ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

วังสการภิรมย์ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๓

ลมพัดโชยกรูผ่านหน้าต่างฉลุลายเข้ามาในห้องทางปีกซ้ายของเรือนชั้นเดียวสีขาวสะอาดตาหลังหนึ่ง กลิ่นดอกแก้วที่ปลูกไว้โดยรอบถูกลมพัดเข้ามาจนหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ชายผ้าม่านสีขาวบางพลิ้วไหวดั่งระลอกคลื่น เปิดรับแสงอรุณที่ส่องลอดร่มไม้ใบบังของต้นจามจุรีขนาดสามคนโอบเข้ามากระทบเตียงไม้สักขนาดคิงไซส์ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ตามการขยับตัวของคนที่อยู่บนเตียง

ใต้ผ้าห่มนวมสีขาว ใครคนหนึ่งกำลังพลิกตัวจากนอนตะแคงมาอีกด้านหนึ่ง เรียวแขนกลมกลึงวาดไปด้านข้างหมายจะโอบกอดหมอนข้างนุ่มนิ่มเช่นที่ทำเป็นประจำจนเคยชิน ใบหน้างดงามซุกอยู่บนหมอนใบใหญ่ ปลายจมูกขยับเล็กน้อยเมื่อสูดเอากลิ่นที่ไม่เคยคุ้นเข้าไป

ที่ไหน...

กลิ่นหอมละมุนเจือกลิ่นอาฟเตอร์เชฟของบุรุษทำให้คนที่เพิ่งตื่นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย อ้อมแขนที่กอดรัด ‘หมอนข้าง’ ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงความอุ่นร้อนและแข็งแกร่งราวกับกำแพง

หม่อมราชวงศ์หญิงอรอนงค์ นาวายุทธ์ส่งเสียงอืออาในลำคอขณะลากไล้มือไปตามหมอนข้างที่ใช้มาเกือบสิบปี

...สัมผัสไม่คุ้นเคย ทั้งแข็ง ทั้งร้อนและยังขยับได้

ขยับได้?! อรอนงค์ใจกระตุกวูบ ผุดลุงนั่งทั้งๆ ที่ยังไม่หลับตา ผลจากการลุกนั่งเร็วเกินไปทำให้เตียงที่เธอนั่งอยู่ไหวโอนเอนราวกับจะถล่มได้ทุกเมื่อ หญิงสาวยกมือกุมขมับก่อนส่งเสียงครางอย่างทรมานเมื่อรู้สึกวิงเวียนจนอยากจะอาเจียน ศีรษะซีกซ้ายปวดตุบๆ จนต้องใช้มือทุบเบาๆ สองสามครั้ง ผมยาวดำขลับพันกันยุ่งเหยิง เส้นผมส่วนหนึ่งตกลงมาปรกหน้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด เธอใช้มือปัดๆ มันออกอย่างลวกๆ ลมพัดผ่านเข้ามากระทบผิวกายจนขนลุกชัน เมื่อนั้นอรอนงค์จึงได้สติ รับรู้ว่าตนเองกำลังเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์คลุมกาย ก้มมองเห็นยอดปทุมถันแดงระเรื่อชูชันยามสัมผัสลมหนาวก็อุทานออกมาคำหนึ่งก่อนจะกระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมกาย ซ่อนทรวงงามไว้ข้างใต้

เกิดอะไรขึ้น?!

สติกลับมาเกินครึ่ง อรอนงค์จึงรับรู้ว่านี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เธอกะพริบตารัวเร็วเพื่อปรับสายตาที่พร่ามัวให้ชัดเจนขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือมือซีดขาวและผ้าห่มนวมผืนใหญ่ ยังไม่ทันได้ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหู

“เป็นอย่างไรอรอนงค์”

ลมร้อนๆ กระทบข้างหู อรอนงค์กระถดกายหนีอย่างตกใจ สองมือกอดตัวเองเอาไว้ขณะเงยหน้ามองคนพูด ใบหน้าคมสันที่เด่นชัดในคลองจักษุทำให้คนมองตัวแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว

“ทะ...ท่านชาย” กลีบปากอิ่มเต็มแดงช้ำขยับเล็กน้อยพลอยทำให้ถ้อยคำที่เปล่งออกมาแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แววตาของเธอระริกไหวตื่นกลัว ร่างแบบบางสั่นน้อยๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกระต่ายน้อยที่กำลังตื่นกลัว ผิวที่เคยผุดผ่องยามนี้ปรากฏรอยแดงซ่านขึ้นเป็นริ้วจางๆ ทั้งบนแก้มนวล ซอกคอและลาดไหล่ คนมองหลุบสายตาลง...ทันเห็นรอยแดงระเรื่อบนเนินทรวงก่อนผู้เป็นเจ้าของจะดึงผ้าห่มคลุมไว้ทั้งตัว โผล่ให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้างที่สุกสกาวงดงาม

“กะ...เกิดอะไร...ทะ...ทำไม...” คนที่ไม่เคยพูดติดขัดมาก่อน วันนี้แทบพูดอะไรไม่ออก สมองมึนงงสับสนจนเรียบเรียงคำพูดไม่ได้ ดวงตาตื่นกลัวเหลือบมองไปทั่วห้อง เห็นชัดเจนด้วยตาตัวเองว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้องของเธอ แม้แต่บ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านของเธอ อรอนงค์หวาดกลัวจนน้ำตาซึม เธอชันเข่าโอบกอดตัวเองพลางกระเถิบหนีผู้ร่วมห้องที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า อวดกายท่อนบนที่กำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

...เขาคือหม่อมเจ้าทิทยุ สการภิรมย์ ปีนี้อายุย่างเข้า 43 แล้ว แต่ยังองอาจผึ่งผายทรงเสน่ห์ รูปร่างงดงามชวนมอง ไม่น่าเชื่อว่าอายุจะพ้นเลขสี่แล้ว

อรอนงค์ไม่คาดคิดว่าเธอจะตกอยู่ในสภาพอันน่าอับอายนี้ต่อหน้าพี่ชายของเพื่อน ทั้งยังไม่คิดว่าเหตุการณ์จะร้ายแรงถึงขั้นเธอและเขาเปลือยเปล่าบนเตียงเดียวกัน!

ถ้าเป็นกับคนอื่น...เธอคงไม่รู้สึกราวกับโลกจะถล่มทลายลงมาตรงหน้าเพียงนี้

แต่กับเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้...เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

“หน้าซีดแล้วนั่น” เขาเอ่ย เสียงทุ้มลึกสั่นสะเทือนในอกของเธอ อรอนงค์ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตา ดวงตาของเธอเหลือบมองซ้ายขวา คิดในใจว่าจะใช้ผ้าห่มนี้คลุมกายแล้ววิ่งลงจากเตียงแล้วไปขอความช่วยเหลือจากท่านหญิงทัสดาผู้เป็นเพื่อนสนิท

...ท่านหญิงอยู่ที่ไหนหนอ ป่านนี้คงยังหลับไม่ตื่นกระมัง ดีแล้ว จากห้องนี้ไปถึงห้องบรรทมท่านหญิงคงไม่ไกลเท่าไร เสียเวลาหลบหลีกสายตาคนสวนและเด็กรับใช้นิดหน่อย ไม่ถึงห้านาทีเธอก็น่าจะได้พบท่านหญิงแล้ว ขณะที่กำลังจะขยับก้าวลงจากเตียงนั้น อรอนงค์ก็ถูกรวบไว้ในอ้อมแขนของท่านชายทิทยุพร้อมผ้าห่มที่คลุมเรือนร่างเอาไว้

“อาบน้ำก่อนค่อยพูดกัน”

“คะ?”

ไม่รอให้ตอบรับหรือปฏิเสธ ท่านชายก็อุ้มเธอทั้งๆ ที่ตนเองเปลือยเปล่าไปยังห้องน้ำ วางเธอลงข้างอ่างอาบน้ำ เปิดน้ำอุ่นให้ จากนั้นก็จับตัวเธอให้ลุกยืน จับชายผ้าห่มกำลังจะดึงออกแต่อรอนงค์รีบยื้อยุดไว้ทันควัน

“ดะ...เดี๋ยวเพคะ! อร...อรไม่ได้สวมเสื้อผ้า...”

คนตัวโตขมวดคิ้วน้อยๆ ใช้สายตาดุดันชนิดหนึ่งจ้องเธอก่อนจะยอมปล่อยมือ

“อย่าอาบน้ำนานนัก” เขาว่าพลางหยิบผ้าเช็ดตัวที่วางอยู่บนชั้นข้างผนังให้กับเธอ “อาบเสร็จแล้วก็บอก ฉันจะเอาเสื้อผ้ามาให้”

อรอนงค์รับผ้าห่มไว้ พึมพำตอบรับเบาๆ รอกระทั่งท่านชายเดินออกไปแล้ว เธอจึงถอนใจเฮือก ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง

ตอน 2

อรอนงค์ใช้เวลาอาบน้ำกว่าสิบนาที คนที่อยู่ด้านนอกไม่รู้ว่ายังอยู่หรือไม่ เงี่ยหูฟังแล้วแม้แต่เสียงเดินก็แทบไม่ได้ยิน

หญิงสาวห่มผ้าเช็ดตัว เขย่งปลายเท้าเปียกชื้นไปที่ประตูแล้วเอาหูแนบ สิ่งที่ได้ยินนอกจากเสียงนกร้องแล้วเธอก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีก

...คงออกไปแล้วกระมัง

เมื่อเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะอยู่ในห้อง อรอนงค์จึงปลดกลอนอย่างเบามือ ยังไม่ทันเปิดประตู เสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกพร้อมกับเสียงของหม่อมเจ้าหญิงทัสดาผู้เป็นสหายทำให้เธอลงกลอนประตูแทบไม่ทัน

“เจ้าพี่! เจ้าพี่! ยังไม่ตื่นบรรทมหรือคะ!” เสียงของท่านหญิงร้อนรนไม่น้อย และดูเหมือนว่าจะไม่มีความอดทนเท่าไรนัก เพราะถ้าผู้เป็นพี่ชายไม่ยอมเปิดประตูให้โดยเร็ว เกรงว่าท่านหญิงคงจะเคาะจนประตูพังเป็นแน่

“เอะอะอะไรแต่เช้า หญิงทัส”

เจ้าของห้องเปิดประตูในสภาพงัวเงีย เขาสวมเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว ผูกเชือกที่เอวแบบหลวมๆ ดังนั้นสาบเสื้อจึงหย่อนคล้อยเผยให้เห็นมัดกล้ามกำยำและผิวเนื้อที่มีรอยแดงประปราย

รอยนั้นหากเพ่งมองดีๆ ย่อมมองออกว่าเป็นรอยเล็บของสตรีที่เผลอข่วนลงบนเนื้อตัวชายหนุ่มอย่างไม่ตั้งใจ ทว่าในเวลานี้ท่านหญิงทัสดาร้อนอกร้อนใจจึงไม่ทันสังเกต พอเห็นหน้าเชษฐาก็พ่นคำถามรัวเร็วโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายอยู่ในสภาพใด

“เจ้าพี่! เห็นอรไหมคะ”

“อรอนงค์น่ะหรือ” ท่านชายเท้าแขนข้างหนึ่งกับผนัง อีกข้างหนึ่งจับขอบประตูไว้ “พี่จะเห็นได้ยังไง หรือน้องคิดว่าหล่อนจะอยู่ในห้องพี่?”

ผู้เป็นพี่ย้อนถาม แววตาเครียดขรึมขึ้นมาชั่วขณะ เดิมทีท่านหญิงทัสดาก็เกรงกลัวสายตาเช่นนี้ของเชษฐาอยู่แล้ว พออีกฝ่ายจ้องมองเขม็งเช่นนั้นก็ไม่กล้าถามซักไซ้อื่นใดอีก เพียงพึมพำเสียงอุบอิบว่า

“โธ่! น้องไม่ได้หมายความเช่นนั้น น้องเพียงแค่อยากรู้ว่าเช้านี้เจ้าพี่เห็นเธอเดินผ่านตาบ้างไหม น้องตื่นมาไม่พบเธอเลยร้อนใจมาก ไม่รู้เมื่อคืนไปนอนเสียที่ไหน หาดูจนทั่วแล้วก็ไม่พบ” ท่านหญิงกล่าวพลางถอนใจเฮือก “เมื่อคืนหญิงเมามาก จำอะไรไม่ได้เลย อรก็ดื่มไปเยอะ หญิงกลัวว่าอรจะเป็นอะไรไป”

“หล่อนอาจจะกลับบ้านไปแล้วก็ได้”

“กลับบ้าน?” ผู้เป็นน้องสาวนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ หญิงจำไม่เห็นได้ว่าอรกลับบ้านไปแล้ว”

“ก็น้องเมามาก จำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือ”

ครั้นพี่ชายพูดเช่นนั้น ท่านหญิงก็เริ่มลังเล “เอ...หรือจะกลับไปแล้วจริงๆ ใครไปส่งกันนะ”

“บ้านโน้นอาจจะส่งคนมารับไปแล้ว” เพียงคำพูดหนักแน่นของเชษฐาก็ทำให้ท่านหญิงคล้อยถามอย่างไม่ยากเย็น “น้องมีเรียนเช้าไม่ใช่หรือ ไม่รีบไปประเดี๋ยวจะสายเอา”

“จริงด้วยสิคะ ลืมไปซะสนิทเลย ถ้างั้นหญิงไปก่อนนะคะ ไว้เรียนเสร็จแล้วจะแวะไปหาอรสักหน่อย”

ท่านหญิงทัสดากระพุ่มมือไหว้พี่ชาย ขอโทษขอโพยที่มารบกวนเวลานอน ก่อนจะเร่งฝีเท้ากลับห้องอย่างรีบร้อน เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กว่าจะอาบน้ำแต่งตัว รับประทานอาหารเช้า เผื่อเวลาเดินทางอีกสิบห้านาที คะเนดูแล้วคงไปไม่ทันเวลาเป็นแน่ เรียนปริญญาโทวันแรก ท่านหญิงไม่อยากไปสาย ทั้งยังไม่อยากให้อาจารย์เพ่งเล็ง ดังนั้นไม่กี่นาทีต่อมาหญิงสาวก็ลืมเลือนเรื่องของอรอนงค์ไปจนสิ้น

หลังจากขนิษฐาเดินจากไปแล้ว ท่านชายทิทยุจึงปิดประตูลงกลอน สาวเท้ายาวๆ ไปที่ห้องน้ำ เคาะเรียกคนที่อยู่ด้านใน

“อร...อรอนงค์ ยังไม่เสร็จอีกหรือ” เขาเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงสวบสาบเบาๆ จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงปลดกลอน ประตูแง้มพร้อมกับใบหน้าผุดผ่องของอรอนงค์โผล่ออกมา

“ท่านหญิงไปแล้วหรือเพคะ”

“ไปแล้ว ออกมาเถอะ”

อรอนงค์พรูลมออกจากปากอย่างโล่งอก หากท่านหญิงมาพบเธอในสภาพนี้ ซ้ำยังเป็นในห้องของเชษฐา ไม่รู้ว่าท่านหญิงจะตกใจเพียงใด จะตระหนก หวาดหวั่น หรือโกรธขึ้งก็ยังไม่แน่ หากรุนแรงหน่อยก็คงถึงขั้นตัดขาดความเป็นเพื่อนกับเธอเลยก็เป็นได้

ดีแล้ว...อรอนงค์บอกตัวเอง ท่านหญิงยังไม่ทราบความจริงถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว และตัวเธอเองยังปรารถนาให้เหตุการณ์เมื่อคืนเป็นความลับระหว่างเธอกับท่านชายไปตลอดชีวิตอีกด้วย

“สวมเสื้อผ้าก่อน”

ท่านชายก้มเก็บเสื้อผ้าที่ถูกถอดทิ้งลงบนพื้นยื่นส่งให้เธอ อรอนงค์มองมือใหญ่หยาบที่ถือชุดชั้นในลายลูกไม้ของเธอเอาไว้ด้วยความกระดากอาย หญิงสาวยื่นมือสั่นระริกออกไปรับ ใบหน้าก้มต่ำ ดวงตาหลุบมองพื้นไม่กล้าที่จะสบสายตาคนตรงหน้า เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอตกอยู่ในสภาพน่าอับอายขายหน้าเช่นนี้...ทั้งกลายเป็นผู้หญิงที่ปล่อยตัวปล่อยใจอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้งยังดื่มเหล้าเมามายหมดสภาพไม่สมกับเป็นลูกหลานตระกูลนาวายุทธ์ เธอหลงระเริงเช่นนั้นไปได้อย่างไรหนอ ทำไมถึงดื่มสุรามากมายเพียงนั้น ทำไมถึง...

เจ้าตัวเหลือบมองไปยังเตียงนอนที่ยับย่นแล้วขมริมฝีปากด้วยความเคร่งเครียด

ทำไมนะทำไม! ทำไมต้องเป็นท่านชายด้วยหนอ!

“จะสวมเองหรือให้ฉันสวมให้”

เสียงของท่านชายทำให้อรอนงค์สะดุ้งเฮือก ท่าทางตื่นตระหนกราวกระต่ายตื่นตูมดูน่าขันในสายตาของคนมอง

ด้วยวัยสี่สิบสามปี ผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง ผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตนับๆ ดูก็อาจจะเกินร้อยคนแล้ว หม่อมเจ้าทิทยุจึงจัดการกับเหตุการณ์นี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จะมีเรื่องกังวลอยู่สักเล็กน้อยก็เพียงแค่อรอนงค์คือสหายคนสนิทของขนิษฐา เห็นมาตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก วิ่งผมเปียชี้ หน้ากลมแก้มอูม ขี้มูกน้ำลายเปรอะเปื้อนแห้งกรังเต็มหน้าก็เคยเห็นมาแล้ว ตอนที่เขาบินไปเรียนที่อังกฤษ เจ้าหล่อนเริ่มโตเป็นสาว ก็ดูดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสิบแปดปี อรอนงค์จะกลายเป็นสาวสะพรั่ง งดงามเพียบพร้อมจนกระไดบ้านนาวายุทธ์ไม่เคยแห้ง

“มะ...ไม่ต้องเพคะ”

เจ้าหล่อนถอยหลังกรูดไปหลายก้าว ก่อนจะย่อตัวผลุบ แล้ววิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในห้องน้ำ

ใช้เวลาไม่กี่นาที อรอนงค์ก็กลับออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าตัวเดิมที่สวมใส่เมื่อคืนนี้

เดรสเปิดไหล่สีชมพูหวานขับผิวของอรอนงค์ให้ขาวผ่องยิ่งกว่าเดิม ลำคอระหงและลาดไหล่เนียนชวนมอง ทว่า...ท่านชายทิทยุแทบจะยกมือกุมขมับเมื่อเห็นว่าชุดของอรอนงค์มีร่องรอยถูกกระชากจนขาดที่ไหล่ขวา

...นั่นเป็นฝีมือของเขาหรือฝีมือของใคร ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองขาดสติถึงขั้นกระชากเสื้อผ้าของเธอจนขาดแหว่งวิ่นเช่นนี้ เขาเคยควบคุมสติได้เสมอ แล้วเหตุใดเมื่อคืนจึงทำตัวราวกับพวกเลวสถุน ฉีกทึ้งเสื้อผ้าของสตรีอย่างไม่ให้เกียรติเช่นนั้นเล่า

เขาจ้องมองเสื้อผาของอรอนงค์ มองมือที่คอยแต่จะปิดรอยขาดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อสูทตัวหนึ่งออกมา เดินกลับมาคลุมสูทตัวนั้นให้เธออย่างสุภาพและระมัดระวัง ยามนี้อรอนงค์เสมือนแก้วเจียระไนใบหนึ่งที่หากแตะต้องแรงเกินไป อาจจะแหลกสลายได้ในคราวเดียว

ตอน 3

หม่อมเจ้าทิทยุมองใบหน้าที่ก้มต่ำ แม้ไม่เห็นสายตาก็รู้ว่าอรอนงค์กำลังประหม่าและอึดอัด เขารู้ดีว่าอรอนงค์ไม่ได้หัวโบราณมากมายอะไรนัก แต่ก็ไม่ใช่สาวสมัยใหม่จนไม่ไยดีกับการสูญเสียพรหมจรรย์ สิ่งที่ควรสงวนให้กับสามีดันถูกเขาช่วงชิงมาแล้ว ในใจของเธอจะเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดหนอ

เขาไม่ใช่คนละเอียดอ่อน แทบไม่เคยทะนุถนอมสตรีคนใดนอกจากขนิษฐา ยิ่งวิธีคิดของสตรีนั้นเขายิ่งไม่เคยจะใส่ใจมาก่อน หากยามนี้ รู้ตัวดีว่าตนเองผิดเต็มประตู จะเสือกไสไล่ส่งอีกฝ่ายเหมือนสตรีที่เคยผ่านมาไม่ได้ จะไม่ไยดีทำเหมือนเหตุการณ์เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นก็นับว่าเป็นการทำร้ายจิตใจของเธอมากจนเกินไป แต่จะให้ยืดอกรับผิดชอบให้สมกับความเป็นสุภาพบุรุษในทันทีทันใดนั้น เขาเห็นว่าเกินจำเป็น อย่างน้อย...ขอเวลาให้เขาได้คิดและตรึกตรองสักคืนหนึ่ง รอจนความว้าวุ่นในใจของเขาสงบลงและรอให้เธอใจเย็นกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยพูดคุยตกลงกันก็ยังไม่สาย

“อร” เขาทอดเสียงแบบที่พยายามให้อ่อนโยนที่สุด กระนั้นก็ยังทำให้เธอสะดุ้งเฮือก อรอนงค์ดูหวาดกลัว และเหมือนสติจะล่องลอยไปอยู่ที่ใดไม่ทราบได้ เขาจำได้ว่าเธอมีเพื่อนชายคนสนิทสองสามคน นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอกังวล อรอนงค์อาจจะกลัวว่าคนใดคนหนึ่งในนั้นจะยอมรับตัวเธอไม่ได้

เขาวางมือที่ต้นแขนทั้งสองข้างของอรอนงค์ รับรู้ถึงอาการสั่นสะท้านที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ คิดอยากดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดปลอบเสมือนกอดน้องสาวคนหนึ่ง แต่เขากลับไม่กล้าทำเช่นนั้น ทำได้เพียงบีบต้นแขนกลมกลึงนั้นเบาๆ ก่อนจะจับจูงเธอมานั่งที่เตียง ผมดำขลับของเธอเปียกชื้นตกระใบหน้า เขาจึงเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กในตู้มาเช็ดให้ ทีแรกอรอนงค์กระถดหนี ไม่ยอมให้เขาแตะต้องผมของเธอแม้แต่ปลายเล็บ

“อยู่เฉยๆ” เขาออกคำสั่งทั้งยังใช้สายตาดุๆ มองเธอเช่นเดียวที่มองหญิงทัส เจ้าหล่อนก็ก้มหน้างุด ยอมให้เขาทำตามอำเภอใจ ไม่กล้าขัดใจอีก

ท่านชายเช็ดผมให้เธออย่างเบามือ อรอนงค์เคยเห็นเขาทำเช่นนี้กับท่านหญิงมาก่อน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้รับการกระทำอย่างอ่อนโยนเช่นนี้จากเขา หญิงสาวนั่งตัวลีบไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าก้มต่ำจนคางแทบชิดอก เสื้อสูทของท่านชายที่คลุมตัวเธออยู่เริ่มอุ่นขึ้นมาทีละน้อย ทำให้อาการหนาวสั่นของเธอหายเป็นปลิดทิ้ง

ผ่านความตกใจมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว อรอนงค์เริ่มตั้งสติได้ เธอยืดตัวตรง เงยหน้า มองสบดวงตาที่ลึกล้ำดั่งมหาสมุทรของคนตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา

ท่านชายปล่อยมือจากผมของเธอ ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าเธอ มือที่อุ่นร้อนแตะที่หลังมือของเธอ แต่ก่อนที่เขาจะพูด อรอนงค์กลับชิงพูดเสียก่อน

“อย่าบอกท่านหญิงนะเพคะ”

ท่านชายย่อมเข้าใจดีว่าเรื่องอะไรที่ไม่ควรบอก ทว่าสีหน้าและแววตาที่แสดงออกมากลับไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดคิด สีหน้าไม่เห็นด้วยและสายตาที่อ่อนโยนนั้นทำให้เธอคิดไปไกลแล้วว่าท่านชายอยากจะรับผิดชอบ ‘อุบัติเหตุ’ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

รับผิดชอบงั้นหรือ...อรอนงค์นึกภาพไม่ออกเลย ผู้ชายที่รักอิสระและไม่เคยเอาหัวใจไปเกาะเกี่ยวผู้หญิงคนใดอย่างท่านชายจะยอมแต่งงานกับเด็กสาวที่อายุห่างจากเขาเกือบสิบหกปี ทั้งยังเป็นคนที่เขาเคยดูแคลน อรอนงค์ยังจำได้ถึงคำตำหนิอย่างตรงไปตรงมาของเขา

‘ไม่มีศักดิ์ศรีแล้วหรือ’

‘เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าปราบ* (จากเรื่องเพียงรอยพรหม) แต่งงานแล้ว เธอยังจะไปยุ่งอะไรกับเขาอีก’

‘เธอจะตามตื๊อผู้ชายที่มีเจ้าของแล้วอีกนานแค่ไหนกัน หืม? คิดจะแย่งเขามางั้นหรือ ทำไม่ได้หรอก ฉันมั่นใจว่าเธอทำไม่ได้ ยิ่งเธอทำตัวแบบนี้ ปราบก็จะยิ่งไม่มองเธอ’

เวลาล่วงเลยมาเกือบหกปีแล้ว แต่เหตุการณ์ในตอนนั้นยังฝังลึกอยู่ในใจของเธออย่างยากจะลบเลือน อรอนงค์ยอมรับว่าเมื่อหกปีก่อน เธอยังเด็กจึงคิดตื้นเขินและอยากเอาชนะมากจนเกินไป แต่ท่านชายเป็นคนเดียวที่ทำให้เธอคิดได้ คำพูดของท่านชายแม้จะกัดกินหัวใจของเธอจนเลือดซิบแต่ก็เปรียบดั่งแสงสว่างขับไล่ความโสมมในจิตใจของเธอออกไปได้

“ไม่ให้บอกหญิงทัส?”

เสียงของท่านชายปลุกเธอจากภวังค์ อรอนงค์กะพริบตาถี่เร็ว ภาพความทรงจำในวันวานจึงแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าคมสันสมบูรณ์ที่ดูภูมิฐานตามช่วงวัย

“ไม่ใช่แค่ท่านหญิง แต่ทุกคนเพคะ”

“แน่ใจแล้วหรือ”

อรอนงค์พยักหน้าโดยไม่เสียเวลาคิด แววตาของเธอทั้งหนักแน่นจริงจังจนทำให้ท่านชายนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาเพ่งมองเธอ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สุกสกาว จริงใจและบริสุทธิ์ ดวงตาคู่นี้ดึงดูดเขา...ทำให้เขาไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง ไม่อาจดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด แล้วบดจูบลงบนกลีบปากที่ชุ่มฉ่ำเชิญชวนนั้น

‘อืม’

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวราวกับละครฉากหนึ่ง เขาจำได้ว่าส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจเมื่อได้ลิ้มรสกลีบปากอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยความประหม่าของเธอ

ท่านชายย้ายสายตามาที่ริมฝีปากชมพูระเรื่ออย่างไม่รู้ตัว

มีร่องรอยของเขาอยู่บนนั้น อาจเป็นรอยกัดหรือรอยดูดจนเกิดเป็นรอยจ้ำจางๆ ครั้นเลื่อนสายตาต่ำลงกว่านั้น เขาก็เห็นรอยประทับบนเนินทรวง รอยแดงจ้ำสองสามรอยนั้นทำให้เขารู้สึกราวกับได้ครอบครองความงดงามทั้งหมดของโลกใบนี้ไว้เพียงคนเดียว

“อรอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ประเดี๋ยวท่านหญิงไปที่บ้านแล้วจะไม่พบ”

เสียงของอรอนงค์ทำให้คนที่กำลังเหม่อลอยรู้สึกตัว ท่านชายผุดลุกรวดเร็ว กระแอมกระไอในลำคอสองสามครั้ง พลางดึงสาบเสื้อของตัวเองให้ปกปิดเนินเนื้อผุดผ่องที่ชวนให้คิดไปถึงไหนต่อไหนนั้น

“ฉันไปส่ง”

“ไม่เป็นไรเพคะ ประเดี๋ยวอรโทร.เรียกให้ที่บ้านมารับดีกว่า”

เท้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูชะงักเล็กน้อย ตอนเขาเอี้ยวตัวหันมามอง ดวงตาของเขาก็แสดงอำนาจที่ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้

“ฉันจะเบาใจมากถ้าได้ไปส่งเธอด้วยตัวเอง”

จากนั้นมือใหญ่ก็คว้าข้อมือเล็ก จับจูงคนที่ยืนอ้ำๆ อึ้งๆ ให้เดินตามจนขาแทบขวิด

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167UJM” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167UJM
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ลงโทษลูน่าครั้งที่ร้อย
ลงโทษลูน่าครั้งที่ร้อย
เมื่อความรักสี่ปีกลายเป็นแผนลวง นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดเข้มข้นที่เล่าถึงไอซ่า ลูน่าสาวที่ถูกอเล็กซ์ คู่ชีวิตหมาป่าหลอกลวงให้สละไขกระดูกเพื่อล้างแค้นแทนแม่เลี้ยง จนเธอและลูกในครรภ์ต้องตายในเหตุการณ์เหมืองถล่ม ทว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาทวงคืนความยุติธรรมและชำระแค้นให้สาสม
9.3
73 ตอน
ผิดที่รักหมดใจ
ผิดที่รักหมดใจ
เมื่อความรักหมดอายุและจบลงด้วยการหย่าร้างอย่างไร้เยื่อใย ใบข้าวต้องก้าวเดินจากไอศูรย์ไปพร้อมความเจ็บปวดและลูกน้อยในครรภ์ที่เขาไม่มีวันได้รับรู้ นิยายรักดราม่าสุดบีบหัวใจที่จะพาทุกคนไปพบกับอุปสรรคของการเริ่มต้นใหม่และการหวนกลับมาพบกันอีกครั้งโดยบังเอิญ อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้เลย
9.0
63 ตอน
เมียถูกทิ้ง กลับมาเป็นเศรษฐินีใหญ่
เมียถูกทิ้ง กลับมาเป็นเศรษฐินีใหญ่
เมื่อวันครบรอบแต่งงานสามปีกลายเป็นวันสิ้นสุดรัก พรกมลถูกอภิเดชสามีใจร้ายบีบบังคับให้หย่าร้างทั้งที่เธอกำลังตั้งครรภ์ แถมเขายังหูเบาเชื่อคำลวงของศศิกานต์และสั่งให้เธอทำแท้งอย่างไร้เยื่อใย เธอจึงตัดสินใจเซ็นใบหย่าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่พร้อมลูกในท้อง อ่านนิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นนี้ได้เลย
8.5
65 ตอน
เมียเด็กของคุณป๋า
เมียเด็กของคุณป๋า
เมื่อครอบครัวล้มละลาย 'พิชญา' จำต้องเอาตัวเข้าแลกกับสัญญาอัปยศ กลายเป็นของเล่นชั่วคราวของ 'ปรเมศวร์' มหาเศรษฐีค้าเพชรผู้ไร้หัวใจ นิยายรักดราม่าแนวหนี้รักที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและเสน่หาอันตรายอันยากจะถอนตัว อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้เลย
9.1
64 ตอน
Forbidden Love ของต้องห้ามทายาทมาเฟีย
Forbidden Love ของต้องห้ามทายาทมาเฟีย
เมื่อความรักกลายเป็นเรื่องต้องห้ามระหว่างบอดี้การ์ดหนุ่มหน้าดุกับคุณหนูจอมเอาแต่ใจ ท่ามกลางความต่างของชนชั้นในโลกนิยายมาเฟียอันตราย แรงดึงดูดเร่าร้อนที่ยากจะต้านทานจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่เขาต้องข้ามผ่านเพื่อครอบครองเธอ อ่านนิยายรักสุดเข้มข้นที่ชวนให้ลุ้นไปกับหัวใจสองดวง
9.3
50 ตอน
เมียแต่งจำเป็น
เมียแต่งจำเป็น
เมื่อความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนนำไปสู่การเป็น เมียแต่งจำเป็น ภายใต้เงื่อนไขสุดหักมุมของความใกล้ชิดที่ปฏิเสธไม่ได้ ท่ามกลางคำโกหกที่ขัดกับความรู้สึกจริง นิยายรัก โรแมนติกเรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับความผูกพันที่ถักทอขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว อ่านนิยายสนุกๆ ที่จะทำให้คุณลุ้นจนวางไม่ลง
9.3
45 ตอน