ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

ถ้าให้คำนิยามเกี่ยวกับชีวิตของฉัน ก็คงต้องบอกได้เลยว่า บัดซบสิ้นดี...

ฉันชื่อ ‘ลลิส’ เป็นเพียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังก้าวเข้าสู่รั้วมหา’ลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ แน่นอนว่าในทุกๆ วันและทุกๆ ช่วงเวลาที่ว่างฉันต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอะไรต่างๆ นาๆ มากมาย

ซึ่งเด็กมอปลายทุกคนก็คงรู้กันดีอยู่แล้วล่ะ ว่าตัวเองนั้นต้องผ่านสนามสอบอะไรบ้างจนกว่าจะหาที่เรียนได้

แต่...เรื่องอ่านหนังสือเตรียมสอบก็ไม่ได้ทำให้ฉันเครียดมากนักหรอก เพราะสิ่งที่ทำให้ฉันเครียดและรู้สึกรำคาญที่สุดก็คือการที่พ่อกับแม่แท้ๆ ของฉันทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน...

มือบางยกขึ้นกุมขมับ ก่อนจะขยี้ผมตัวเองแรงๆ จนยุ่งเหยิงเมื่อเสียงตะโกนด่าทอกันระหว่างพ่อกับแม่ดังแทรกเข้ามาในหู

แกร๊ก!

ฉันกระแทกปากกาที่ถืออยู่วางลงบนโต๊ะด้วยความรุนแรง ตามอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นของตัวเอง

“เลิกทะเลาะกันสักทีได้มั้ย! หนวกหูโว้ย!!” มือบางเอื้อมไปเปิดประตูห้อง ก่อนจะชะโงกหน้าออกไปและตะโกนเสียงดังลั่น พ่อกับแม่ที่ยืนทะเลาะกันอยู่ต่างหยุดชะงักแล้วหันมามองฉันเป็นตาเดียว

“แกน่ะหุบปากไป! ไม่รู้หรือไงว่าพ่อแกจะย้ายไปอยู่กับอีเมียน้อยแล้ว!!” ร่างบางของแม่สั่นเทิ้มด้วยอารมณ์แห่งโทสะ มือของท่านกำหมัดเข้าหากันแน่น ราวกับเตรียมพร้อมที่จะประทุษร้ายพ่อของฉันได้ทุกเมื่อ

“รู้ แล้วยังไงล่ะ ถ้าพ่ออยากไปมากนักแม่ก็ปล่อยพ่อไปสิ” มันอาจจะดูเป็นคำพูดง่ายๆ แต่ในความคิดของฉัน ฉันกลับคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องแคร์คนที่ไม่เห็นค่าในตัวเราแล้ว จะอาลัยอาวรณ์ไปทำไม ถ้าคนมันอยากไปต่อให้รั้งแทบตายยังไงผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนเดิมอยู่ดีนั่นแหละ

“แกไม่เป็นฉันก็พูดได้หนิ ถ้าหนวกหูมากนักก็ไสหัวไปอยู่ที่อื่นไป!!”

“ก็ไม่ได้อยากจะอยู่นักหรอก” ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ จะเรียกว่าชินชากับเหตุการณ์แบบนี้แล้วก็พูดได้

แต่ก่อนแม่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอก เพราะพ่อฉันเองนี่แหละที่ทำให้แม่มีนิสัยที่เปลี่ยนไป ต้นเหตุของปัญหาร้าวฉานในครอบครัวก็ไม่พ้นเกิดจากมือที่สาม เมื่อไม่นานมานี้แม่ฉันเพิ่งจับได้ว่าพ่อมีเมียน้อยที่แอบซุกเอาไว้ตั้งเกือบปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็เท่ากับว่าแม่ของฉันถูกพ่อสวมเขามาตลอด

ไม่แปลกที่แม่จะมีนิสัยรุนแรงแบบนี้

แต่บางทีก็เกินไป ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมแม่ต้องลดตัวไปตบตีกับพวกผิดศีลธรรมแบบนั้นด้วย

แล้วรู้อะไรไหม? คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดมันก็คือลูกอย่างฉันนี่ไง

ปัง!

ฉันปิดประตูห้องเมื่อเห็นว่าอยู่ไปก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา หลังจากกลับเข้ามาในห้องแล้ว หูก็ได้ยินเสียงพ่อกับแม่เปิดศึกมวยไทยกันอีกรอบ

ฉันตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ แล้วจัดการกวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ในการอ่านเตรียมสอบลงกระเป๋าเป้ทั้งหมด

เมื่อสำรวจแล้วว่าตัวเองไม่ได้ลืมอะไร ฉันถึงได้เดินออกมาจากห้องอีกครั้ง และเดินผ่านพ่อกับแม่ที่กำลังทะเลาะกันไปอย่างไม่สนใจ

อยากห้ามก็อยากอยู่ แต่เคยห้ามแล้วถูกหาว่าสะเหล่อไง ฉันก็เลยปล่อยเบลอ

เมื่อเดินออกมาหน้าบ้านฉันก็เดินตรงไปที่โรงจอดรถ เพื่อขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจของตัวเองออกไปหาที่สงบๆ อ่านหนังสือ

ความจริงแล้วฉันก็ไม่ใช่คนเคร่งเครียดกับการเรียนอะไรขนาดนั้น แต่เป็นเพราะอยากสอบติดมหา’ลัยดีๆ ฉันก็เลยต้องพยายามมากกว่าปกติ และพอจะตั้งใจขึ้นมาจริงๆ ก็เจออุปสรรคแบบนั้นไง

ฉันใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงจุดหมาย ตรงหน้าเป็นตึกอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของแฟนฉันเอง เขาชื่อ ‘ธาม’ เป็นเพื่อนต่างห้องของฉัน ธามตามจีบฉันมาหลายเดือนแล้ว แต่ฉันเพิ่งจะเปิดใจคบหากับเขาเมื่อสองสามเดือนที่แล้ว

ธามก็เป็นคนดีในระดับหนึ่งนะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะช่วงโปรโมชั่นหรือเปล่า แรกๆ อะไรก็ดี ด้วยเหตุนี้เวลาคบใครจึงต้องดูไปนานๆ ฉันเองก็ไม่เคยมีแฟนซะด้วยสิ เรียกได้ว่าธามคือแฟนของฉันคนแรกก็ได้ และในบรรดาผู้ชายที่ตามจีบฉัน ธามคือบุคคลที่มีความอดทนมากที่สุดในการจีบฉันให้ติด เพราะคนอื่นแค่สัปดาห์เดียวก็หายหัวกันไปหมดแล้ว

ถ้าถามว่าฉันรักเขามากหรือเปล่าก็คงจะต้องตอบว่าไม่มากเท่าไหร่ แค่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกดีและสบายใจ…

หลังจากจอดรถเรียบร้อยฉันก็เดินเข้าไปในตึกเพื่อขึ้นบันไดไปยังชั้นห้องของเขา ระบบความปลอดภัยของที่นี่นอกจากกล้องวงจรปิดแล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่าง แม้กระทั่งคีย์การ์ดเปิดเข้าตึกก็ตาม

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

มือบางยกขึ้นเคาะบานประตูตรงหน้าเมื่อเดินมาถึงห้องของธามแล้ว

“อ้าว ลลิสเองเหรอเข้ามาก่อนสิ” ยืนรอไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาของธามที่ชะโงกออกมาดู สีหน้าของเขาเหมือนจะแปลกใจนิดๆ ที่เห็นว่าเป็นฉัน แต่ถึงกระนั้นร่างสูงก็เบี่ยงตัวหลบเพื่อให้ฉันเดินเข้าไปภายในห้อง

“ลิสขออ่านหนังสือที่นี่ได้หรือเปล่า พอดีที่บ้านมีปัญหากันอีกแล้ว” ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา พร้อมกับพูดออกไปตรงๆ

ซึ่งธามเองก็รู้ดีว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร เพราะฉันเคยระบายให้เขาฟังบ่อยแล้วเช่นกัน

“ได้สิ แล้วนี่กินอะไรมาหรือยังเดี๋ยวธามจะทำให้” ร่างสูงเอ่ยถาม ขณะที่ฉันกำลังขยับเท้าก้าวเดินไปนั่งตรงโซฟากลางห้อง

“ขอน้ำเปล่าก็พอ แค่นี้ลิสก็รบกวนธามมากแล้ว”

“โอเค” เขาตอบรับ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องครัวและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแก้วน้ำในมือ

“ขอบคุณ” ฉันเอื้อมมือไปรับมาถือไว้ แล้ววางลงบนโต๊ะกระจกด้านหน้า ก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบหนังสือและปากกาออกมาวางไว้ข้างกัน

จากนั้นก็ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งที่พื้นพรมเพื่อจะได้สะดวกในการนั่งจดเลกเชอร์และอ่านหนังสือ

“ลลิสนี่ขยันจังเลยนะ ธามยังไม่เริ่มอ่านเลย” ร่างสูงพูดพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาด้านหลังที่ฉันกำลังพิงอยู่

“ธามก็ไปหยิบหนังสือมาสิ จะได้อ่านด้วยกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนเดี๋ยวลิสช่วยติว” ถึงฉันจะไม่ได้เรียนเก่งมากมายอะไร แต่ฉันก็อ่านและทำความเข้าใจกับเนื้อหามาพอสมควรแล้ว อาจจะช่วยติวเขาได้บ้าง

สวบ...

“ไม่ล่ะ ธามเบื่อ มัวแต่อ่านหนังสือแบบนี้ลลิสไม่เบื่อบ้างหรือไง”

ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆ วงแขนแกร่งก็เคลื่อนมาสวมกอดฉันจากทางด้านหลัง หนำซ้ำเขายังวางปลายคางลงบนไหล่บางของฉันอีกด้วย

ซึ่งบอกได้คำเดียวเลยว่า...ฉันไม่ชิน แม้ว่าเราจะเป็นแฟนกันก็ตามเถอะ

“ธาม ปล่อยแขนออกก่อน ลิสไม่ชอบ” น้ำเสียงที่ฉันใช้ค่อนข้างนิ่งและราบเรียบ

อะไรที่ฉันไม่ชอบก็คือไม่ชอบ และจะไม่มีการพูดอ้อมค้อมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่บอกเขาซะตั้งแต่ตอนนี้เดี๋ยวธามก็จะยิ่งเอาใหญ่

มันไม่ผิดเลยนะที่ฉันจะปฏิเสธแฟนตัวเองน่ะ

“เราก็คบกันมาหลายเดือนแล้วนะ ธามขอกอดหน่อยไม่ได้เหรอ” ร่างสูงที่ซ้อนอยู่ทางด้านหลังพูดเสียงอ้อน พร้อมกับคลอเคลียปลายจมูกโด่งสันอยู่แถวๆ ใบหูของฉัน

“ไม่ได้” ฉันให้คำตอบเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง ก็หวังว่าเขาจะยอมถอย เพราะไม่อย่างนั้นฉันจะไม่อยู่ที่นี่ต่อแล้ว

“ถ้าไม่ให้กอด...งั้นจูบก็ได้”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะธาม! ลิสไม่เล่น” ฉันรีบเบี่ยงตัวหลบ เมื่อเห็นว่าเขาทำท่าจะจู่โจมเข้าหา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนพานทำให้ธามแทบหน้าคะมำทิ่มพื้นพรม

“ทำไมล่ะลลิส นี่มันเรื่องปกติที่แฟนเขาทำกันนะ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน พลางถามฉันด้วยสีหน้าที่ไม่เข้าใจ

พอร่างสูงยืดตัวยืนขึ้นมาเผชิญหน้า ฉันก็ขยับเท้าถอยหลังโดยอัตโนมัติเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างเราสองคน

“ลิสรู้ แต่ตอนนี้ลิสยังไม่พร้อม” น้ำเสียงของฉันเริ่มกลับมาอยู่ในโทนปกติอีกครั้ง

คือฉันเข้าใจทุกอย่างเลย ว่ามันคือเรื่องปกติที่คนเป็นแฟนกันเขาทำ แต่ตอนนี้ฉันไม่พร้อมจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจฉันบ้าง อย่างน้อยการจะทำอะไรมันก็ต้องเกิดจากความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เหรอ เพราะถ้ายังดื้อดึงที่จะเอามันก็ไม่ต่างอะไรกับการบังคับ

“แล้วเมื่อไหร่จะพร้อม”

แม่ง...ถามแบบนี้แล้วใครจะไปตอบได้วะ

“ไม่รู้”

“ไม่รู้! ไม่รู้! ลิสก็เอาแต่พูดแบบนี้ตลอด!!” ร่างสูงตรงหน้าเริ่มขึ้นเสียงใส่ และฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องโมโหอะไรขนาดนั้น

“ดูเหมือนธามจะไม่เข้าใจอะไรเลย ลิสว่าลิสกลับก่อนดีกว่า ขืนอยู่ต่อเราก็คงจะทะเลาะกันเปล่าๆ” ฉันอุตส่าห์หนีศึกมวยไทยระหว่างพ่อกับแม่เพื่อมาเจอสังเวียนของตัวเองกับแฟนเหรอวะ

“จะไปก็ไป” จบประโยคนั้นร่างสูงก็เดินหนีเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ปล่อยให้ฉันยืนเคว้งอยู่กลางห้องคนเดียว

ฉันผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเบื่อหน่ายกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ก่อนที่จะเดินกลับไปเก็บของที่เพิ่งจะหยิบออกมาเมื่อสักครู่นี้ลงกระเป๋าตามเดิม

เมื่อเรียบร้อยแล้วฉันก็เดินออกจากห้องของเขาโดยไม่ลืมที่จะกดล็อกลูกบิดไว้ให้

รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเตรียมสอบของฉันมันช่างมีอุปสรรคมากเลยจริงๆ...

หลังจากที่ออกมาจากอพาร์ทเม้นท์ของธามแล้ว ฉันก็ขับรถมาจอดที่สวนสาธารณะแถวนั้นเพื่อหาที่สงบนั่งเงียบๆ คนเดียว

ดวงตากลมโตมองทอดไปยังบึงน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้า พลางถอนหายใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

“ชีวิตเธอนี่มีอะไรดีบ้างวะลลิส” ถึงจะตั้งคำถามกับตัวเองแบบนั้นทว่าฉันก็หาคำตอบไม่ได้อยู่ดี

มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้ เพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาใครบางคนที่ฉันพอจะปรึกษาปัญหาชีวิตได้

ซึ่งคนนั้นก็คือ ‘เทล’ เพื่อนสนิทของฉันเอง

ทว่าควานมือหาภายในกระเป๋าจนทั่วแล้วฉันก็หามันไม่เจอสักที

“หรือจะทำหล่นไว้ที่ห้องธาม” เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว ฉันก็ตวัดขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์และสตาร์ทรถทันทีอย่างไม่รอช้า

ใช้เวลาเดินทางไม่นานฉันก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของเขาอีกครั้ง

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

มือบางยกขึ้นเคาะประตู ทว่าครั้งนี้ธามกลับปล่อยให้ฉันยืนรอนานกว่าปกติ

ก๊อก...ก๊อก...ผวัะ!

“ใครวะ!...ละ...ลิส” ธามกระชากประตูเปิดด้วยความรุนแรง สีหน้าของเขาที่แสดงในตอนนี้ราวกับตกใจสุดขีดที่เห็นหน้าฉัน

“ลิสลืม...”

“ใครมาเหรอธาม” เสียงผู้หญิงที่ดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของเธอพานทำให้ฉันตวัดสายตาไปมองทันควัน ก่อนจะยืนตัวแข็งทื่อกับสิ่งที่เห็น

การที่เรามาหาแฟน และเห็นว่ามีผู้หญิงอยู่กับแฟนสองต่อสองภายในห้อง หนำซ้ำยังอยู่ในสภาพนุ่งผ้าขนหนูกระโจมอกหมิ่นเหม่แบบนี้ ถามจริงเถอะว่ามีอะไรต้องให้คิดมากมายนอกจากว่าพวกเขากำลังจะมีอะไรกัน หรือบางที…ก็มีไปแล้ว

“เดี๋ยวลลิส คือว่า...” ร่างสูงที่เปลือยท่อนบนและพันผ้าขนหนูไว้รอบเอวสอบเดินย่างก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมทำท่าจะอธิบายทุกอย่างให้ฉันฟัง

แต่หารู้ไม่ว่ารอยเล็บข่วนบนแผงอกของเขามันตอบฉันได้อย่างดีเลยล่ะ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างพวกเขาสองคน...

“ไม่ต้องพูดอะไรหรอก แค่จะมาเอาของที่ลืมไว้” ฉันเอ่ยพูดเสียงนิ่ง แม้ว่าจิตใจตอนนี้กำลังรู้สึกเจ็บแปล๊บอยู่ก็ตาม

ฉันคงผิดเองที่ให้ในสิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ แต่ทำไมเขาต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ที่นั่งบนโซฟานั้นยังไม่ทันเย็นด้วยซ้ำ แต่กลับมีคนมานั่งทับรอยซะได้

ฉันเดินตรงเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่ตกอยู่ด้านล่างโต๊ะกระจก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตากับผู้หญิงคนนั้นที่กำลังมองมาที่ฉันอยู่เช่นเดียวกัน

“อยากได้เหรอ? เอาไปสิฉันยกให้ ดูท่าจะไม่มีปัญญาหาเอง” สิ้นประโยคนั้นฉันก็หมุนตัวกลับแล้วเดินกระแทกไหล่ธามออกมาจากห้องทันทีโดยมีเสียงตะโกนเรียกของเขาดังไล่หลังตามมา

ทัศนียภาพตรงหน้าของฉันเริ่มมัว เนื่องจากหยดน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอ และมันก็ทำท่าจะไหลหยดลงกระทบแก้มฉันทุกเมื่อ

รู้ซึ้งแล้ว...ว่าความรู้สึกของการถูกหักหลังมันเป็นอย่างนี้เองสินะ พ่อก็มีเมียน้อย ส่วนแฟนก็มีกิ๊ก ชีวิตฉันนี่อะไรจะเหี้ยขนาดนั้น

และในเมื่อผู้ชายยังมีเล็กมีน้อยได้ แล้วทำไมผู้หญิงจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ...

ตอน 2

วันเวลานั้นมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวฉันก็ก้าวเข้าสู่รั้วมหา’ลัยแบบเต็มตัวแล้วเรียบร้อย ไม่เสียแรงที่พยายามอย่างเต็มที่ในการอ่านหนังสือสอบ พอผลประกาศออกมาก็เป็นที่น่าภูมิใจเมื่อรู้ว่าตัวเองสอบติดมหา’ลัยและคณะที่ต้องการ

ซึ่งคณะที่ฉันเลือกเรียนนั้นก็คือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรมภายใน หรือก็คือการออกแบบภายในอาคาร สำหรับมหา’ลัยฉันนั้นกว่าจะเรียนจบก็ต้องใช้เวลาถึงห้าปีกันเลยทีเดียว

ถ้าถามว่าตอนนี้ชีวิตของฉันมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็คงจะต้องบอกว่าพ่อกับแม่ฉันหย่ากันแล้วเรียบร้อย และแม่ก็หาพ่อใหม่ให้ฉันได้อย่างรวดเร็วทันใจซะจริงๆ หากถามความสมัครใจจากฉันก็บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าฉันไม่ต้องการพ่อใหม่เลยสักนิดเดียว

ฉันเองก็ไม่รู้ว่าแม่คิดอะไรอยู่ถึงตกลงคบหากับผู้ชายคนนั้นทั้งๆ ที่เพิ่งจะรู้จักกันได้แค่ไม่กี่เดือน ฉันเคยเตือนแม่แล้วด้วยแต่ท่านก็ไม่ฟัง พูดตอกหน้าฉันกลับมาอยู่นั่นแหละว่าผู้ชายคนใหม่ของตัวเองดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ หนำซ้ำยังไม่วายเอาไปเปรียบเทียบกับพ่อฉันอีกด้วย

แม่ทำตัวเหมือนคนที่บ้านไม่มีโทรทัศน์ ถึงไม่รู้ว่าสมัยนี้คนเราแสดงละครเก่งจะตายไป เพียงแค่ทำดีด้วยนิดๆ หน่อยๆ ก็เชื่อไปซะหมด จนออกข่าวกันปาวๆ เรื่องที่ผู้หญิงถูกผู้ชายหลอก หนักสุดก็ถูกลวงไปฆ่าและปล้นทรัพย์

อย่าหาว่าฉันมองโลกในแง่ร้ายเลย แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ บางกรณีผู้ชายก็ถูกผู้หญิงหลอกอะไรแบบนี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเมื่อแม่ตัดสินใจแล้วฉันก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ปล่อยให้แม่ทำอย่างที่ท่านสบายใจ

และที่สำคัญเลยก็คือ...วันนี้เราต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นกันแล้ว เพราะบ้านหลังนี้พ่อเป็นคนซื้อ เมื่อเมียใหม่ของพ่อจะย้ายเข้ามาอยู่ดังนั้นฉันกับแม่ก็เลยถูกเฉดหัวออกจากบ้าน ซึ่งที่ๆ เราจะย้ายไปอยู่ก็คือบ้านผู้ชายคนใหม่ของแม่

ทุกอย่างล้วนเป็นอะไรที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ก็บอกแล้วว่าชีวิตฉันบัดซบ

“หนูไม่ไปได้มั้ยแม่” หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน ฉันก็ปริปากพูดขึ้นมาในระหว่างที่กำลังช่วยแม่เก็บของ

“แกอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเมียใหม่พ่อแกก็มาไล่ตะเพิดให้” แม่หยุดชะงักมือที่กำลังเก็บของ แล้วหันมาพูดกับฉัน

อันที่จริงก็รู้สึกน้อยใจอยู่เหมือนกัน ที่พ่อไม่คิดจะแยแสฉันเลย ดีอยู่อย่างเดียวก็คือท่านบอกกับแม่ไว้ว่าหลังแยกทางกันไปท่านจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูฉันให้แม่ทุกเดือน ซึ่งฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นจำนวนเงินกี่บาท

“ก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ แต่จะไปอยู่บ้านเพื่อน” ถึงแม่จะเชื่อใจผู้ชายคนใหม่ของตัวเองมาก ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น

จะให้ฉันไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคนที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอกันได้ยังไง เกิดวันดีคืนดีผู้ชายคนนั้นมาทำไม่ดีกับฉันใครจะช่วยฉันได้

ดูยังไงก็อันตรายกว่าการแยกตัวไปอยู่คนเดียว

“ไม่ได้ แกต้องไปกับฉัน เพราะถ้าแกไปอยู่ที่อื่นฉันก็ไม่ได้เงินน่ะสิ”

อ๋อ...ที่แท้ก็ห่วงเงิน

“ก็ได้ แต่ถ้าผู้ชายคนใหม่ของแม่คิดทำอะไรไม่ดีกับหนู ขอบอกไว้เลยนะว่าจะไม่ไว้หน้าใคร” ฉันพูดดักเอาไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ไม่มีทางหรอก เขาดีกว่าพ่อแกเยอะ” และแม่ก็พูดสวนกลับมาทันควัน

สุดท้ายก็วนมาที่พ่อของฉันจนได้สินะ

หลังจากบทสนทนานั้นสิ้นสุดลง ฉันกับแม่ก็ช่วยกันเก็บของและขนทุกอย่างที่เก็บมาขึ้นรถเก๋งของแม่

สิ่งของที่เอาไปนั้นหลักๆ ก็คือเสื้อผ้าและของส่วนตัว พวกเฟอร์นิเจอร์อะไรเหล่านั้นฉันกับแม่ไม่ได้เอาไปด้วยเพราะมันเป็นของพ่อ

ขนาดวันนี้เราขนของย้ายออกจากบ้านพ่อยังไม่มาดูดำดูดีเลยด้วยซ้ำ มัวแต่ไปช่วยเมียใหม่เก็บของอยู่ที่บ้านเธอนั่นแหละ

“บ้านเขาอยู่ไกลจากมอหนูมากมั้ยแม่ ปีหนึ่งมีกิจกรรมเยอะนะ หนูกลัวตัวเองลำบาก” ฉันเอ่ยถามขึ้นมาในระหว่างที่แม่กำลังขับเคลื่อนรถยนต์ออกไป นี่คงจะเป็นสมบัติชิ้นเดียวล่ะมั้งที่แม่ยังมีเหลืออยู่

ทำงานได้เงินมาก็เอาไปใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือย แล้วแบบนี้มันจะมีอะไรเหมือนอย่างใครเขาได้ยังไง

“ไม่ไกลหรอก ถ้าวันไหนเลิกดึกเดี๋ยวฉันมารับแกเองไม่ต้องห่วง” แม่ตอบโดยที่สายตาก็ยังคงมองทอดไปยังถนนเบื้องหน้า

ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย นึกว่าแม่จะไม่ดูดำดูดีฉันไปอีกคน ถือว่าก็ยังดีละนะที่แม่พาฉันไปอยู่ด้วยโดยไม่ทิ้งขว้าง

“ถ้าให้หนูอยู่หอแม่ก็ไม่ต้องลำบากแล้ว หอในราคาถูกๆ ก็มี” ฉันลองเสนอทางเลือกขึ้นมา เผื่อว่าแม่จะนำไปเปลี่ยนใจตัวเอง

“นี่ลลิส ฉันบอกไปแล้วไงว่าแกต้องอยู่กับฉัน”

แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล พอเห็นว่าเป็นดังนั้นฉันจึงไม่อยากพูดอะไรอีก ได้แต่ปิดปากเงียบไปตลอดทางจนกระทั่งถึงที่หมาย

แม่ถอยรถเข้าไปจอดในบ้านโดยมีผู้ชายวัยกลางคนยืนต้อนรับเราอยู่ ฉันกับแม่เปิดประตูก้าวลงจากรถ และขนสัมภาระต่างๆ มาวางไว้ที่พื้น

“คุณเอื้อคะ นี่ลูกสาวฉันชื่อลลิส...ส่วนนี่คุณเอื้อ แฟนแม่เอง” สรรพนามของแม่ที่ใช้เรียกแทนตัวเองนั้นแปรเปลี่ยนไปเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น

“สวัสดีค่ะคุณเอื้อ” ฉันจำใจต้องยกมือไหว้ผู้ชายตรงหน้า เพราะสายตาที่แม่มองมานั้นกำลังกดดันฉันอยู่กลายๆ

“เรียกพ่อก็ได้นะจ๊ะหนูลลิส ยังไงเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”

ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงและแววตาของเขาที่มองมานั้นมันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกหวาดระแวงยังไงก็ไม่รู้

หรือบางทีฉันจะคิดมากไป?

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูขอเรียกลุงเอื้อน่าจะเหมาะกว่า” เท่าที่จำได้ฉันมีพ่อแค่คนเดียวเท่านั้น ก็อย่าหวังว่าคนอื่นจะได้เป็นแทน นี่ถือว่าเปิดใจมากแล้วนะ ที่ยังอุตส่าห์ยอมเรียกเขาว่าลุงน่ะ ทั้งที่จริงก็ไม่ได้อยากจะนับญาติมากนักหรอก

“ถ้างั้นเราเข้าบ้านกันเถอะนะ มาเดี๋ยวลุงช่วยถือ”

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้เองหนูถือได้ ลุงเอื้อไปช่วยแม่ดีกว่า” ฉันเบี่ยงตัวหลบเมื่อเขาทำท่าจะพุ่งเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

เท้าเล็กทั้งสองขยับเดินก้าวเข้าไปในบ้านเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยง

“ห้องที่ลลิสต้องอยู่เป็นห้องของลูกชายลุงมาก่อนนะ แต่ตอนนี้เขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว หนูโอเคใช่มั้ย” เขาหันมาถามฉันหลังจากที่ขนของเข้ามาวางในบ้านหมดแล้ว

ตอน 3

“โอเคค่ะ” ฉันไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ขอแค่ให้มีที่ซุกหัวนอนก็พอ

คนเราเมื่อตกอยู่ในที่นั่งลำบาก จะเรื่องมากเพื่อให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะจริงไหม?

“ปะ งั้นพากันเดินตามขึ้นมาเลย เดี๋ยวจะพาไปดูห้อง” ร่างสูงของชายวัยกลางคนเดินนำหน้าขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ดูแก่อะไรมาก รูปร่างก็ยังสมส่วนเหมือนคนที่หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หนำซ้ำใบหน้าของเขายังมีเคล้าความหล่อหลงเหลืออยู่

แต่...อย่าคิดเชียวนะว่าฉันพิศวาสพ่อเลี้ยงตัวเองน่ะ เพราะฉันไม่มีรสนิยมชอบใช้ผู้ชายร่วมกันกับแม่

“บ้านคุณเอื้อดูสะอาดสะอ้านและน่าอยู่มากเลยนะคะ” สายตาของแม่กวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจ ก่อนที่สายตานั้นจะไปหยุดอยู่ที่คู่สนทนา สีหน้าของแม่ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและหลงใหลผู้ชายใหม่ของตัวเองเป็นอย่างมาก

“ยิ่งญาดากับลูกสาวมาอยู่ด้วย ผมว่าบ้านหลังนี้ยิ่งดูน่าอยู่มากขึ้นนะครับ” เขาพูดพลางยิ้มกริ่ม

‘ญาดา’ คือชื่อแม่ของฉันเอง ตอนนี้พอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมแม่ถึงลงเอยกับผู้ชายคนนี้ได้อย่างรวดเร็วทันใจ ที่แท้คารมของเขามันดีอย่างนี้นี่เอง แม้ท่าทางจะดูสุภาพแต่ถ้าหากคอยสังเกตแววตาเขาดีๆ ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ซึ่งตรงจุดนี้แม่คงไม่สังเกตหรอกเชื่อสิ

“ปากหวานจังเลยนะคะ” แม่ของฉันยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ พร้อมด้วยท่าทางที่เขินอาย

“ไหนห้องหนูเหรอคะ” ฉันเอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มนอกเรื่องไปไกล

“อ้อ ห้องนี้ๆ” ลุงเอื้อรีบเดินนำไปยังห้องๆ หนึ่งที่อยู่ริมสุดอย่างเป็นส่วนตัว บานประตูห้องถูกผลักเข้าไป และนั่นก็ทำให้ฉันเห็นว่าภายในห้องนั้นมีสภาพเป็นยังไงบ้าง

คือมันก็ปกติดี ไม่มีอะไรแปลกประหลาด เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างมีอยู่ครบครัน ทว่าก็ดูโล่งเหมือนกับข้าวของบางส่วนถูกย้ายออกไปพร้อมกับเจ้าของห้องคนเก่า ยังดีหน่อยที่มันดูสะอาด แถมเตียงนอนยังถูกจัดเอาไว้อย่างพร้อมใช้งาน ราวกับว่าเขาเพิ่งจะจ้างคนมาทำความสะอาดเมื่อไม่นานมานี้

“ลุงเพิ่งจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดและจัดห้องให้เมื่อวานนี้เอง หนูชอบหรือเปล่าลลิส อยู่ได้ใช่มั้ย ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกลุงได้นะ” คนที่ยืนอยู่กลางห้องหันมาถามฉัน ราวกับล่วงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว

“อยู่ได้ค่ะ แค่นี้ก็โอเคแล้วค่ะ” ฉันเลือกที่จะตอบแค่สองคำถามสุดท้ายเท่านั้น เพราะคงพูดว่าชอบได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากว่าบ้านและห้องนี้ไม่ใช่ของๆ ฉันสักหน่อย

“ลูกจัดของเลยนะ แม่กับลุงเอื้อขอตัวก่อน” จบประโยคนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ให้

เท้าของฉันขยับเดินสำรวจรอบๆ ห้อง มือบางก็จับนั่นจับนี่ขึ้นมาดู

กึก...

ฉันเอื้อมมือไปดึงลิ้นชักตรงโต๊ะข้างเตียงให้มันเลื่อนออกมา ทว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นกลับทำให้ฉันขมวดคิ้วมุ่น

“ถุงยาง...” ฉันจะไม่ตระหนกเลยถ้าหากมันไม่เยอะขนาดนี้ คือ...ต้องรู้สึกดีใจเหรอที่เห็นว่ามีกล่องถุงยางมากมายหลายกลิ่นกองรวมกันอยู่ในนั้นน่ะ และบางกล่องก็ยังไม่ถูกเปิดใช้เลยด้วย นี่ถ้าไม่บอกว่าคือห้องนอนฉันคงคิดว่าเป็นซ่อง

ปึก!

“ลูกลุงนี่ท่าทางจะหมกมุ่นน่าดู” ฉันกระแทกลิ้นชักให้ปิดลงตามเดิม และล้มเลิกความคิดที่จะสำรวจห้อง เพราะกลัวว่าตัวเองจะเจออะไรมากไปกว่านี้

ฉันเดินไปลากกระเป๋าของตัวเองมาตั้งไว้ตรงกลางห้อง ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เรียบร้อย ฉันเดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียง โดยไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่น

ติ้ง!

ทันทีที่เปิดเข้าเฟซบุ๊กก็มีเมสเซสเด้งขึ้นมาทันที

เพื่อนเทล: เป็นยังไงบ้างบ้านใหม่

ลาลาลิส: มาวันแรกก็เจอถุงยางเลย

เพื่อนเทล: !!!! เกิดอะไรขึ้น!!

หลังจากที่ฉันพิมพ์ตอบกลับไปอย่างนั้นเทลก็ส่งเครื่องหมายตกใจมาให้ฉันรัวๆ

ลาลาลิส: แฟนใหม่แม่ให้ฉันมาอยู่ที่ห้องลูกชายเขา สงสัยจะลืมขนกล่องถุงยางตัวเองออกไปด้วย ฉันก็เลยเปิดเจอในลิ้นชักตู้ข้างเตียงน่ะ

เพื่อนเทล: อ๋อ ถ้างั้นเก็บไว้ เผื่อเธอจะได้ใช้

ลาลาลิส: จะบ้าหรือไง

ฉันพิมพ์ว่าเทลกลับไปอย่างไม่จริงจังนัก ซึ่งเทลก็ส่งสติ๊กเกอร์ตุ๊กตาหมีแลบลิ้นปลิ้นตามาให้

เพื่อนเทล: แค่นี้ก่อนนะ ฉันจะออกไปข้างนอกแล้ว

ลาลาลิส: โอเค ไว้คุยกันใหม่

หลังจากที่เทลส่งสติ๊กเกอร์บ๊ายบายตอบกลับมาฉันก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างกายด้วยสีหน้าหงอยๆ เพราะฉันกับเทลแยกย้ายกันไปเรียนคนละมหา’ลัย ก็เลยรู้สึกใจหายนิดๆ ที่ต้องแยกย้ายกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเอง แต่ก็อย่างว่า ทางเดินชีวิตใครก็ชีวิตมัน เราคงเดินไปด้วยกันไม่ได้ตลอด ถึงจะเรียนคนละที่แต่ยังไงก็นัดเจอกันได้อยู่ดี

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

“ลลิส จัดของเสร็จหรือยัง ลงมากินข้าวได้แล้ว” เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเรียกของแม่ฉัน

“เสร็จแล้ว เดี๋ยวหนูตามลงไป” ฉันตะโกนตอบกลับไป ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งและก้าวลงจากเตียง

เมื่อเดินลงบันไดมายังชั้นล่างฉันก็เห็นว่าแม่และลุงเอื้อนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขายังคงส่งยิ้มมาให้จนกระทั่งฉันเดินไปนั่งลงข้างๆ ขนาบข้างเขาเหมือนแม่

คือถ้าเลือกได้ฉันคงไม่นั่งที่ตรงนี้หรอก แต่เป็นเพราะจานข้าวของฉันถูกจัดเตรียมเอาไว้ตรงนี้แล้ว

“ลลิสเรียนมหา’ลัยแล้วใช่มั้ย” ระหว่างที่กำลังนั่งทานข้าวกันอยู่นั้นเขาก็โพล่งถามขึ้นมา

“ค่ะ หนูเรียนอยู่ปีหนึ่ง” และฉันเองก็ตอบกลับตามมารยาท

“แล้วเรียนอยู่มหา’ลัยไหนล่ะ”

“มหา’ลัย...” ฉันตอบเขากลับไป และหลังจากที่พูดชื่อมหา’ลัยออกไปนั้นเขาก็เบิกตากว้างทันที

“ลูกชายลุงก็เรียนอยู่ที่นั่นนะ ปีสามแล้ว บังเอิญจริงๆ”

ไอ้ถุงยางน่ะเหรอ?...ใช่ บังเอิญมาก แต่ฉันก็ไม่ได้อยากจะรู้จักสักหน่อย

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167ULH” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167ULH
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

นางบำเรออุ้มรัก
นางบำเรออุ้มรัก
นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดช้ำ เมื่อ ณัฐรวี ต้องตกเป็นนางบำเรอรับรองความแค้นของ เมฆา ท่านประธานสายโหดที่คอยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอเพื่อแก้แค้น ท่ามกลางความเจ็บปวดปางตาย เธอจึงตัดสินใจหนีไปพร้อมลูกในท้องเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ อ่านนิยายดราม่าเข้มข้นที่ห้ามพลาด
8.9
48 ตอน
รักไม่มีลิมิต Love Unlimitz "Untill you"
รักไม่มีลิมิต Love Unlimitz "Untill you"
เมื่อ นาธาน มหาเศรษฐีหนุ่มสุดฮอตระดับสามีแห่งชาติ ต้องมาตกหลุมรัก ธารใส หญิงสาวชาวไทยธรรมดาๆ ที่คอยแต่จะผลักไสเขาออกไป นิยายรักแนวประธานบริษัทสายเปย์เรื่องนี้จะพาทุกคนไปพบกับตื๊อรักสุดฟินที่เต็มไปด้วยอุปสรรคหัวใจ อ่านนิยายรักโรแมนติกที่ชวนลุ้นจนหยุดไม่ได้
8.3
38 ตอน
เจ้านายเพลย์บอยยอดรัก (เจ้านายขามา xxx กันชุดที่ 2)
เจ้านายเพลย์บอยยอดรัก (เจ้านายขามา xxx กันชุดที่ 2)
เมื่อ ปานฟ้า สาวสวยที่จำใจโกงคาสิโนเพื่อล้างหนี้ ถูกจับได้โดย ริชาร์ด คาลเวิร์ต มหาเศรษฐีเจ้าของเรือสำราญสุดหรู เพื่อรอดพ้นจากคุก เธอจึงต้องยอมทำงานชดใช้กรรมบนเรือกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่ามกลางความใกล้ชิดที่แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันเร่าร้อน อ่านนิยายรักแนวท่านประธานสุดฟินได้แล้ววันนี้
8.9
92 ตอน
สาวเพอร์เฟ็กต์ของประธาน
สาวเพอร์เฟ็กต์ของประธาน
เมื่อความเจ็บปวดบีบให้เธอต้องหนีจากถ้อยคำทำร้ายจิตใจ แต่ความรีบร้อนกลับทำให้เธอชนเข้ากับท่านประธานหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลอย่างจัง อุบัติเหตุครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ นิยายรัก แนว นิยายประธานบริษัท ที่เต็มไปด้วยความกดดันและแรงดึงดูดอันเร่าร้อนที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
8.3
207 ตอน
จองจำรักร้าย
จองจำรักร้าย
เมื่อ จินเยว่ ผู้กองสาวแกร่งต้องเผชิญความตายในภารกิจปราบปรามยาเสพติด แต่โชคชะตากลับพลิกผันนำพาเธอดำดิ่งสู่มิติใหม่ด้วยเสียงเรียกปริศนา นิยายดาร์กโรแมนซ์แฟนตาซีที่จะพาคุณไปพบกับรักอันตรายและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย มาลุ้นชะตากรรมของเธอว่าจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร
9.5
64 ตอน
คุณหมอร้ายที่รัก ชุด Sweet Temptations
คุณหมอร้ายที่รัก ชุด Sweet Temptations
เมื่อสาวจอมงกผู้เชื่อว่าเงินคือที่สุดในชีวิต ยอมรับจ้างแต่งงานกับคุณหมอหนุ่มรุ่นอาข้างบ้านเพื่อแลกกับค่าจ้างหลักล้าน นิยายรัก เรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับแผนการล่อลวงสุดเร่าร้อน เพราะแท้จริงแล้ววิวาห์จ้างครั้งนี้คือกับดักหัวใจที่เขาตั้งใจขุดไว้เพื่อครอบครองเธอตลอดไป อ่านนิยายฟรี ได้แล้ววันนี้
9.6
80 ตอน