ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

คุณเคยมีความฝันหรือเปล่า?

ฝันว่าอยากมีอนาคตที่สบาย หรือฝันที่อยากจะอยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ

แน่นอนว่าทุกคนล้วนมีความฝันเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งก็เหมือนกับผู้หญิงที่ชื่อ ‘เนโกะ’ คนนี้

เธอฝันที่อยากจะเรียนต่อสูงๆ และมีอนาคตที่ก้าวไกล แต่แล้ว...ความฝันของเธอทั้งหมดก็ต้องพังลงด้วยน้ำมือของผู้ชายคนนั้นที่ชื่อว่า ‘วายุ’

“ถอดเสื้อผ้าออกซะ!”

ร่างสูงตรงหน้าเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงที่ดังลั่น สีหน้าและแววตาของเขาเหมือนเสือร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อได้ทุกเมื่อ

“ฮึก...ไม่ค่ะ ได้โปรดปล่อยฉันไปเถอะนะ พ่อฉันติดหนี้พวกคุณเท่าไหร่เดี๋ยวฉันชดใช้ให้เอง”

เธอก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ หยดน้ำตามากมายไหลพรากอาบแก้มเนียนไม่ขาดสาย แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับไม่คิดจะสงสารหรือเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอเลยสักนิด

“ก็ชดใช้ด้วยร่างกายของเธอไง ไม่เห็นต้องทำเรื่องง่ายๆ ให้เป็นเรื่องยาก”

เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ งั้นเหรอ? นี่น่ะมันคือเรื่องยากที่สุดในชีวิตของเธอแล้วล่ะ เธอจะไม่รู้สึกเสียใจและเจ็บปวดขนาดนี้ ถ้าหากว่าเธอ...ไม่มีคนรักของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมมีอะไรกับคนอื่นทั้งที่ไม่ใช่คนรักของตัวเองจริงไหม?

ทำไมเธอต้องมาชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ และทำไมบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าพ่อต้องส่งเธอมา ‘ขาย’ ให้กับพวกมาเฟียจิตใจโหดร้ายแบบนี้…

ฉันชื่อ ‘เนโกะ’ เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ตอนนี้ฉันเรียนจบปริญญาตรีแล้ว และกำลังคิดว่าจะไปต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ทว่าช่วงนี้พ่อของฉันเหมือนจะมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ฉันก็เลยไม่รู้ว่าอนาคตของตัวเองหลังจากนี้มันจะดำเนินไปในทางไหนกันแน่

ในขณะเดียวกันเพื่อนๆ ในกลุ่มฉันกลับได้เดินตามความฝันของตัวเองได้อย่างไม่ติดขัด

ฉันว่าจะลองสอบทุนเรียนต่อต่างประเทศดู แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจตัวเองเท่าไหร่ว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะฉันก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น

แต่ก็ยังโชคดีล่ะนะที่ฉันสามารถพูดได้สามภาษา ทั้งไทย ญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ แบบนี้มันก็พอที่จะทำให้ฉันก้าวหน้าได้เหมือนกัน

“เธอจะเรียนต่อโทที่ไหนเหรอเนโกะ”

‘ขวัญ’ เพื่อนสนิทของฉันเอ่ยถามขึ้นมา ก่อนหน้านี้พวกเพื่อนๆ ของฉันกำลังคุยเรื่องเรียนต่อกันอย่างออกรสชาติ แต่ฉันกลับต้องนั่งฟังเงียบๆ โดยไม่รู้ว่าควรจะแสดงความคิดเห็นยังไง

“ฉันยังไม่รู้เลย พอดีช่วงนี้พ่อมีปัญหานิดหน่อย”

หลังจากที่แม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนอะไรมันก็ดูย้ำแย่ไปหมด

พ่อของฉันเสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคนไปหลายวัน และต่อจากนั้นนิสัยของพ่อก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีฉันจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่พ่อเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง

จากคนที่พูดจาดี และอ่อนโยน กลับกลายเป็นคนโมโหร้ายยิ่งกว่าอะไร บางทีเราก็ถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรง ซึ่งฉันเองก็งงแทบทุกครั้งว่าตัวเองทำอะไรผิดนักหนา

“เก่งๆ อย่างเธอเดี๋ยวก็มีโอกาสเข้ามาหาเองแหละน่า อย่าพึ่งเครียดไปเลย” ‘ข้าว’ ที่เป็นเพื่อนสนิท และยังเป็นฝาแฝดกับขวัญพูดปลอบใจฉัน พร้อมกับเอื้อมมือมาตบที่ไหล่เบาๆ

“ตั้งแต่แม่ฉันเสียไปฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีอะไรขนาดนั้นนะ โอกาสที่เข้ามามันน่าจะเป็นโอกาสแย่ๆ มากกว่า”

ฉันไม่รู้ว่าคิดยังไงถึงพูดออกไปแบบนั้น ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงออกไปมันแอบแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยและหม่นหมอง

โชคชะตาคงไม่เมตตาฉันอีกต่อไปแล้วล่ะ...

“คุยอะไรกันอยู่ครับสาวๆ”

เสียงทุ้มคุ้นหูดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล แค่ได้เห็นหน้าเจ้าของเสียงบรรยากาศที่เคยหม่นเมื่อสักครู่ก็กลับมามีสีสันสดใสอีกครั้ง

ผู้ชายคนนี้ชื่อ ‘เต้’ เขาเป็นแฟนของฉันเอง เราคบหากันมาเกือบจะห้าปีแล้ว ความรักของเราไม่เคยจืดจาง และเขาก็เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างฉันตลอดมาในยามที่ฉันรู้สึกหมดกำลังใจ

ดูๆ แล้วความสัมพันธ์ของเรามันเหมือนจะดีใช่ไหมล่ะ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะครอบครัวของเขาไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าในอนาคตเรื่องระหว่างเรามันจะเป็นเช่นไร

ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วที่หลายคู่มักจะเลิกลากันเพราะปัญหานี้ แต่ก็ช่างมันเถอะ บางทีเราสองคนคงไม่จบกันด้วยปัญหานี้หรอก อุตส่าห์คบกันมาได้นานขนาดนี้แล้วหนิเนอะ

จริงๆ แล้วเต้เป็นผู้ชายที่ดีมาก ตลอดเวลาที่คบหากันเขาทั้งสุภาพบุรุษและให้เกียรติฉัน ไม่เคยล่วงเกินอะไรฉันเลย ทำได้มากสุดก็แค่จับมือกับหอมแก้ม

ซึ่งฉันก็พอใจที่เขาเป็นแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้ว่าเขาเห็นคุณค่าของความรักมากกว่าร่างกาย

มาคิดๆ ดูแล้วฉันคงหาผู้ชายที่เพอร์เฟ็กต์และเพียบพร้อมเหมือนอย่างเขาไม่ได้อีกแล้วล่ะ

“คุยกันเรื่องทั่วๆ ไปน่ะค่ะ แล้วนี่เต้ไปทำธุระให้แม่เสร็จแล้วเหรอ”

ฉันขยับที่เพื่อให้เต้นั่งลงข้างๆ ใบหน้าหล่อเกลี้ยงเกลาส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ก่อนจะนั่งลง

“เสร็จแล้วครับ”

“ไหนๆ เต้ก็มาแล้วงั้นฉันกับข้าวขอตัวก่อนนะ เหม็นกลิ่นความรัก”

ขวัญพูดแซวยิ้มๆ มือบางเอื้อมไปคว้าข้อมือข้าวฝาแฝดของเธอ แล้วพากันเก็บของชิ่งหนีไปโดยที่ฉันปริปากพูดอะไรแทบไม่ทัน

“เพื่อนหนีไปแล้ว งั้นเราไปหาอะไรทานกันมั้ยเนโกะ”

“ค่ะ” ฉันรีบพยักหน้าตอบรับพร้อมรอยยิ้มหวาน นานๆ ทีเราสองคนถึงจะมีเวลาไปไหนด้วยกัน เพราะเต้ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ เนื่องจากเขาต้องไปคอยคุยเรื่องธุรกิจให้กับครอบครัว

เต้เป็นลูกครึ่งไทย-จีน ธุรกิจทางบ้านของเขาเลยมีทั้งสาขาไทยและจีน ด้วยเหตุนี้เต้เลยมักจะบินไปที่จีนบ่อยๆ เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างให้ฉันมากนัก ซึ่งฉันก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะเข้าใจเขาดีว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จึงไม่แปลกที่เขาจะต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว และไม่แปลกที่พ่อกับแม่ของเขาจะหวงเขามากขนาดนี้

และฉันก็เชื่อว่าอีกไม่นานต้องมีการหาแฟนให้กันแน่ๆ

เต้พาฉันเดินไปขึ้นรถยนต์ของเขาที่จอดอยู่ ก่อนจะเปิดประตูเพื่อให้ฉันเข้าไปนั่ง

วันแรกเขาสุภาพกับฉันแบบไหนวันนี้เขาก็ยังคงสุภาพไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน เต้ก็ยังคงทำตัวเสมอต้นเสมอปลายกับฉัน

แล้วแบบนี้จะให้ฉันปล่อยผู้ชายดีๆ อย่างนี้ไปได้ยังไงล่ะ...

“ธุรกิจที่บ้านเป็นยังไงบ้างคะ ช่วงนี้เราเห็นเต้ไปคุยธุระให้แม่บ่อยมากเลย เหนื่อยหรือเปล่า”

ฉันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ขณะที่เต้ก็กำลังสตาร์ทรถเพื่อขับเคลื่อนออกไปบนท้องถนน

“นิดหน่อยครับ แต่พอได้ยินเนโกะถาม เต้ก็หายเหนื่อยแล้ว”

รอยยิ้มเล็กๆ กระตุกขึ้นที่มุมปากหนา ซึ่งก็ไม่ต่างกับฉันที่กำลังนั่งอมยิ้มเขินอายเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว

“แล้วนี่เต้ต้องบินไปดูสาขาที่จีนบ้างหรือเปล่าคะ”

“อืม...เต้ลืมบอกไปเลย”

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดูผ่อนคลายสบายๆ ในตอนแรกแปรเปลี่ยนมาเคร่งเครียดในฉับพลัน จนฉันต้องหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา

“อะไรคะ?” คิ้วของฉันเลิกขึ้นสูง ท่าทีแบบนี้ของเต้ทำให้ฉันรู้ล่วงหน้าได้เลยว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดี

“เต้ต้องไปดูแลสาขาที่จีนเป็นเวลาหนึ่งปีน่ะ พอดีจะมีคนมาร่วมหุ้นด้วย พ่อกับแม่ก็เลยอยากให้เต้เข้าไปดูแลแบบใกล้ชิด”

“พ่อกับแม่ทำถูกแล้วล่ะค่ะ เต้เข้าไปดูแลเองน่ะดีแล้วธุรกิจจะได้รุ่งเรืองขึ้น และไม่มีอุปสรรค์อะไร”

เต้เป็นคนเก่งและฉลาด หัวของเขามีพรสวรรค์ในด้านบริหารงาน ฉันว่ายังไงถ้าได้เขาเข้าไปดูแลทุกอย่างเองมันก็ย่อมส่งผลดี

“เนโกะเข้าใจเต้ใช่มั้ยครับ เต้ขอโทษนะที่ไม่มีเวลาให้”

ตอน 2

“เข้าใจสิคะ” ฉันระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงปากจะบอกว่าเข้าใจแต่ฉันก็อดที่จะรู้สึกหน่วงไม่ได้

นับวันระยะห่างของเรามันก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ฉันไม่รู้หรอกนะว่านี่เป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ของเต้ต้องการหรือเปล่า ที่พยายามทำให้เราสองคนห่างกัน บางทีมันอาจจะไม่มีอะไร แต่ฉันก็อดที่จะคิดแบบนี้ไม่ได้

“แล้วเนโกะล่ะจะไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศหรือเปล่า” เต้ย้อนถามกลับมา

ฉันผ่อนลมหายใจเล็กน้อยอย่างไม่รู้จะพูดยังไง

“ตอนนี้เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอนาคตตัวเองแล้วล่ะค่ะ”

นี่ฉันไม่ได้ประชดหรอกนะ แต่ฉันพูดความจริงต่างหาก ในอนาคตอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับว่าโชคชะตาจะดลบันดาลให้ชีวิตฉันดำเนินไปในทางที่ดีหรือไม่ดี

“ไม่ต้องเครียดนะ ถ้าเต้ทำงานมีเงินเยอะๆ เมื่อไหร่เต้จะสานฝันให้เอง”

ยิ่งเขาพูดแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระที่ทำให้เขาลำบาก

“อย่าลำบากเลยค่ะ” ฉันพูดอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะเบี่ยงหน้าเบนออกไปมองนอกรถ โดยไม่หันไปพูดอะไรกับเต้อีก

ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้เขาต้องมาเครียดเรื่องของฉัน

สิ่งที่เขาควรจะให้ความสนใจมากกว่าก็คือเรื่องธุรกิจของครอบครัวเขา

แม้ว่าฉันจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ แต่ฉันก็อยากจะให้เต้เต็มที่กับงานที่อยู่ในความดูแลของเขาเอง

Tru...Tru...Tru

“ว่าไงครับแม่...ผมไปทำธุระให้แม่เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ...อ๋อ ตอนนี้ผมอยู่กับเนโกะน่ะครับ เรากำลังจะไปทานข้าวกัน...อะไรนะครับ”

น้ำเสียงของเต้ที่กำลังคุยสายกับแม่แปรเปลี่ยนไป จนฉันต้องหันไปมอง

ใบหน้าหล่อหันมามองฉัน ก่อนจะลดมือถือลง หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จแล้ว

“...”

“คือ...เต้ต้องกลับไปทานข้าวกับที่บ้านน่ะ พอดีเพื่อนแม่แวะมาหา”

เต้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนจะลำบากใจ สีหน้าของเขาดูผิดหวัง ซึ่งก็คงไม่ต่างกับความรู้สึกในใจของฉันตอนนี้

“เต้กลับไปหาแม่เถอะค่ะ ไม่เป็นไร ไว้เราไปทานข้าววันอื่นกันก็ได้ จอดรถตรงนี้เลยก็ได้นะคะ เดี๋ยวเรากลับเอง แม่จะได้ไม่รอนาน”

บางทีฉันก็เบื่อที่ตัวเองเป็นมีนิสัยแบบนี้ แต่จะให้ทำยังไงได้ ฉันก็ไม่กล้าพอที่จะรั้งเขาเอาไว้หรอก ยิ่งแม่เขาไม่ชอบฉันอยู่ด้วย

ขืนไปรั้งไว้ก็พาลจะทำให้ครอบครัวของเขาไม่ชอบฉันหนักเข้าไปอีก แถมอาจจะมองว่าฉันเป็นคนไร้มารยาทด้วย

“ไม่ได้ เดี๋ยวเต้ไปส่งที่บ้าน”

ไม่รอให้ฉันทักท้วงอะไรเต้ก็ขับรถเปลี่ยนเส้นทางเพื่อไปที่บ้านของฉัน

ตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนรถด้วยกันเราสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย ลำคอของฉันเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ

ความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นมันมีแต่ความผิดหวัง

ทั้งๆ ที่คิดว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันแล้วแท้ๆ แต่ทำไมถึงกลับกลายเป็นอย่างนี้ไปได้...

Tru...Tru...Tru

“ครับแม่...ผมกำลังไปส่งเนโกะที่บ้านครับเดี๋ยวกลับ...ผมรู้แล้วแหละน่า ยังไงก็ไปทันตั้งโต๊ะอยู่แล้ว”

ฉันสังเกตน้ำเสียงของเขาได้เลย ว่าตอนนี้เต้กำลังหงุดหงิดกับแม่ของตัวเองมากแค่ไหน ซึ่งฉันก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเขา

ถูกโทรจิกแบบนี้เป็นใครๆ ก็หงุดหงิด

“จอดหน้าปากซอยก็ได้ค่ะ รีบกลับบ้านเถอะเดี๋ยวแม่จะโมโหเต้นะ” ฉันรีบเอ่ยออกมาเมื่อรถกำลังขับเคลื่อนมาถึงหน้าปากซอยทางเข้าบ้านของฉัน

ดวงตาคมหันมาเหล่มองอย่างชั่งใจ

“ถ้าเข้าบ้านแล้วโทรหาเต้ด้วยนะ”

เมื่อไม่มีตัวเลือกอะไรให้เลือกมากนักเต้จึงทำตามที่ฉันบอก รถยนต์คันหรูของเขาจอดเทียบฟุตบาตหน้าป้ายรถเมล์เพื่อให้ฉันเปิดประตูลงไป

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ กลับบ้านดีๆ นะ” ฉันพูดล่ำลาเต้พร้อมด้วยรอยยิ้มฝืนๆ หลังจากที่เปิดประตูก้าวลงมายืนบนพื้น

“ครับ”

คำตอบรับสั้นๆ ถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากหนา ก่อนที่เขาจะขับเคลื่อนรถออกไป ฉันมองตามรถของเขาจนกระทั่งมันหายลับตาถึงได้เดินเข้าซอยบ้านตัวเอง

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีฉันก็เดินมาหยุดยืนที่หน้าบ้านของตัวเองที่เปิดไฟสว่างจ้าทั่วทั้งตัวบ้าน

แต่ที่มันดูแปลกไปก็คงจะเป็นเพราะมีรถกระบะและรถตู้จอดขวางอยู่ด้านหน้า อีกทั้งยังมีพวกข้าวของเครื่องใช้ที่ฉันจำได้ดีว่าเป็นของในบ้านตัวเองตั้งอยู่บริเวณทางเข้าบ้าน บางส่วนก็ถูกยกขึ้นไว้บนรถกระบะ

ภาพที่เห็นทำให้ฉันรู้สึกใจคอไม่ดี ถึงได้รีบก้าวท้าวเดินดุ่มๆ เข้าไปด้านใน

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

ทันทีที่ฉันเปิดประตูเข้าไปก็พบกับชายฉกรรจ์นับสิบที่กำลังพยายามยกข้าวของต่างๆ ในบ้านออกมาตั้งไว้กลางโถง

สภาพข้าวของกระจัดกระจายวางเกลื่อนดูไม่มีชิ้นดี ไม่ต้องมีลางสังหรณ์อะไรฉันก็สามารรู้ได้ด้วยตัวเองว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่

แต่ว่าพวกนี้คือใครกัน? ฉันก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใครที่ไหนซะหน่อย

ดวงตากลมโตของฉันกวาดมองไปรอบๆ บริเวณ กระทั่งสายตาสบปะทะกับดวงตาของผู้เป็นพ่อ

“พะ...”

“ผู้หญิงคนนี้คือใคร”

ฉันกำลังจะอ้าปากเพื่อเอ่ยถามพ่อของตัวเอง แต่ทว่ากลับมีชายฉกรรจ์หนึ่งในสิบคนนั้นเอ่ยแทรกขึ้นมา

ฉันเบือนสายตาหันไปมองทางเจ้าของเสียง ผู้ชายคนนั้นตัวสูงโปร่ง แถมร่างกายยังหนาและบึกบึนดูน่ากลัว ใบหน้าของเขามีหนวดเคราปกคลุมทั่วสันกราม บริเวณซีกแก้มขวามีรอยบากของบาดแผลขนาดใหญ่

การที่เขาสวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงยีนส์ทำให้ฉันสามารถเห็นรอยสัก และรอยบาดแผลมากมายตามผิวหนังของเขาได้อย่างชัดเจน

เขาดูน่ากลัวจนเท้าเล็กของฉันมันขยับถอยหลังไปเองโดยสัญชาตญาณ

“ลูกสาวฉันเอง อยากได้ก็เอาไป”

แต่ทว่ารูปร่างของชายฉกรรจ์คนนั้น ยังน่ากลัวไม่เท่าคำพูดของพ่อฉันที่พูดออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน...

“พะ...พ่อ ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้คือใคร”

ฉันถามพ่อด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ด้วยอาการร้อนรน ในหัวของฉันมันเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

“เอาไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร”

ริมฝีปากสีคล้ำแสยะยิ้มเยาะ

“จะเอาไปทำอะไรก็เชิญ”

ฉันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย ว่าประโยคนี้มันคือคำพูดของพ่อฉัน

แค่นี้ก็เห็นอยู่รำไรว่าชะตาตัวเองกำลังจะขาด...

ตอน 3

“พูดแบบนี้งั้นแสดงว่าถ้าฉันเอาลูกของแกไปเป็นเมียเก็บเจ้านายพวกฉัน แกก็จะไม่ว่าอะไรงั้นสิ” คิ้วของชายฉกรรจ์คนนั้นเลิกขึ้นสูงอย่างตั้งคำถาม

ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างของฉันกำหมัดแน่นจนเล็บยาวจิกเข้าเนื้อ ความแสบนิดๆ นั้นทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองลงแรงจิกไปเยอะมากเลยทีเดียว

เข้าใจความรู้สึกของคนที่โกรธจนตัวสั่น และโกรธจนพูดอะไรไม่ออกหรือเปล่า?

ตอนนี้ฉันกำลังตกอยู่ในอาการนั้น...

“ก็เอาไปสิวะ”

พ่อของฉันพูดออกมาเพื่อตัดรำคาญ ที่ผู้ชายคนนั้นถามเซ้าซี้มากมายหลายคำถาม

“นี่ชีวิตเนค่ะพ่อ ถามหน่อยเถอะว่าพ่อมีสิทธิ์อะไรที่จะยกเนให้ใครเอาไปไหนก็ได้แบบนี้”

ฉันพยายามค้นหาเสียงตัวเองอยู่นาน จนกระทั่งสามารถพูดโต้เถียงสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองออกไปได้

“ฉันเป็นคนทำให้แกเกิดมา นั่นก็ถือว่าฉันเป็นเจ้าของชีวิตของแกแล้ว”

นี่มันตรรกะบ้าๆ อะไรของพ่อ การทำให้ชีวิตหนึ่งเกิดมายังไงมันก็ไม่ถือว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตเขา ร่างกายใครคนนั้นก็ต้องเป็นเจ้าของ ฉันอุตส่าห์ดูแลตัวเองและอยู่รอดปลอดภัยมาถึงขนาดนี้เพื่อให้ใครก็ไม่รู้มารังแกร่างกายของฉันน่ะเหรอ

โคตรจะไม่แฟร์เลยจริงๆ ฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด ต่อให้ยิงฉันทิ้งตรงนี้ฉันยังจะนอนตายตาหลับมากกว่าการที่ต้องไปเป็นเมียเก็บใคร

“อย่าพร่ำกันให้เสียเวลาเลย เราไปกันเถอะคนสวย ไม่ต้องห่วงนะเจ้านายฉันเลี้ยงดี”

“ฉันเลี้ยงดูตัวเองได้ คุณไม่จำเป็นต้องมายื่นข้อเสนออะไรให้กับฉัน”

แม้จะหวาดกลัวเขา แต่วินาทีนี้ฉันก็ต้องพูดเพื่อปกป้องตัวเอง

บางทีมันอาจจะไม่ช่วยอะไรมาก หรืออาจจะไม่ช่วยอะไรเลย หนำซ้ำพาลจะทำให้ชายฉกรรจ์คนนี้โมโหฉันเปล่าๆ

“จับตัวผู้หญิงคนนี้แล้วตามกูมา ส่วนพวกมึงรีบเคลียร์ของที่เอาไปขายต่อได้ขึ้นรถซะ อะไรที่มองด้วยตาแล้วไม่มีราคาก็เขี่ยแม่งทิ้งเลย”

จบประโยคคำสั่งเหี้ยมเกรียมนั้น แขนของฉันก็ถูกชายฉกรรจ์สองคนที่ดูท่าว่าจะเป็นลูกสมุนของเขาจับยึดเอาไว้ทั้งสองข้าง

“ปล่อยฉัน ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น!” ฉันพยายามสะบัดตัวให้หลุดพ้นจากการจับกุม แต่ทว่ายิ่งสะบัดผู้ชายสองคนนั้นก็ยิ่งบีบแขนฉันแน่นมากขึ้นจนฉันต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด

Tru...Tru...Tru...

พรึ่บ!

กระเป๋าสะพายข้างของฉันถูกกระชากติดไปกับมือหนาของผู้ชายข้างกาย เขาโยนกระเป๋าใบนั้นไปทางร่างสูงบึกบึนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“เต้” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นมาหลังจากอ่านชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือของฉัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง

“เอามือถือของฉันมา” ฉันกดเสียงต่ำอย่างหมดความอดทน มันชักจะมากเกินไปแล้ว เขามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับของของฉันแบบนี้

เพล้ง!

ดวงตากลมโตของฉันเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่าโทรศัพท์มือถือของตัวเองบินลิ่วผ่านสายตาไปปะทะเข้ากับผนังบ้านจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

“โทษทีมือลั่น”

มือลั่นหรือตั้งใจกันแน่ ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลนะที่จะดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรน่ะ

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ!”

“เอาไปไว้ในรถไป หาอะไรปิดปากไว้ด้วย” เขาพยักพเยิดใบหน้าให้ลูกสมุนของเขา ก่อนที่ร่างบางของฉันจะถูกกระชากให้เดินออกมาจากบ้าน และถูกจับยัดเข้าไปนั่งในรถตู้ที่ติดฟิล์มดำมืดสนิท

“อื๊ออออ” ปากบางของฉันถูกปิดทาบด้วยสก๊อตเทปสีดำ สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับในละครหรือซีรี่ส์ที่ฉันเคยดูไม่มีผิด แต่เสียอย่างเดียวที่ไม่มีใครสามารถมาช่วยฉันได้ทัน

แขนทั้งสองข้างถูกจับไพล่หลัง ก่อนที่ข้อมือของฉันจะถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา

มันแน่นจนฉันไม่สามารถบิดข้อมือให้หลุดออกได้ แถมเชือกยังแข็งจนบาดผิวหนังตรงบริเวณข้อมือของฉันไปหมด

ไม่ต้องเห็นด้วยตาก็รู้สึกได้ว่ารอบข้อมือของฉันต้องแดงเทือกมากแน่ๆ

“ช่วยเขยิบไปหน่อยคนสวย จะขอนั่งด้วย”

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีผู้ชายบึกบึนคนนั้นก็ตามฉันขึ้นมานั่งบนรถ เพียงแค่เห็นหน้าเขาโผล่มาฉันก็ถอยกรูดติดกระจกอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว

ไม่จำเป็นต้องบอกให้ฉันเขยิบหรอก เพราะฉันเองก็ไม่ได้อยากจะนั่งใกล้ชิดเขาอยู่แล้ว

“อื๊อออ...อ่อยยย” ฉันพยายามเปล่งเสียงออกมาเพื่อบอกให้เขาปล่อยฉัน

แต่เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ในสายตาเขาฉันก็คงจะเหมือนแมลงตัวเล็กๆ ที่ส่งเสียงหึ่งๆ น่าหนวกหู

“นั่งนิ่งๆ ไปอย่างนั้นแหละ อย่าส่งเสียงดังน่ารำคาญ แล้วถ้าเธอได้เจอกับเฮียของฉันก็ขอร้องอย่างนะ อย่าไปส่งเสียงแว้ดๆ ใส่เขาล่ะ ระวังจะโดนยิงทิ้ง”

หลังจบประโยคแกมสั่ง และข่มขู่ของเขาฉันก็ถึงกับนั่งเงียบไปตลอดทาง

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหน มองออกไปนอกกระจกรถมันก็มืดสนิทจนไม่สามารถเห็นทัศนียภาพด้านนอกได้

ตรงที่ฉันนั่งอยู่นี้เป็นเบาะหลังคนขับ ซึ่งถูกกั้นแบ่งโซนเอาไว้ดิบดีอย่างเป็นส่วนตัว ฉันจึงไม่สามารถมองเห็นถนนหนทางอะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านข้าง สิ่งที่ฉันเห็นตอนนี้ก็มีเพียงแต่ผู้ชายบึกบึนที่นั่งอยู่ข้างกาย

แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเขาจะนึกทำอะไรบ้าๆ กับฉันหรือเปล่า

บรรยากาศในรถตอนนี้ปกคลุมไปด้วยความเงียบ มีเพียงแค่เสียงหัวใจของฉันที่เต้นตึกตักอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัว และระแวง

Tru...Tru...Tru...

“ครับนาย...ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ ผมได้ตัวลูกสาวมันมาด้วย...สวยมากครับ สเปคเฮียวายุเลยแบบนี้ แต่ผมก็ไม่รู้นะว่าเฮียจะอยากลองหรือเปล่า เพราะเธอยังดูเด็กอยู่เลย...พวกผมจะบินกลับฮ่องกงพรุ่งนี้ครับ...สวัสดีครับนาย”

บทสนทนาที่เขากำลังพูดผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่นั้นฟังยังไงเขาก็คงจะหมายถึงฉันแน่ๆ

นี่เขาจะพาฉันไปไกลถึงฮ่องกงเลยเหรอ แล้วนายของเขาคือใคร ไหนจะคนที่เขาเรียกว่า ‘เฮียวายุ’ นั่นอีก พวกเขาคือกันแน่...

แม้จะมีคำถามมากมายวิ่งกรูเข้ามาในหัว แต่ฉันก็ไม่อาจเอ่ยถามออกไปให้หายสงสัยได้

“เธอคงได้ยินที่ฉันคุยโทรศัพท์เมื่อกี้ใช่มั้ย ยังไงก็เตรียมตัวรับมือกับเฮียฉันด้วยล่ะ ดูท่าว่าเธอจะเจอรุ่นใหญ่” ริมฝีปากหนาแสยะยิ้มอย่างโรคจิต

วินาทีนี้ฉันเหมือนลูกไก่ในกำมือของพวกเขา จะบีบก็ตาย จะคลายก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือเปล่า...

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167UKU” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167UKU
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

 เลือนรักฮูหยินจำเป็น
เลือนรักฮูหยินจำเป็น
เมื่อครอบครัวถูกกวาดล้างอย่างไร้ความปรานี หญิงสาวผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจึงต้องอำพรางตัวเพื่อสืบหาความจริง ทว่าเป้าหมายเดียวที่กุมกุญแจสำคัญกลับสูญเสียความทรงจำไปทั้งหมด ท่ามกลางอันตรายและอุปสรรคขวากหนาม เธอจะทวงคืนความยุติธรรมและไขปริศนาครั้งนี้ได้อย่างไร อ่านนิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นได้แล้ววันนี้
8.3
68 ตอน
เฮียเถื่อน (พร้อมลุย)
เฮียเถื่อน (พร้อมลุย)
เมื่อพริมาถามหาอนาคตและการแต่งงานจากชายหนุ่มผู้ไร้ความชัดเจน คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงการตอกย้ำว่าเธอเป็นแค่ผู้หญิงที่เขาคบด้วยนานที่สุด ความเย็นชาที่แสดงออกว่าเธอเป็นเพียงปิ่นโตชั่วคราว ดึงเธอเข้าสู่บทพิสูจน์รักแท้ว่าเธอคือของตายหรือหัวใจของเขากันแน่ อ่านนิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นได้แล้ววันนี้
8.7
51 ตอน
คุณอาที่รัก
คุณอาที่รัก
เมื่อคุณอาหนุ่มสุดขรึมต้องกลับมาเผชิญหน้ากับหลานสาวนอกสายเลือดที่โตเป็นสาวสะพรั่ง เสน่ห์อันเย้ายวนใจและความแสบสันของเธอทำให้หัวใจที่เคยนิ่งสงบต้องสั่นคลอน นิยายรักแนวโคแก่กินหญ้าอ่อนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาต้องห้ามและเคมีสุดร้อนแรงที่ยากจะต้านทานไหว
8.0
30 ตอน
หวนกลับมาครานี้ไม่เป็นแล้วภรรยาชั่วร้าย
หวนกลับมาครานี้ไม่เป็นแล้วภรรยาชั่วร้าย
เมื่อเกสรได้รับโอกาสย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีตอันเลวร้ายในชนบทอีสาน เธอพบกับ 'ดำ' สามีผู้พิการที่ต้องสู้ชีวิตเลี้ยงลูกเพียงลำพังท่ามกลางความยากจน นิยายรักแนวเกิดใหม่เรื่องนี้จะพาทุกคนไปลุ้นกับการไถ่บาปและเอาชนะใจสามีที่แสนเย็นชา อ่านนิยายฟรีเพื่อร่วมซับน้ำตาให้ความรักครั้งนี้
8.9
99 ตอน
หลังจากถูกไอ้สารเลวจับไป เธอก็ถูกขอให้มีเซ็กส์กับพวกอันธพาลทุกคืน
หลังจากถูกไอ้สารเลวจับไป เธอก็ถูกขอให้มีเซ็กส์กับพวกอันธพาลทุกคืน
เมื่อสามีทรยศส่งเธอให้ชายแปลกหน้า ตานหลิงจำต้องยอมเป็นผู้หญิงของต้วนอวี่ไป๋ ชายผู้แสนดีในยามกลางวันแต่กลับบ้าคลั่งในยามค่ำคืน นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดเร่าร้อนที่จะพาคุณไปพบกับรักอันตรายและการแย่งชิงตัวเธอระหว่างผู้ทรงอิทธิพลกับคุณหมอชื่อดัง อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้เลย
9.4
96 ตอน
พนันร้ายมาเฟียเถื่อน
พนันร้ายมาเฟียเถื่อน
เมื่อมาเฟียร้ายจอมบงการวางเดิมพันด้วยเกมรักสุดอันตรายเพื่อครอบครองเหยื่อสาวผู้แสนไร้เดียงสา นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดเร่าร้อนที่จะพาคุณไปพบกับกับดักเสน่หาและรักอันตรายที่ยากจะถอนตัว อ่านนิยายรักมาเฟียที่จะทำให้หัวใจคุณเต้นแรงไปกับความคลั่งรักและแรงปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
9.4
80 ตอน