานซานก็เงยหน้าขึ้นมองนางบ้าง จากนั้นก็ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ อีกฝ่ายหาได้ประทินโฉมดั่งเช่นเมื่องานมงคลสมรสแต่อย่างใด ทว่าดวงหน้าผุดผาดของพี่สะใภ้ยังคงช่วงชิงลมหายใจของนางไปได้เหมือนเคย แม้ผมเผ้าจะไม่ได้รวบปักปิ่น เพียงรวบเกล้าไว้หลวมๆ แค่นั้นก็ทำให้นางงดงามดั่งเทพธิดาเดินดินแล้ว

คนถูกรบกวนเวลานอนปรายตามองหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้า ใช่ว่าจะไม่รู้จักนาง รู้จักอย่างดีทีเดียวเพราะบ่าวไพร่ในจวนที่ส่วนหนึ่งมาจากจวนใหญ่ของสกุลหลินล้วนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าหลินซานซานเป็นญาติผู้น้องที่สนิทสนมกับหลินจิ้นฝูเป็นอย่างมาก เพียงแต่หาได้เคยเสวนาด้วยจึงไม่รู้ว่าสนิทสนมกันมากเพียงใดก็เท่านั้น

แต่จะสนิทสนมกันอย่างไรก็หาใช่เรื่องของนาง นายหญิงแห่งจวนผู้ตรวจการเมืองปรือตาลงเล็กน้อยด้วยยังงัวเงียอยู่ ก่อนจะโบกมือไหวน้อยๆ

“ตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธี”

น้ำเสียงของนางแหบพร่าราวกับคนไม่สบาย หลินซานซานอดชะงักไม่ได้ พลันก็นึกเป็นห่วง

“ข้าไม่แน่ใจว่าที่ชายแดนนั้นมีอากาศเป็นอย่างไร แต่ที่เมืองหลวงบางคราก็อากาศร้อน บางคราก็หนาว วันดีคืนดีก็ฝนตก อากาศแปรปรวนเช่นนี้ พี่สะใภ้อาจจะยังไม่คุ้นชินอากาศที่นี่สักเท่าไร ควรสวมเสื้อผ้าหนาๆ จะได้ช่วยป้องกันไม่ให้เจ็บไข้นะเจ้าคะ”

คำพูดของหลินซานซานทำเอาคนที่เกือบจะอ้าปากหาวหวอดชะงักกึก เหลือบมองอีกฝ่ายนิ่ง ขณะที่คนพูดหลุบตาลงต่ำ หนีสายตาคมจากนัยน์ตาเรียวสวยด้วยมิอาจทนมองหน้าได้ไหว ใช่ว่าทนไม่ไหวเพราะนางเป็นฮูหยินของคนที่นางรัก แต่เป็นเพราะสะคราญโฉมเกินไปจนมิอาจสู้หน้าตรงๆ ได้ไหว เห็นหน้าอีกฝ่ายแล้ว นางก็อดอับอายที่มิอาจสู้ความงามของคนตรงหน้าได้

“ลำบากให้เจ้าเป็นห่วงแล้ว”

พี่สะใภ้เอ่ยขึ้น หลินซานซานเหลือบมอง ในหัวครุ่นคิดว่าขนาดอีกฝ่ายไม่ยกยิ้มใดๆ ยังงดงามถึงเพียงนี้ หากยิ้มขึ้นมาเมื่อไรคงสะกดผู้คนทั้งโลกให้หลงใหลได้ไม่ยาก แม้แต่หลินจิ้นฝูเองก็คงจะต้องหลงใหลนางเช่นกัน

ในตอนนี้อาจจะยัง แต่ในเบื้องหน้าก็ไม่แน่ อยู่ร่วมชายคา พบหน้ากันทุกวัน ถึงนางจะไม่ใช่หญิงคนรักแต่ก็เป็นน้องสาวของสตรีผู้นั้น รูปร่างหน้าตาย่อมมีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน หลินจิ้นฝูทำใจได้เมื่อไรคงมิแคล้วหลงใหลนางเป็นแน่

หลินจิ้นฝูหลงใหลนาง...

คิดอย่างนี้ หลินซานซานก็ปวดแปลบขึ้นมาในอก น้ำตาเกือบจะหลั่งรินอยู่แล้วถ้าหากว่าคนตรงหน้าไม่เอ่ยขึ้นมาก่อน

“ธุระที่เจ้าต้องการพูดกับข้ามีเท่านี้หรือ”

หลินซานซานเลิกคิ้วสูง ไม่เข้าใจที่คนตรงหน้าพูดสักเท่าไรนัก ขณะที่อีกฝ่ายมองนางนิ่ง

“หากไร้ซึ่งสิ่งที่จะพูดแล้ว เจ้าก็ตามสบายเถิด ข้าจะกลับไปนอน”

สิ้นเสียงก็หมุนตัว หมายจะเดินออกไปจากเรือนรับรอง ทำเอาหลินซานซานอ้าปากค้างไปทันควัน

ป่านนี้แล้วยังจะกลับไปนอนอีกหรือ!?

เรื่องอะไรที่นางจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายไปนอนกันเล่า เป็นถึงฮูหยินของหลินจิ้นฝู ไยถึงได้ขี้เกียจตัวเป็นขนอย่างนี้กัน ใช้ได้ที่ไหน!

“ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะพี่สะใภ้” หลินซานซานรีบก้าวตามหลังไป เมื่อคนตรงหน้าหยุดฝีเท้าแล้วหันมามอง นางก็รีบพูดขึ้น “ข้าใคร่อยากจะชวนพี่สะใภ้ดื่มน้ำชายามบ่ายเสียหน่อย ตั้งแต่พี่สะใภ้แต่งเข้าสกุลหลินมา ข้ายังไม่เคยพูดคุยกับท่านอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ข้าหมายจะผูกสัมพันธ์กับท่านให้แนบแน่นยิ่งนัก”

พูดแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง ไม่ได้เต็มใจหรอกแต่คิดว่ามันน่าจะทำให้คนมองเอ็นดูได้ เพราะรอยยิ้มของนางล้วนใช้ได้ผลมาแล้วกับท่านลุงท่านป้า รวมถึงหลินจิ้นฝูและบ่าวไพร่ในเรือน

ทว่าคงไม่ใช่กับพี่สะใภ้ อีกฝ่ายมองนางที่ยิ้มแป้นแล้นด้วยสายตาราบเรียบยากจะอ่าน ใจนึกอยากจะปฏิเสธนัก แต่ก็มิอาจพูดได้เมื่อนางช้อนสายตาเว้าวอน

“นะเจ้าคะ อาจิ้นจะได้สบายใจด้วยที่เห็นเราสองคนสนิทสนมกัน”

คนถูกคะยั้นคะยอหรี่ตาลงเล็กน้อย

ที่แท้ที่อยากจะสนิทสนมเป็นเพราะบุรุษผู้นั้น หาได้อยากจะสนิทสนมกับพี่สะใภ้จากใจจริง

สิ่งนี้ไยพี่สะใภ้ของนางจะไม่รู้ ประกายในดวงตากลมโตนั้นเผยความนัยออกมาให้เห็นชัดแจ้งแล้วว่านางมีใจปฏิพัทธ์กับญาติผู้พี่ แต่ก็เอาเถิด นางจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ได้เกี่ยวกับตนสักหน่อย

“เช่นนั้นก็ไปที่ศาลาตรงสระบัวเถิด พ่อบ้าน เจ้าไปเตรียมขนมกับน้ำชามาด้วย”

นายหญิงของจวนออกปากสั่ง พ่อบ้านรับคำ ก่อนจางอี้ซวนจะเดินนำไปยังศาลาข้างสระบัวที่อยู่กลางจวน ปล่อยให้หลินซานซานเดินตามพลางพินิจรูปร่างของพี่สะใภ้ไปด้วย

นางเป็นสตรีที่สูงโปร่งราวกับบุรุษ เมื่อครั้งที่ยืนอยู่ข้างหลินจิ้นฝู มองเผินๆ แล้วอาจจะสูงกว่าญาติผู้พี่เล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ และเมื่อเทียบกับความสูงของหลินซานซานแล้ว นางสูงเพียงหัวไหล่ของพี่สะใภ้เอง

ช่างเป็นสตรีที่สูงอะไรถึงเพียงนี้...

พินิจเรือนร่างนางอยู่ครู่หนึ่งก็ต้องหยุดเมื่อมาถึงยังศาลา พี่สะใภ้เดินนำเข้าไปนั่ง ไม่นานพ่อบ้านก็ให้บ่าวรับใช้ยกขนมและน้ำชามาให้ ก่อนที่จะปล่อยให้ทั้งสองได้ร่วมเสวนากันตามลำพัง

แต่คงมีเพียงแต่หลินซานซานเท่านั้นที่ใคร่อยากจะสนทนาด้วย เพราะพี่สะใภ้ของนางเอาแต่นั่งนิ่ง ปิดเปลือกตาลงราวกับหลับใหลตั้งแต่ที่เข้ามานั่งได้ ปล่อยให้หลินซานซานเหลือบมองเป็นระยะ

นางช่างเป็นสตรีที่อยู่ด้วยยากยิ่ง เพียงเห็นหน้าก็ชวนให้อึดอัด ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอึดอัด ต่อให้นางงดงามเพียงใด แต่หากอยู่ด้วยแล้วน่าอึดอัดเช่นนี้ มีหวังอาจิ้นคงจะลำบากใจ

หลินซานซานคิดเองเออเองอีกแล้ว ก่อนจะเปิดปากทำลายความเงียบ

“พี่สะใภ้เจ้าคะ”

คนถูกเรียกเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้น

“ขนมโก๋นี่อร่อยนะเจ้าคะ ท่านลองชิมดูสิ”

คราวนี้ยอมเปิดเปลือกตาขึ้นมามอง แต่ทว่า...

“เจ้ากินไปเถิด”

“ถ้าเช่นนั้นก็ดื่มน้ำชาสักหน่อย ท่านเพิ่งตื่นได้ไม่นาน ร่างกายคงจะขาดน้ำอยู่ไม่น้อย”

หลินซานซานกุลีกุจอรินน้ำชาลงถ้วยกระเบื้องเคลือบให้ ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดตนจะต้องเอาอกเอาใจพี่สะใภ้ด้วยก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะนางคิดว่าหากสนิทสนมกับพี่สะใภ้แล้ว เมื่อนางต้องการให้อีกฝ่ายกระทำสิ่งใดให้แก่หลินจิ้นฝูก็คงจะง่ายยิ่ง

ทว่าคนตรงหน้ากลับตอบรับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“วางไว้ตรงนั้นล่ะ ข้าไม่กระหาย”

“แต่...”

จางอี้ซวนชิงหลับตาหนีไปเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูด หลินซานซานจึงได้แต่อ้าปากพะงาบๆ ค้างไว้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อถูกอีกฝ่ายมองเมิน ยามนี้เองที่นางตระหนักได้แล้วว่าพี่สะใภ้นางเป็นสตรีอย่างไร

แม้จะมีดวงหน้าสะคราญโฉมและมีจริตงดงามสมเป็นกุลสตรีที่ดี แต่นั่นก็ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอก แท้จริงเป็นสตรีเกียจคร้าน หยิ่งยโสและโอหัง กล้ามองไม่เห็นหัวญาติผู้น้องคนสนิทของสามีเช่นนี้ นับว่าไร้ซึ่งมารยาทและไม่ให้เกียรติสกุลหลินเลยแม้แต่น้อย

มือเล็กของหญิงสาวกำเข้าหากันแน่น นางชักไม่ชอบพี่สะใภ้ของตนเสียแล้ว ทว่าก็หาได้กระทำสิ่งใด ได้แต่นั่งเงียบอยู่ในศาลาตลอดบ่าย ขณะที่อีกฝ่ายนั่งหลับหลังตรง ไม่สนใจนางที่จับจ้องอย่างขุ่นเคืองสักนิด

ดื่มชายามบ่ายร่วมกับพี่สะใภ้ครั้งแรกนี้ ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก!

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SUW” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SUW
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

โซ่คล้องรักอสูร
โซ่คล้องรักอสูร
เมื่อนรินภัทรตั้งท้องกับรามิล เธอกลับถูกอสูรร้ายในคราบประธานหนุ่มสั่งให้ไปเอาลูกออกอย่างไร้เยื่อใย ทว่าปีต่อมาเขากลับหวนคืนมาทวงสิทธิ์ความเป็นพ่อและเรียกร้องความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาเคยทำลาย นิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยไฟแค้นและรสชาติแห่งความเจ็บปวดที่บีบหัวใจคนอ่านจนหยุดไม่ได้
8.9
76 ตอน
พันธะรักโดยไม่ตั้ง [Bond Of Love - Accidence] SET : Bond Of Love
พันธะรักโดยไม่ตั้ง [Bond Of Love - Accidence] SET : Bond Of Love
เมื่อความสัมพันธ์เริ่มต้นด้วยเงินห้าล้านบาทแลกกับการตัดขาด แต่หนึ่งปีให้หลังมหาเศรษฐีหนุ่มกลับมาตามง้อจนเธอใจอ่อนยอมสยบในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาเลือกจากไปเป็นครั้งที่สอง พร้อมทิ้งเงื่อนไขพันธะสุดท้ายให้เธอต้องอยู่คนเดียวตลอดไป อ่านนิยายรักสุดดราม่านี้ได้เลย
9.7
34 ตอน
เถื่อนรักเจ้าสาวริมทาง
เถื่อนรักเจ้าสาวริมทาง
เมื่อความรักเริ่มต้นจากสัญญาจ้างรักที่เธอเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินตรา 'หยาดฝน' หญิงสาวริมทางจึงต้องก้าวเข้าสู่โลกของ 'หลุยส์' ท่านประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลในฐานะภรรยาแต่งงานใหม่ ท่ามกลางอุปสรรคที่บีบให้ต้องแยกจาก ความโหยหาจะนำพาพวกเขากลับมาร่วมพิสูจน์รักแท้ใน นิยายรัก สุดเร่าร้อนนี้
9.8
79 ตอน
หญิงหม้ายบ้านสือ
หญิงหม้ายบ้านสือ
เมื่ออดีตอันน่ากลัวตามหลอกหลอนจนลูกน้อยตกอยู่ในอันตราย ถานเจ๋อจึงต้องลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนชะตากรรมในนิยายแฟนตาซีโรแมนติกเรื่องนี้ เขาพร้อมแย่งชิงตำแหน่งพระเอกมาครองเพื่อปกป้องสือจิ่วและลูกชายสุดที่รัก อ่านนิยายรักสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อความรักและการปกป้องครอบครัวได้แล้ววันนี้
9.3
85 ตอน
อาญาสีชมพู
อาญาสีชมพู
เมื่อสาวซื่อจากต่างจังหวัดกล้าชื่นชมศัตรูของเขา พฤกษ์ ทายาทมหาเศรษฐีผู้ไม่เคยแพ้ใครจึงมองว่ามันคือมารยาและลงทัณฑ์เธอด้วยข้อเสนอสุดโหดร้าย ให้เธอมาเป็นผู้หญิงลับๆ นานสามสิบวันเพื่อชดใช้ นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยไฟแค้นและความเสน่หาที่ยากจะต้านทาน
7.9
52 ตอน
กรงรักราชาโจร
กรงรักราชาโจร
เมื่อ จัสซีเนีย ต้องกลายเป็นเชลยรับบาปในกรงขังแห่งความแค้นของ จาห์มาล์ ราชาโจรผู้เหี้ยมโหด ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ เธอถูกลงทัณฑ์อย่างป่าเถื่อนแทนความผิดที่ไม่ได้ก่อ นิยายดาร์กโรแมนซ์ สุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยไฟแค้นและแรงราคะ ชวนให้คุณลุ้นไปกับชะตากรรมรักอันตรายที่ยากจะถอนตัว
9.1
98 ตอน