ตอน 2

CHAPTER 01

ตาม ภูมิรพี: TALK

@ร้านไอศกรีม Banana

“ไอศกรีมมาแล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ”

“ขอบคุณครับ”

สิ้นเสียงตอบรับถ้วยไอศกรีมแก้วใหญ่บนโต๊ะก็ถูกมือขาวอวบอั๋นขนาดเล็กเลื่อนไปด้านหน้าตัวเองท่าทางเตรียมพร้อมจะทานมากที่สุด สักพักในเวลาต่อมารอยยิ้มหวานถูกส่งผ่านมาทั้งที่ไอศกรีมรสช็อตโกแลตยังคาปากเล็กสีเชอร์รี่สุกอันจิ้มลิ้ม ภาพน่ารักตรงหน้าชวนให้เกิดความสุขจนอดทำให้นิ้วมือเรียวขาวใหญ่มีเส้นเลือดปูดตามประสาผู้ชายเข้าของตัวเองไปเช็ดมุมปากที่เลอะออกมาอย่างเบามือ

เกือบห้าโมงเย็นแสงสุดท้ายของฤดูหนาวกำลังจะลาลับขอบฟ้าของเอเชียโซนเอ้าท์ดอร์ชั้นสองของร้านไอศกรีมยังมีผู้คนคับคั่งเข้ามาใช้บริการกันเนืองแน่น ผมมาที่นี่หลายครั้งต่อหลายครั้งแต่ยังไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้ทั้งที่อากาศเย็นแต่ผู้คนก็ยังไม่ห่างจากของหวานที่ขึ้นชื่อว่าไอศกรีม โซนที่ผมนั่งอยู่มีหลายโต๊ะส่วนมากเป็นผู้หญิงทั้งนั้นไม่ว่าวัยทำงานวัยรุ่นมัธยมหรือแม้กระทั่งวัยนักศึกษา

ไอศกรีมคงเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจชั้นดีอีกทั้งยังช่วยดับความร้อนในช่วงบ่ายที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวแต่ก็อย่างที่ทุกคนสัมผัสได้เมืองไทยไม่ว่าจะฤดูไหนก็ร้อนเหงื่อแตกได้ทุกเมื่อไม่เว้นแม้แต่ฤดูหนาว ฤดูหนาวถ้าเป็นในเมืองหลวงก็แค่รู้สึกเย็นในตอนเช้าและตอนกลางคืนเท่านั้นเว้นแต่ปีนั้นๆ จะหนาวจริงหน่อย

“ไงมึงสบายดีนะ?”

เหอะ...

ไอ้คนถามไม่แม้แต่จะมองหน้าผมเลยสักนิดแต่กับลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงไปในไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายอกสบายใจเหมือนไม่ทุกข์ร้อนห่าใดๆ สักนิด ประโยคเมื่อกี้มันประชดผมชัดๆ ไม่ตั้งใจถามเพื่อเอาคำตอบอะไรทั้งนั้นหรอกทว่าผมกับอยากตอบมันเหลือเกิน

“ตามึงก็เห็น”

“ตากูอยู่บ้านไม่ได้มาด้วยคงไม่เห็นมึงหรอกวะ”

ควาย...

ประโยคที่ผมพูดต่อแต่ไม่เปล่งเสียงออกมาได้ส่วนไอ้คนที่พึ่งตอบกวนตีนก็ยิ้มเยาะชอบใจส่งกลับมาแทน มันรู้ว่าผมตอบอะไรให้มัน ไอ้นี่มันชอบกวนส้นตีนเหลือเกินอยู่ดีๆ ไม่ดีจะตายมั้ง มันชื่อ ‘บอล’ ครับเพื่อนผมคนนี้

มันเท่เบ้าหน้าก็พอเอาเข้าวัดเข้าวาได้แต่ถ้าจะถามถึงรูปร่างส่วนสูงโคตรดูดีระดับเดียวกับนายแบบคิดดูแล้วกันว่าจะจัดให้มันอยู่ในระดับไหนส่วนผมให้เพื่อนเวรของตัวเองจัดอยู่ในระดับที่ดีมากถ้าไม่รวมกับปากหมาๆ ของมัน

“วันหลังมึงก็เอามาด้วยแล้วกัน ชีวิตกูมันน่าให้มึงเสือกเหลือเกิน”

แล้วผมก็พูดขึ้นอีกครั้ง ตอบมันอย่างไม่ใส่ใจไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหน้าคนฟังจะมีสีหน้าท่าทางยังไงเพราะสายตาตัวเองจดจ้องกับอะไรบางอย่างซึ่งแน่นอนว่ามันสำคัญกว่าเพื่อนปากหมาๆ หลายเท่าตัว

“งั้นก็สมที่คนบาปอย่างมึงจะตกอยู่ในสภาพนี้”

“สภาพนี้ก็ดีกว่าตกอยู่กับพวกมึงไอ้บอล”

พวกมึง... บอกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่ผมกับไอ้บอลเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายคนด้วยกันเดี๋ยวพวกมันก็เข้ามาในชีวิตของผมเองนั่นแหละเข้ามาทีละคนสองคนหรือไม่ก็เข้ามาแบบรวบยอดทีเดียวเป็นกลุ่มแต่ไม่เข้ามามันจะสงบสุขมากกว่า

“ครับไอ้คุณตาม” ไอ้บอลมันยอมสงบปากหมาๆ ของตัวเองก็เพื่อหันไปยิ้มหวานจนตาหยีให้กับอีกคนหนึ่งที่นั่งเงียบทานไอศกรีมพร่องไปเกือบถ้วยใหญ่แล้ว “สวัสดีค่ะสาวน้อยต้องตาของน้าบอลคนหล่อ”

‘ตาม’ ชื่อของผมเองส่วน ‘ต้องตา’ เป็นชื่อลูกสาวคนเดียวของผมในปัจจุบัน ฟังไม่ผิดนะครับต้องตาเป็นลูกสาวของผมจริงๆ รู้แบบนี้แล้วคงไม่ต้องถามหาสถานะว่าโสดหรือเปล่า

มีลูกก็ต้องมีเมียไม่เห็นแปลก

“สวัสดีค่ะอาบอล”

ต้องตาวางช้อนไอศกรีมลงในถ้วยพนมมืออวบเล็กๆ ไหว้ไอ้บอลหลังจากนั้นก็กับไปสนใจสิ่งที่ชอบต่อโดยปล่อยให้คนถามกลายเป็นหมาหัวเน่าทันที

“ไม่น่าเชื่อ พ่อกับลูกโคตรเหมือนกันเลย”

“ก็ต้องตาลูกพ่อตามขานิคะอาบอล”

เสียงนี่ดังขึ้นเรียกเสียงหัวเราะพร้อมกับส่งรอยยิ้มเยาะไปสมน้ำหน้าเพื่อนปากหมาของตัวเอง เห็นไหมขนาดต้องตายังเข้าข้างพ่อตัวเองคงทนไม่ไหวกับความกวนตีนมั้ง

“ค่ะ อาบอลไม่เถียงเลยค่ะ ลูกพ่อตามขาจริงๆ”

“มาติมหมดแล้วมานั่งตักพ่อดีกว่า” ว่าแล้วผมก็ขยับตัวเลื่อนถ้วยไอศกรีมไปด้านหน้าไอ้บอลแล้วจัดการช้อนโอบอุ้มร่างเล็กของต้องตาเข้ามานั่งตรงกลางระหว่างขาของตัวเองซึ่งมีพื้นที่เล็กน้อยแต่พอดีกับลูกก่อนคว้าแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาป้อนลูกสาวเป็นการตบท้าย ไอ้คำว่าติมผมได้ยินต้องตาพูดมานานแล้วนะไม่รู้ว่าเลียนแบบใครใครสอนใช่แม่ของต้องตาหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก “อร่อยมั้ย?”

“ติมอร่อยค่าพ่อตามขา มาอีกๆ”

มือเล็กเกาะขาผมทั้งสองข้างไว้แน่นหลังจากที่ดื่มน้ำเสร็จไปตอนก่อนหน้า ใบหน้ากลมมนมีแก้มยุ้ยหน่อยๆ สีแก้มแดงเล็กน้อยโดยธรรมดาเงยขึ้นจนสุดลำคอก่อนฉีกยิ้มแฉ่งอวดฟันเพื่อมองหน้าผมที่ก้มหน้าถาม

“คราวหน้าเดี๋ยวพ่อมาอีกเนาะ”

“เย้! พ่อตามขาใจดีที่สุดในโลกเล้ย....”

“อ้อนพ่อตามเข้าไว้นะคะต้องตา มาคราวหน้าทานเยอะๆ”

“ไอ้บอล”

ผมเอ่ยแค่นี้ทั้งที่ประโยคต่อมาอยากด่าแหลกใส่คำหยาบแบบซัดยับมากเหลือเกินแต่ต้องเก็บเอาไว้ยังไงก็อยู่ต่อหน้าต้องตา แค่คำว่ากู มึง หนักสุดก็แค่คำว่าเสือกก็พอแล้วอย่างอื่นโตขึ้นให้เรียนรู้เองดีกว่าอย่าพึ่งชี้โพลงให้กระรอกเลย

“คิกๆ อาบอลโดนพ่อตามขาดุ คิกๆ”

“พ่อตามขาของต้องตาดุน่ากลัวมาเลยค่ะ อาบอลกลัวๆ”

“คิกๆ อาบอลกลัวพ่อตามขา...”

ต้องตาพูดขึ้นในขณะที่ยังหัวเราะตามประสาเด็ก ไม่นานนักมือเล็กอวบชี้จิ้มจึกๆ เข้ามาตรงกระเป๋ากางเกงที่มีโทรศัพท์และกุญแจรถอยู่นูนอยู่ ผมรู้ดีว่าลูกสาวต้องการอะไรจึงล้วงเข้าไปเอาโทรศัพท์ให้ตั้งแต่นาทีนั้นมาลูกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะได้แต่เลื่อนดูวีดีโอของเจ้ากระเป๋า

“ว่าแต่มึงมีอะไรไอ้บอล?”

ลงทุนตามมาจากไอจีที่ผมลงมันต้องไม่มีอะไรธรรมดาแน่นอนยิ่งคนอย่างไอ้บอลถ้าได้ชีพจรลงเท้าเมื่อไหร่เรื่องที่มันกำลังจะพูดก็ต้องสำคัญ

“เที่ยว”

“คงไม่เที่ยวแค่อย่างเดียว?”

“รู้ใจฉิบ”

ถ้าบอกว่าไม่ได้รู้ใจแต่ผมรู้จักสันดานของมันมากกว่า

“ไอ้บอล...” คราวนี้เสียงที่ผมใช้ค่อนข้างแข็งกระด่างผสมกับความจริงจังเพราะได้ยินคำหยาบออกมาเพิ่มรู้สึกไม่ค่อยชอบใจนัก “กูเคยบอกมึงว่าไง”

“กูขอโทษ”

“เออ”

พอเห็นมันขอโทษก็โอเคไม่ได้คิดอะไรมากมายจนทำให้ซีเรียสขนาดนั้นอีกอย่างมันก็มีบางเวลาพลั้งเผลอแต่อย่าให้มีบ่อยแล้วกัน

“วันนี้วันศุกร์”

ก็ใช่ไงวันนี้วันศุกร์พอผมไปรับต้องตาที่โรงเรียนก็ตรงมาร้านไอศกรีมแล้วมันแปลกตรงไหน

หรือว่า...

“ศุกร์หรรษาไงไอ้ตาม”

พูดจบไอ้บอลก็ยักคิ้วส่งมาให้เป็นอันว่ารู้กัน วันศุกร์สุดหรรษาสำหรับใครต่อใครไม่ว่าอาชีพไหนคืนนี้ก็คงต้องท่องราตรียาวหรือไม่ก็ไม่เมาไม่เลิก

“ศุกร์นี้คงไม่ใช่ของกู”

ว่าแล้วสายตาของผมก็มองก้มไปยังต้องตาเป็นเชิงบอกไอ้บอลว่าต้องดูแลลูกและยังไม่วายเอามืออีกข้างมาโอบกอดรอบตัวต้องตากันตกเก้าอี้เพราะเวลาดูโทรศัพท์ชอบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

ดื้อเหมือนใครวะ

ไอ้บอลเข้าใจผมดีถ้าวันไหนต้องอยู่กับต้องตา ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของผมใช้ได้เฉพาะกับคนที่ตัวเองรักเท่านั้น

คนอื่นไม่มีทางเห็นหัวมัน

“งั้นกูก็มาเสียเที่ยวดิ” เสียงถอนหายใจของไอ้บอลดังขึ้นมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้น่าเห็นใจสักนิดเดียวเพราะอาจมีประโยคต่อที่เหมือนจะเจาะจงกัดผมโดยเฉพาะ “มึงโคตรเป็นผัวดีเด่น นี่ถ้าเมียไม่ติดสอบก็คงไม่ปฏิเสธแน่”

“ขอบใจที่ชมกูไอ้เลวบอล”

ส่วนเมีย... เธอก็คือตูน ตอนนี้เรียนปีสุดท้าย อายุอ่อนกว่าผมสองปี จริงๆ แล้วเธอน่าจะเรียนจบตั้งนานแล้วแต่เป็นเพราะท้องต้องตาก็เลยดรอปไว้ปีหนึ่ง

ท้องตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วนะข้อนี้ผมบอกไว้ก่อน เผื่อเข้าใจผิดกัน

“แล้ววันอื่น?”

“มันคืออนาคต”

เหี้ย...

รูปปากไอ้บอลพูดขึ้นแบบนี้แต่ไม่ออกเสียงทว่ามันไม่สะทกสะท้านผิวหนังหนาๆ ของไอ้ตามคนนี้หรอกชินชาไปแล้วด้วยซ้ำ คำพวกนี้พูดแล้วพูดอีกกับพวกมันวันละหลายๆ รอบไป

“เออ ตอบกวนกูเข้าไปไอ้ตาม”

ผมฉีกยิ้มกวนตีนส่งกลับไปให้ไอ้บอลประกอบกับท่าทางยียวนกวนประสาทเต็มเหนี่ยว ทีมันพูดกวนคนอื่นยังทำได้แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้

“มึงอยากรู้มากเลยเหรอวะ?”

“ก็... เออๆ บอกก็บอกว่ะ” นั้นไงมันไม่ใช่เที่ยวอย่างเดียวเท่านั้นมีเรื่องอื่นมาพัวพันจนได้ ไอ้บอลมันคิดอะไรอยู่ไม่เจียนสังขาร “มึงจำน้องมิ้นท์ได้มั้ย?”

“ได้” ธรรมดาใครมันจะจำไม่ได้พึ่งเจอไปเมื่อวานกับมันเอง ลืมก็สมองเสื่อมแล้วระยะเวลาห่างไม่ถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำ “ไงต่อ”

“คืนนี้น้องเขาชวนกูเที่ยวเว้ย ผับที่ไปบ่อยๆ ”

“มึงก็ไปดิ บอกกูเพื่อ?”

“ก็น้องเขาจะไม่ไปไงถ้ามึงไม่ไปด้วย”

“เพื่อนเขาชอบกูว่างั้น?”

ที่แท้ก็ให้ไอ้บอลเป็นสะพานเชื่อมต่อมายังผม เพื่อนคนนี้มันจริงๆ เลยโว้ย ไม่ใช่มันไม่รู้ทันนะแต่มันแกล้งเออออทำทีโง่ไปอย่างงั้นแหละ

“มึงรู้...”

“เพื่อนมึงไม่ได้โง่ มองกูอย่างกับอยากเขมือบขนาดนั้นมึงก็เห็น”

สิ้นเสียงไอ้บอลก็หัวเราะจนทำให้ผมแทบอยากลุกขึ้นเตะมันรัวๆ

“น้องเขาชื่อบุ๋ม”

สิ้นเสียงร่างเล็กนุ่มนิ่มที่ผมโอบกอดเอาไว้เงยใบหน้าขึ้นมาสบสายตาของผมทำท่างงงวยจากนั้นนัยน์ตาสีนิลสวยก็เปลี่ยนเป็นเชิงอยากรู้อยากถาม

“พ่อตามขา... ใครบุ๋ม?”

เอาแล้วไงวะ

นี่แหละที่เขาถึงบอกว่าเด็กชอบเรียนรู้ชอบจดจำในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด

“เอ่อ... เพื่อนอาบอลของลูกไง” ผมตอบลูกทันทีที่คิดได้โดยการบวยไปให้ไอ้บอลแทน เอาตัวรอดไว้ก่อนส่วนเพื่อนค่อยช่วยทีหลัง “ใช่ไหมบอล”

“ใช่ค่ะต้องตาเพื่อนอาบอลเอง”

ไอ้บอลรับไปแล้วต้องตาก็ยังทำท่ารุ่นคิดแป๊บหนึ่งซึ่งขนาดผมก็ไม่เข้าใจว่าลูกตัวเองทำไมต้องทำขนาดนั้นทั้งที่เป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ สีหน้าเหมือนโตเต็มที่แสดงออกเรื่อยๆ ทว่าแค่พักเดียวริมฝีปากจิ้มลิ้มก็เอ่ยขึ้นทำเอาเสียวสันหลังวาบ

“งั้นตาต้องบอกแม่ตูนมั้ยคะพ่อตามขา”

ซวยแล้วไง...

เป็นสิ่งที่ผมพูดในใจพร้อมกับฝืนยิ้มแห้งๆ ให้กับต้องตาลูกสาวตัวน้อยที่ยังเงยหน้ามองด้วยสายตาแป๋วใสซื่อตามสไตล์เด็ก สิ่งที่เด็กคิดกับผู้ใหญ่คิดมันไม่เหมือนเลยด้วยซ้ำโลกของเด็กก็เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาดไม่มีการแต่งแต้มสีลงไปให้เลอะเทอะส่วนผู้ใหญ่อาจเปื้อนจนแทบไม่มีที่ว่างด้วยซ้ำไป ประโยคนี้นึกไปถึงคนสอนถึงแม้ไม่อยู่ในสถานการณ์ก็ยังมีส่วนเสริมสร้างให้นึกถึง

ร้ายทั้งแม่อีกทั้งยังส่งเสริมลูกอีก

เธอมันน่าจับตีก้นจริงๆ ตูน...

“ไม่เกี่ยวกับพ่อตามขาของต้องตาเลยค่ะ ไม่บอกเนาะอาบอลขอ”

ไอ้บอลพูดขึ้นเป็นผมที่เงียบนิ่งไม่ได้ตอบอะไรกับลูกปล่อยให้ไอ้คนปากหมามันแก้ตัวไปก่อน เรื่องความฉลาดในการเอาตัวรอดต้องยกให้ไอ้บอลเป็นอันดับหนึ่งมันทำได้ดีเลยสำหรับเรื่องนี้และที่มันเอ่ยเอาตัวรอดได้รวดเร็วขนาดนี้ก็เพราะก่อนหน้าผมบวยเรื่องผู้หญิงชื่อบุ๋มให้มัน

ถ้าเรื่องนี้ถึงหูตูนเมื่อไหร่ไอ้บอลก็ไม่รอด

ผมก็ไม่รอดเหมือนกัน

ผลสรุปออกมาตายห่าทั้งคู่เดี๋ยวเมียก็หาว่าเป็นเพื่อนกันก็ต้องเข้าข้างกันอีก เพื่อนกันออกรับแทนกัน คิดแล้วโคตรปวดหัว

“แต่แม่ตูนบอกว่าถ้าเกี่ยวกับอาบอลก็ต้องบอกค่ะ”

จบสิ้นประโยคไอ้บอลหันใบหน้ามาหาผมและขยับปากแบบไม่มีเสียงอีกครั้ง ไอ้สันขวานตามลูกแม่ไหมล่ะ มันตั้งใจบอกว่าต้องตาลูกผมได้เชื้อแม่มาเยอะหรือว่าเข้าข้างทางตูนประมาณนั้น

นี่ก็คือความฉลาดของเมียผมบวกกับความฉลาดของลูกเข้าไปสร้างความปวดหัวได้ทันทีที่ได้ฟังพาราคงได้ใช้แหละคืนนี้ ทางแก้ปัญหาเหลือแค่ความมืดมิดของทางตันเท่านั้นมองยังไงก็ไม่มีแสงสว่าง

“แต่ถ้าต้องตาบอกอาบอลต้องถูกตีแน่ๆ เลยค่ะ” คราวนี้ไอ้บอลสวมบทดารานำชายทำหน้าเศร้าแบกโลกเอาไว้ทั้งใบต่อหน้าลูกสาวผม อีกอย่างที่ผมอยากบอกมันคือเพื่อนที่ใช้คำว่าไอ้ปัญญาอ่อนได้เหลือเดนที่สุด “ถูกตีป้าบๆ”

“ต้องตาอยากเห็นอาบอลถูกตี”

นั่นไงลูกผมฉลาดไหม คำตอบที่ชวนหักมุมหักหน้าไอ้บอลซึ่งๆ หน้าไม่มีการลีลาอะไรให้มากความก็บอกแล้วว่าเด็กคิดอะไรก็จะพูดออกไปแบบนั้น ไม่กั๊ก

“ต้องตาลูก”

“ขาพ่อตาม”

เพียงแค่เอ่ยใบหน้าเล็กก็เงยขึ้นมองหน้าของผมอีกครั้งเพื่อไม่ให้ลูกสาวตัวเองมีอาการปวดเมื่อยลำคอตามหลังผมจึงอุ้มต้องตาเปลี่ยนท่าทางให้หันตัวมาทางตัวเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ลูกก็นั่งบนพาดขาของผมไปข้างหนึ่งโดยมืออวบเล็กยังถือโทรศัพท์แน่นเหมือนกลัวทำตก ผมไม่หวงสักนิดตกได้ก็ซื้อใหม่ได้

“แล้วต้องตาอยากให้แม่ตูนตีพ่อมั้ย?”

ศีรษะเล็กปฏิเสธทันที

“พ่อตามขาไม่ดื้อ แม่ตูนไม่ตีหรอกค่า”

ให้ตายสิเด็กน้อย จะรับรู้ไหมว่าพ่อคนนี้โดนไม่น้อยเลยเวลาลับสายตาของผู้เป็นลูก จิกข่วนทุกอย่างพ่อล้วนโดนมาหมดแล้วนับประสาอะไรกับครั้งนี้

“ถ้าอาบอลของต้องตาโดนรู้ไหมว่าพ่อก็โดนด้วย” ผมเชื่อนะว่าอย่างน้อยลูกคนนี้ก็ได้เชื้อจากผู้เป็นพ่อมาไม่น้อยเหมือนกันเช่นกัน จึงพยายามโน้มน้าวใจต้องตาโดยการฉุดเอาความน่าสงสารมาเป็นจุดเด่น “อาจโดนก้านมะยม”

“เจ็บๆ ”

ถ้อยคำมาพร้อมกับอ้อมแขนอวบๆ กอดรอบเอวของผมทันทีในขนาดที่ความยาวของแขนอวบยังเอื้อมไม่ถึง ใบหน้าเล็กกลมแนบชิดกับหน้าท้องอาจเป็นเพราะได้ยินว่าก้านมะยมที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของต้องตาก็ได้นะ

ต้องตาไม่ถูกกับก้านมะยมเท่าไหร่นักถ้าจะสาวความยาวของเหตุการณ์ก็ประมาณสองอาทิตย์ก่อน ตูนใช้ก้านมะยมฟาดเพื่อทำโทษลูกแค่ทีเดียวก่อนหน้าที่ผมไปเห็นและคว้าตัวลูกมาอุ้มครั้งที่สองจึงถูกมือของผมเองแบบเต็มๆ เหตุการณ์นั้นทำให้ต้องตาร้องไห้สนั่นลั่นบ้านไปหลายชั่วโมง

และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ระหว่างผมกับตูนก็ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่

“พ่อกลัวเจ็บ”

ติ้ง!

TOON’ TT : รู้ว่าอยู่ร้านไอติมรีบกลับบ้าน อย่าพาลูกเถลไถล

รอบคอบมาก อยากได้ฉายาแม่บ้านปราบผัว2018 หรือไง

มันเป็นข้อความแรกที่ผมพึ่งได้จากคนที่ขึ้นชื่อว่าเมีย เชื่อเถอะถ้าต้องตาไม่ได้อยู่กับผมข้อความนี้ก็จะไม่ถูกส่งมาอีกเช่นกัน

สรุปสั้นๆ ก็คือตูนห่วงลูก

ผมจะเป็นตายร้ายดียังไงเธอไม่สนอยู่แล้ว

ไม่สนใจในที่นี้ไม่ใช่ว่าแค่เรื่องเดียวแต่มันเป็นทุกๆ เรื่องเลยต่างหากเช่น การพูดจาถามคำตอบคำ การพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ทำอาหารให้ เรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นหน้าที่เมียเธอไม่ทำสักอย่าง

ผมโกรธเธอเรื่องใช้ก้านมะยมตีลูก

ส่วนตูน... เธอโกรธผมเรื่องไปเที่ยวกลับดึก

“ไม่บอกแม่ตูนแล้ว พ่อตามขาจะได้ไม่ถูกตี”

เสียงชัดแจ๋วพูดออกมาสร้างรอยยิ้มให้กับผมและไอ้บอล ส่วนหนึ่งก็มีความโลงอกโล่งใจด้วยแหละบอกเลยว่าผมไม่อยากทะเลาะอะไรกับเมียในช่วงนี้เพราะทั้งวันพรุ่งนี้และวันมะรืนเป็นวันหยุด เป็นวันครอบครัวที่ทั้งผมตูนและต้องตาต้องอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืนขืนมีเรื่องทะเลาะก็ทำให้บรรยากาศเสียทั้งที่เป็นอยู่ก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วด้วย

ไม่อยากซ้ำเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟ

“แบบนี้สิเด็กดีของพ่อ”

“แต่ตาต้องได้ไปเที่ยวทะเล พ่อตามขาไปพาหน่อยย...”

ใบหน้ากลมผละออกจากตัวของผมก่อนที่ต้องตาจะเงยหน้าขึ้นทำพร้อมกับกระพริบดวงตาโตถี่ๆ เป็นสัญญาณการออดอ้อนอย่างเต็มที่

“แลกเปลี่ยนกันแบบเลยเหรอค่ะต้องตาของอาบอล”

“ค่าอาบอล”

ไอ้บอลพยักหน้ายิ้มกลุ้มกริ่มกับต้องตาเท่านี้ผมก็รับรู้แล้วว่ามันโล่งใจมากแค่ไหนที่ไฟลูกใหญ่ยังไม่เข้าไปเผาไหม้บ้านหลังใหญ่ของมัน นิ้วโป้งใหญ่ส่งมาให้ผมแทนคำชื่นชมก่อนที่มันจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อหนีเอาตัวรอดอีกครั้งด้วยความเจ้าเล่ห์

“งั้นกูกลับก่อนดีกว่ากลัวอยู่ต่อแล้วไฟไหม้บ้านอีกว่ะ” มันก้มลงมากระซิบข้างหูผมโดยที่มือใหญ่ลูบศีรษะต้องตาเบาๆ และหันมาพูดกับต้องตา “อาบอลไปก่อนนะคะ เที่ยวให้สนุกกับพ่อตามขาด้วย”

เวร...

ผมยังไม่ตกลงพาลูกเที่ยวแต่ไอ้บอลปากหมากับพูดแบบนั้นออกไปจึงอดไม่ได้ที่จะเหยียบเท้ามันอย่างแรงส่งท้ายแต่คนอย่างมันก็ไม่ได้สะทกสะท้านนัก

“ค่า จุ๊บๆ ค่ะอาบอล”

พอไอ้บอลออกไปได้ประมาณยี่สิบนาทีผมก็พาต้องตาออกมาจากร้านไอศกรีมบ้าง เพียงไม่นานก็ถึงบ้านที่มีแค่ผมตูนและต้องตาเท่านั้น หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในทำเลดีสะดวกสบายมีความเป็นส่วนตัวมากมีไม่กี่หลังคาเรือนอีกทั้งรอบๆ ก็ยังมีความปลอดภัยในระดับสูง วางใจได้

“สวัสดีค่าแม่ตูน”

ร่างเล็กของต้องตาที่พยายามดิ้นประท้วงเพื่อให้ผมที่อุ้มเดินเข้ามาในบ้านปล่อยลงสู่พื้นเพียงแค่เท้าเล็กสัมผัสพื้นหินอ่อนก็ส่งเสียงพูดกับตูนที่คุกเข่าลงกับพื้นรับร่างของต้องตาขึ้นมาอุ้ม สองแม่ลูกผลัดกันหอมแก้มไปมาโดยไม่ได้สนใจผมเลยสักนิด

“แก้มหอมชื่นใจแม่จังจ๊ะ”

เห็นแม่แล้วลืมพ่อเลยนะลูกเอ้ย

ผมจึงเดินไปที่โซฟากลางห้องรับแขกวางกระเป๋าเล็กรูปเป็ดน้อยลงก่อนเดินไปในครัวเอาน้ำเย็นๆ เทใส่แก้วเดินออกมานั่งโซฟาแต่สายตายังจับจ้องไปยังสองแม่ลูก พอตูนปล่อยตัวต้องตาลูกก็วิ่งมาหาผมทันที

“ใช่มั้ยคะพ่อตามขา...”

ต้องตาพยายามแยกขาผมแล้วแทรกตัวยืนและพูดขึ้นเป็นประโยคที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เพราะจู่ๆ ก็พูดออกมาไม่ทันเท้าความเรื่องราวจะตอบรับมันก็ไม่ใช่เรื่องเท่าไหร่นัก

“อะไรลูก?”

“ไปเที่ยวทะเลไงค่า”

“อ๋อ...” ผมลากเสียงยาวเพราะเข้าใจที่ลูกพยายามสื่อสารแล้วก็มองไปทางตูน เธอเข้ามานั่งโซฟาอีกอันหนึ่งแต่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ใบหน้าสวยมีคำถามมากมายแต่เธอยังไม่เอ่ยถามผมก็เท่านั้น ผมจึงพูดขึ้นกับเธอ “พี่จะพาลูกไปพรุ่งนี้”

“เย้ๆ พ่อตามขาใจดีที่สุดเล้ยค่า”

“คงไม่ใช่ติดสินบนลูกนะคะ”

ตาม ภูมิรพี: TALK END

ตอน 3

CHAPTER 02

จากประโยคด้านบนหลายคนอ่านแล้วอาจรู้สึกว่ามันเป็นประโยคจับผิดสามีตัวเองแต่สำหรับฉันบอกเลยว่ามันเป็นประโยคทั่วไปอันแสนธรรมดาและก็ไม่ได้พิเศษอะไรไม่แอบแฝงอะไรทั้งนั้น

การจับผิดใช้ไม่ได้กับผู้ชายตรงหน้าหรอกฉันรู้ดีเพราะความหน้าด้านหน้าทนขนาดเปรียบกับคอนกรีตพื้นถนนยังบางกว่าเป็นร้อยเท่าเสริมความสามารถพิเศษไปอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือเมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขาผู้ชายคนนี้ก็จะผลิตสารเคลือบความอดทนเอาไว้อย่างแน่นหนา

จับได้ก็ไม่สนใจ

จับได้ก็ทำไปเรื่อยๆ

จับได้ก็ไม่สำนึก

อย่างเดียวที่เขาทำคือไม่ให้ใครหน้าไหนเข้ามายุ่งกับฉันและลูก สักครั้งก็ไม่มีแต่จะเรียกว่าความดีงั้นเหรอมันคงใช้ได้หรอกมั้ง ความเจ้าเล่ห์เผยแผ่ออกมาทั่วทุกรูขุมขนบนร่างกายเขาฉันนี่แหละที่จะหยุดยั้งมันเอง

“ไม่มี สินบนอะไร”

“หึ...”

ร้อยไม่เชื่อพันก็ไม่เชื่ออีก ความใจดีที่จู่ๆ วันหยุดทั้งทีจะพาลูกเมียไปเที่ยวทะเลตามคอนเซ็ปต์ครอบครัวสุขสันต์ Happy Family อะไรประมาณนี้เขาจะทำทำไม สู้เอาเวลาไปเที่ยวควงสาวไม่ดีกว่าเหรอแบบที่เคยทำทุกวัน

มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ

การพยายามมองเข้าไปสบตากับนัยน์ตาสีนิลเพื่อหาจุดหลอกลวงหรือโกหกที่เขาซุกซ่อนเอาไว้ทว่าฉันกับหาไม่เจออะไรเลยเพราะมีการหลีกเลี่ยงแบบชัดเจน การหลีกเลี่ยงที่แนบเนียนโดยแขนใหญ่อุ้มลูกขึ้นมาคุยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ มากมายเสียงเจี๊ยวจ๊าวของต้องตาดังขึ้นเป็นระยะๆ กระทั่งสาวใช้เดินเข้ามาเพื่อรับต้องตาขึ้นไปอาบน้ำด้านบนสองพ่อลูกตัวแสบจึงหยุดเล่น

“ไปอาบน้ำให้ตัวหอมๆ กับพี่นาก่อนนะลูก”

“ค่าพ่อตามขา”

พอเท้าเล็กเตะพื้นหินอ่อนกำลังผ่านหน้าฉันกับใช้มือคว้าเนื้อตัวนุ่มนิ่มอวบของลูกเอาไว้มาในอ้อมกอด ต้องตาส่งยิ้มจนตาหยีเมื่ออยู่ใกล้กันมากฉันจะโน้มตัวเข้าไปฟัดแก้มนุ่มๆ นั่นอย่างเสียไม่ได้จริงๆ

คิกๆ คิกๆ

“แม่ตูนหนูจั๊กจี้ค่า”

นั้นแหละความตั้งใจของแม่

คิกๆ คิกๆ

พ้นจากเสียงหัวเราะก็มีประโยคนี้ตามมาติดๆ

“อย่าอาบน้ำนานนะลูกเดี๋ยวจะเป็นหวัดไม่สบายแล้วหนูจะได้กินยาขมปี๋ที่ไม่ชอบ เข้าใจมั้ยคะ” ฉันปล่อยตัวอ้วนๆ ของต้องตาจากนั้นก็เอื้อมเอากระเป๋าเป็ดน้อยส่งให้พี่นาสาวใช้ประจำตัวของต้องตา ตั้งแต่เกิด “ปะแป้งหอมๆ นะคะ”

“ค่าแม่ตูนขา”

พ้นหลังลูกความเงียบก็เข้ามาสู่ระหว่างฉันและพี่ตาม ฉันเรียกเขาว่าพี่เพราะยังไงก็อายุห่างกันเกือบสองปีเรียกอย่างอื่นคงไม่เหมาะเท่าไหร่อีกอย่างพี่ตามมีวุฒิภาวะมากกว่าจะเรียกห่างชั้นมากกว่าฉันเยอะทั้งนี้ต้องนอกจากตอนโมโหฉันมักเรียกแค่ชื่ออย่างเดียว

“มีอะไรจะพูด”

เป็นเขาเองที่ทนความกดดันไม่ได้

“ทำไมถึงต้องไปเที่ยว”

ฉันเรียกว่าเป็นคำถามปัญญาอ่อนมากแต่ก็ยังเลือกถามไถ่ขึ้นมาเพราะเชื่อว่ามันจะซ่อนอะไรดีๆ ให้รับรู้ออกมา

“เรื่องเที่ยว?” ใบหน้าพี่ตามบิดเบี้ยวไปด้วยคำถามที่เขาไม่เข้าใจแกมสงสัยด้วยมั้ง “เรื่องแค่เนี่ย ถามจริงหาเรื่องทะเลาะกันใช่มั้ย”

“ไม่แค่นี้หรอกค่ะไปเที่ยวทั้งทีต้องมีอะไรมากกว่านี้แค่นอน”

“เธอรู้อะไรมาตูน?”

นั่นไงเริ่มร้อนตัวแล้ว

“ก็แค่...” ฉันตั้งใจหยุดคำพูดเหล่านั้นเอาไว้เพื่อต้องการกวนประสาทคู่สนทนาที่กำลังจ้องออกมาจนดวงตาแทบออกมานอกเบ้าจากนั้นก็เอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าคว้ารูปด้านในมาวางไว้ตรงหน้าพี่ตามเรียงรายให้เห็นชัดๆ “รู้ว่าเรื่องเที่ยวก็แค่ติดสินบนลูกเพื่อกลบเรื่องผู้หญิงที่ชื่อบุ๋ม”

อยากรู้นักว่าครั้งนี้จะทำยังไง

รูปโชว์เด่นยากนักที่จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวเอง

คนในรูปไม่มีทางที่ใครจะเหมือนถึงแม้จะเห็นแค่ครึ่งใบหน้าทว่ากับยิ้มแย้มอวดกล้องด้วยความร่าเริงมือหนึ่งถือแก้วไวน์ทรงหรูสดๆ ร้อนๆ จากเมื่อคืน

“ให้คนตามพี่งั้นสิ”

ไม่ปฏิเสธให้เสียเวลาแต่กับยอมรับนี่คือนิสัยหลักของพี่ตามเลยแหละ โอเคฉันเข้าใจแล้วจะจำและเข้าใจว่าศึกครั้งนี้ตัวเองชนะแบบขาดรอยอย่างเฉียบขาดไม่มีทางที่ฝ่ายตรงข้ามจะไล่ล่าตามทัน

ระดับตูนไม่ตามให้เสียเหงื่อหรอก

แนะนำตัวง่ายๆ ฉันชื่อ ‘ตูน’ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการของพี่ตาม ทางบ้านปัจจุบันก็ถือว่าไม่ได้ย้ำแย่อะไรมีอันจะกินทิ้งกินขว้างก็ยังได้เลยด้วยซ้ำไปถ้าอยากทำ มีธุรกิจเป็นของครอบครัวซึ่งเกี่ยวกับการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งรายใหญ่ของภาคใต้

เรื่องราวระหว่างเขากับฉันก็เหมือนความรักของวัยรุ่นทั่วไปในสมัยนี้เพียงแค่ว่าคืนนั้น...

ความสัมพันธ์ของทั้งฉันกับเขามันพัฒนาทางกายไปอีกขั้นหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่าพี่ตามเรียกมันว่าความผิดพลาดหรือเปล่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นระหว่างเขากับฉันแต่สำหรับฉันมันไม่ใช่ความผิดพลาด

ฉันรู้ตัวเสมอและเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความตั้งใจ

“นึกดีๆ สิคะ” ความใจเย็นมันโลดเล่นปั่นป่วนไปทั่วร่างกายของฉันกับผู้ชายตรงหน้าความเย็นยะเยือกเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะได้ถึงแม้เขาจะเป็นคนควบคุมอยากแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียหน่อย แม่สอนว่าร้อนมาก็ต้องเอาความเย็นเข้าลูบ “ว่าเมื่อคืนไปสิงอยู่ผับไหน?”

“ไอ้เฮียติ”

แค่ได้คำตอบจากริมฝีปากหยักได้รูปรอยยิ้มเหยียดของฉันก็ส่งออกไปภายในพริบตา พี่ตามคงเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามสื่อออกมาแล้วสิมือใหญ่ถึงได้ยกขึ้นกุมขมับตัวเองขนาดนั้นอีกทั้งยังบีบนวดอีก

ครั้งนี้คำว่าพลาดคงมาเยือนเอง

ผับใหญ่ใจกลางเมืองตั้งตรงย่านมหาลัยของญาติสนิทเมียตัวเองไม่คิดหน่อยเหรอว่าหนึ่งในนั้นฉันจะมีสายอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อคืนมันก็ทำงานได้ดีมากเสียด้วย

“แล้วผู้หญิงชื่อบุ๋มเนี่ยพึ่งรู้จักหรอคะ?”

“เป็นเพื่อนกับเด็กไอ้บอล”

บุ๋ม...

เธอเป็นผู้หญิงรายล่าสุดที่เข้ามาชื่นชอบพี่ตามราวกับอยากถวายตัวให้ใจจะขาดเพียงแค่เจอครั้งเดียวในสถานการณ์เพื่อนแนะนำให้รู้จัก เธอแรงและร้ายเอาการพอตัวเลยแหละเท่าที่ฟังสรรพคุณมาจากการเล่าพร้อมกับหลักฐานของการกระทำแต่คนอย่างฉันก็โนสนโนแคร์สิ่งใดๆ เหมือนกัน

โลกนี้ไม่ใช่ใครคนหนึ่งทำได้คนเดียว

ความจริงฉันยังไม่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนนี้มากนักหรอก ในสายตาเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เข้ามาในชีวิตของพี่ตามเดี๋ยวก็หายไปทว่าฉันกับมองผิดพลาดไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ถ้าเธอไม่เข้ามายุ่งกับฉันก่อนเป็นตัวการเริ่มก่อน ที่สำคัญผู้หญิงคนนี้รู้ว่าพี่ตามมีครอบครัวก็ยังจะยุ่งมันใช่เรื่องเหรอ

“คงใช้ได้...”

การเป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอให้ใครหน้าไหนได้เหยียบหัวเพราะถือว่าตัวเองยังมีศักดิ์ศรีสำหรับฉันมันสำคัญ ร้ายมาก็แรงกลับไปถือว่าแฟร์ๆ ดี ไม่ชอบก็ควรอยู่ในที่ๆ ของตนเองไม่ใช่เข้ามาเสือก ถ้าเป็นคนดีแล้วโดนทำร้ายคงต้องลองเป็นคนใจร้ายถึงจะดีใช่ไหมสำหรับโลกใบนี้

หลายคนคงคิดเช่นเดียวแบบฉัน

หรือคิดยิ่งกว่านั้นอย่ามองโลกด้านเดียวเลย

พื้นฐานของคนเราฉันรู้ดีว่าทุกอย่างมันมีไม่เท่ากันหรอกไม่ว่าจะเป็นด้านไหนทุกคนมักเจอะเจอปัญหาที่แตกต่างกันออกไปแต่ที่เหมือนกันก็คือการคิดหาทางแก้ไข เมื่อเจอปัญหาทุกคนก็มักทางทางแก้ไขซึ่งแน่ล่ะว่ามันก็แตกต่างกันออกไปอีกยกตัวอย่างก็คือตัวฉันเอง

ฉันเคยเป็นคนอ่อนแอแต่ตอนนี้ไม่ใช่

ฉันเคยเป็นคนไว้ใจคนง่ายแต่ตอนนี้อย่าหวัง

ฉันเคยถูกว่าให้เป็นตัวถ่วงความเจริญแต่ตอนนี้ฉันก้าวเหยียบมันมาแล้ว

และฉันเคยเป็นคนหัวอ่อนชักจูงได้ง่ายเหมือนหมาที่โดนใส่ปอกคอแต่ตอนนี้ต้องเหมาะสมกับตำแหน่งคนจูงหมา

การไต่ระดับของตัวเองพัฒนาสะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ห้าปีก่อน เลเวลก็เลื่อนขึ้นเรื่อยๆ จากต่ำไต่ระดับขึ้นไปยังจุดสูงและมันก็จะไม่มีทางลดหลั่นลงได้อีกถ้ารักษาความคงที่ได้ดีแต่มันก็ยากนะ

“เธอก็รู้ว่าพี่เจอแค่เมื่อคืน” นัยน์ตาสีนิลของพี่ตามเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีแววตาของเขาเหมือนเพิ่มฉายแววความเข้มขึ้นเช่นเดียวกับท่าทีก็ดูจริงจังเพิ่มมากขึ้นจากเดิม “ถ้ารู้ถึงขนาดชื่อผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่ามันไม่มีอะไร เธอรู้ดี?”

“...” คำถามย้อนกลับนั้นไม่ถึงทำเอากับอึ้ง ใช่มันไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งนั้นฉันรู้ดีเพราะคืนนี้ไม่ได้ไปเจออีกไง

“ไม่มีสัมพันธ์ทางกายอะไรทั้งนั้น”

“...”

“ตูน...”

ตามหลักนิสัยของฉันเมื่อโกรธก็จะเงียบไม่พูดจาจนหางตาก็ไม่แลแต่รู้ไหมว่าอาการเหล่านั้นนำความกดดันมาสู่ตัวเองมากเพียงไหน สมองมันทำหน้าที่คอยย้ำเตือนย้ำคิดทุกฝีก้าวยิ่งกว่าเครื่องจักรกลที่กำลังทำงานอย่างหนักพอความอัดอั้นเพิ่มปริมาณขึ้นมากเรื่อยๆ ร่างกายของฉันก็จะระเบิดออกมาเลยทีเดียว

โดยไม่มีอะไรขัดขวางได้

ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้งสี่นี้ถ้าจะเปรียบให้เห็นได้ชัดเจนในด้านอารมณ์ของฉันก็คงเป็นดิน นิ่งสงบไม่แปรปรวนอะไรแต่สิ่งที่อยู่ภายใต้พื้นดินฝืนนั้นใครจะรู้ได้ รับมามากเวลาแผ่นดินเกิดไหวผลก็จะมีมากเช่นกัน

“คะ?”

“ได้ยินมั้ยมันไม่มีอะไรทั้งนั้นถึงคืนนี้พี่ยอมตกลงไปเที่ยวกับไอ้บอลก็ตาม ผู้หญิงคนนั้นเข้ามายุ่งอีก มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาด”

แปลก...แต่เอาเถอะให้มันจบๆ

“ก็ดีค่ะ” ที่ยิ้มไม่ใช่เพราะดีใจแต่สิ่งที่ได้ยินก็คือพี่ตามพูดขึ้นย้ำอีกครั้งต่างหาก น้อยนักที่จะได้ยินอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องกินหญ้าที่อีกคนยื่นให้และก็สวมเขาเป็นเครื่องประดับให้ใครหัวเราะเยาะโดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้นแบบนั้นมันไม่ต่างอะไรกับการตายห่าทั้งเป็น “ความปรานีอาจมีขึ้นหน่อย”

“ปรานี?”

ใบหน้าของพี่ตามมองออกมาอย่างสงสัยกับประโยคก่อนหน้าซึ่งแน่นอนว่าฉันเป็นคนพูดมันขึ้นเอง โอเคเรื่องที่เขาติดสินบนกับลูกก็เพื่อช่วยเพื่อนฉันไม่เอาเรื่องทว่ากับผู้หญิงคนนั้นมันคนละเรื่องกัน

ต้องแยกแยะให้ถูกต้องพร้อมกับทำความเข้าใจ

“ไม่มีอะไรค่ะ” ฉันขอเลือกปฏิเสธไม่ต่อความยาวสาวความยืดอธิบายให้มันมาก ความปัญหาแค่นี้จัดการเองได้ไม่ต้องถึงมือใครหรอก “ว่าแต่พี่ตามจะพาลูกไปทะเลที่ไหนพรุ่งนี้?”

ทะเลพอได้ยินชื่อดวงตาใครหลายคนคงรุกวาวกับคำคำนี้เป็นแน่ เสียงครืนกระทบฝั่ง สายลมเย็นๆ พัดตีหน้าเบาๆ พร้อมกับกลิ่นอายของทะเลที่เบื้องหน้าเป็นสีฟ้าครามสดใสสร้างความสดชื่นให้เหมือนได้ชาร์แบตเติมพลังและที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็นการลงเล่นน้ำ

เด็กๆ ชอบ

ต้องตาลูกฉันก็คงเป็นแบบนั้น

“...”

“ใกล้ๆ ใช่มั้ยคะ”

เมื่อเห็นว่าไม่ได้คำตอบฉันจึงย้ำถามขึ้นอีกครั้งทว่าคราวนี้เห็นพี่ตามทำท่าทางคิดหนัก ที่ถามก็เพราะเห็นว่าพรุ่งนี้กับมะรืนจะเป็นวันหยุดแต่เขาอาจะไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นก็ได้ พี่ตามเป็นเจ้าของบริษัทต้องมีความรับผิดชอบทำงานหนักทุกอย่างมากกว่าพนักงานหลายเท่าอยู่แล้วยากที่จะได้ออกไปเที่ยวในตอนกลางวันแบบที่เขาเสนอออกมากับลูก

เอาความจริงนะฉันห่วงความรู้สึกลูก ฉันไม่อยากให้ต้องตาเสียความรู้สึกเพราะไม่ได้ไปเที่ยวทั้งๆ ที่พ่อตัวเองรับปากแล้ว ความรู้สึกมันสำคัญมากกับเด็กโดยเฉพาะวัยของต้องตาอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้ แน่นอนลูกต้องจำไปจนโต

ฉันไม่อยากให้ลูกเหมือนตัวเอง สุดท้ายความทรงจำเหล่านั้นก็กลับมาทำร้ายตัวเองไม่จบไม่สิ้นไปเสียที อะไรที่เซฟความรู้สึกลูกได้นาทีนี้ฉันต้องทำให้ได้

“บ้านเธอ”

กระบี่... คำนี้ออกมาเข้าสู่โสดประสาทฉันรู้เลยว่า ณ นาทีนี้ใบหน้าของตัวเองคงซีดเผือกไม่มีแม้กระทั่งสีเลือดฝาดอะไรทั้งนั้น ความทรงจำทุกอย่างถูกตีรวนขึ้นมาสะท้อนในหัวสมองเป็นฉากๆ ราวกับเรียบเรียงมาให้ฉันได้เห็นโดยเฉพาะ

มันเลวร้ายมากกว่าที่คิด

“ไปที่อื่นดีกว่าค่ะ”

ใช่ต้องที่อื่นเท่านั้น

ทางเดียวในการหลีกเลี่ยงแก้ไขปัญหาคงได้แก่วิธีนี้มันดีที่สุดสำหรับตอนนี้ การพบเจอไม่ได้สร้างความดีใจแต่กับตรงข้ามกันนั่นก็คือสร้างความเสียใจมากกว่า

เสียใจ = เจ็บปวด

ฉันไม่ขอเลือกสักทางสู้อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ยังสบายใจมากกว่าเป็นหลายร้อยเท่าตัวถึงในบางเวลาจะเหงาหน่อยก็เถอะ

“ไม่คิดถึงแม่ เป็นปีกว่าแล้วที่ท่านไม่เห็นหน้า”

“...”

คิดถึง...คิดถึงมากด้วยแต่จะทำอะไรมากไปกว่านี้ได้ คำว่าลูกอกตัญญูช่างเหมาะกับฉันเหลือเกินไม่ว่าจะตอนไหนไม่เลือกว่าใครเป็นคนพูดไอ้คำนี้มันต้องมีแน่

ความห่างไกลของฉันกับแม่เหมือนถูกขั้นด้วยฟางเส้นบางๆ ที่แฝงไปด้วยการกระทำ ฉันไม่ลงไปหาท่านส่วนท่านก็ไม่เคยย่างก้าวขึ้นมาหาฉันอีกเช่นกัน ความห่างไกลจึงขั้นเราสองคนแม่ลูกไปโดยปริยาย

จากเหตุการณ์วันนั้น...

วันที่พ่อจากฉันกับแม่ไปแล้วทิ้งภาระอันหนักอึ้งเอาไว้แทน

แต่ทำไมแม่ถึงไม่โกรธผิดกันกับฉันมากที่ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อก่อนก็คงเกลียดพ่ออย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน ไม่มีครั้งไหนลืมลงได้กระทั่งวันเผาศพน้ำตาฉันก็ไม่มีแม้แต่หยดเดียว ถ้าพ่อมีหัวคิดแม่คงไม่ต้องทำงานหนักจนเลือดตาแทบกระเด็น ถ้าพ่อเลือกปกป้องแม่คงไม่ต้องเสียน้ำตา ถ้าพ่อไม่เลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวแม่คงไม่ถูกตบและถ้าพ่อไม่เห็นแก่ตัวแม่กับฉันคงไม่ต้องเป็นหนี้จำนวนมหาศาล

“ท่านโทรมาหาพี่ว่าคิดถึงต้องตา คิดถึงตูน”

“แล้วพี่ตามก็รับปากทั้งที่ไม่เคยถามตูนเนี่ยนะ”

“ไม่ได้รับปาก” ไม่ได้รับปากก็เปลี่ยนไปที่อื่นได้เช่นกัน ไม่ผิดคำพูดด้วย

“งั้นก็ไปที่อื่น ทะเลเมืองไทยสวยๆ มีเยอะแยะไป”

ใช่ฉันพยายามหลบหลีกเลี่ยงเพราะไม่อยากมีเรื่องราวต่างหาก เรื่องบ้าๆ ที่ชวนปวดหัวเป็นที่สุดไม่รู้แม่ท่านอยู่ไปได้ยังไงกับสภาพแวดล้อมแบบนั้นยิ่งกว่าอยู่ในดงมลพิษหลายร้อยเท่า

คงมีฉันคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ความอดทนสำหรับเรื่องนี้มันได้ตายห่าไปแล้ว

“ดื้อ”

คำเดียวที่หลุดออกจากปากเขาทำเอาฉันตวัดสายตาไปจ้องมองด้วยความไม่พอใจ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วไม่เหมาะกับคำว่าดื้อเลยสักนิดจึงไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้ได้ยิน

“ไม่ได้ดื้อค่ะ”

“หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นหรอกอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร ไหนว่าเปลี่ยนตัวเองแล้วทำไมถึงได้ป๊อดขนาดนี้ล่ะตูน” เขาไม่เข้าใจต่างหากทั้งที่ก็เคยได้สัมผัสมาก่อนแล้ว “ปีกว่าที่ผ่านมานิสัยพวกนี้ไม่เคยเห็นเพียงเอ่ยถึงแค่ชั่ววินาทีสิ่งที่สร้างขึ้นมาทลายหมด”

ไม่ได้ลืมว่าตัวเองเป็นลูกเพราะทุกวันนี้ฉันก็ช่วยแม่เรื่อยมาเพียงแค่เราทั้งสองไม่ได้เห็นหน้ากันเท่านั้นเองส่วนไอ้เรื่องความเข้มแข็งจากเรื่องก่อนหน้ามันหายไปหมดจริงแต่มันก็คนละเรื่องกันหรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ตามต่างหากแต่เรื่องกลับบ้านมันเป็นอีกเรื่อง

มันสร้างลำบากนิ

“พี่ก็รู้ว่าตูนไม่อยากไปที่นั่น”

คราวนี้ฉันเลือกพูดตรงๆ ออกไปหวังว่าพี่ตามจะรู้สึกเห็นใจตัวเองบ้างซึ่งเขารู้ดี รู้สาเหตุดีที่สุดพูดกันด้วยเหตุผลน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด

“ก็บอกแล้วไงว่ามันหนีไม่พ้น ยอมรับความจริงไปดีกว่า”

แต่ทว่าเขากับไม่เข้าใจฉันเลย

“ยอมรับเหรอคะ?” บ้าสิ้นดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ “ถ้าทำได้ง่ายๆ ก็คงดี”

ฉันรู้ว่าที่ตัวเองพูดออกไปพี่ตามเข้าใจยิ่งกว่าเข้าใจไม่อย่างงั้นเขาคงไม่เป็นคนก้าวเข้ามาช่วยรับผิดชอบหนี้สินทุกอย่างแทนฉันกับแม่อย่างเงียบๆ แต่ยังถูกญาติพ่อซึ่งไม่รู้อะไรเหม็นขี้หน้าเพราะตอนนั้นสถานะของพี่ตามก็แค่นักศึกษาคนหนึ่งที่พึ่งจบใหม่ ญาติพ่อคงคิดน้อยเรื่องนามสกุลของพี่ตามไป

คนพวกนั้นจึงไม่เคยเห็นพวกเราอยู่ในสายตา ไม่สักครั้งเดียว

“ก็อย่าทำให้เป็นเรื่องยาก พี่รับปากลูกแล้วต้องไป”

“นี่จะบอกว่าไม่ได้รับปากแม่แต่รับปากลูก” ต้องตาได้อภิสิทธิเหนือใครหน้าไหนว่างั้น อิจฉาลูกขึ้นมาเสียแล้วสิ “รู้มั้ยคะว่าพี่ตามเอาแต่ใจมากกว่าต้องตาที่เป็นลูกเสียอีก”

“ใช่พี่เอาแต่ใจแต่เธอเป็นแม่คนแล้วนะตูนคงคิดได้แล้ว”

พูดขนาดนี้ออกมลุกขึ้นเข้ามาตบหน้าให้รู้แล้วรู้รอดไปไม่ดีกว่าเหรอ เป็นแม่คนแล้วไงคิดแบบฉันไม่ได้หรือไง ทำไมต้องฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดสั่งด้วยข้อนี้ไม่เข้าใจอย่างแรงและถึงอธิบายแค่ไหนก็ไม่มีทางเข้าใจ

“บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องคิด”

“งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคิดทำตามก็พอ”

“เหอะ...”

ฉันถอนหายใจแรงออกมาตรงหน้าของพี่ตามอย่างไม่แคร์สายตาของเขาสักนิด ยังไงก็จะไปให้ได้เลยใช่ไหมไอ้บ้านเฮงซวยหลังนั้น

“...”

“จะไปมันให้ได้เลยใช่มั้ย อยากไปเหยียบมันนักใช่มั้ยไอ้บ้านที่หาความสุขความสงบจิตใจแทบไม่เจอ บ้านที่หลงเหลือแต่ความทรงจำเลวร้ายพวกนั้น บ้านของผู้ชายคนหนึ่งที่ไร้ความรับผิดชอบตัดช่องน้อยแต่พอตัวเลือกตายแล้วทิ้งภาระไว้ให้ลูกกับเมีย!”

คำพูดเรียบแต่ยาวเหยียดปราศจากการตะคอกใดๆ ครั้งนี้ฉันพูดออกจากความรู้สึกส่วนลึกตรงก้นบึ้งของหัวใจขณะพูดไปฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองก็เกิดการบีบรัดเกร็งเล็บยาวจิกเข้าเนื้อลึกทว่ามันไร้ความรู้สึกเจ็บปวด

ร่างกายฉันสั่นเทาไปหมดก็เพราะไอ้เรื่องนี้ก่อนที่น้ำตาจะคลอเบ้าวิสัยทัศน์การมองไปตรงหน้ามัวไปหมดเห็นความชัดเจนได้ยากยิ่งแทนที่กระพริบตาถี่ๆ น้ำตาพวกนั้นจะหายไปทว่ามันกับมีมาเพิ่มขึ้นเพิ่มอย่างรวดเร็ว

“ตูน...” เสียงนี้ใกล้ฉันมากพอน้ำตาล้นออกมาจากเบ้าก็พบว่าพี่ตามลุกขึ้นมานั่งลุกเข่ากับพรมตรงหน้าฉัน ฝ่ามือใหญ่ส่งมาวางบนหัวไหล่ทั้งสองข้างกอบกำกระชับร่างกายของฉันเอาไว้ลมหายใจอุ่นๆ ค่อยๆ ผ่อนออกมากระทบหน้าผากของฉัน “ปล่อยมือตัวเอง...”

“จะสนอะไรกับคนมีปัญหา” แปลได้อีกอย่างนั่นก็คือฉันไม่ปล่อยมือแน่

“ปล่อยมือก่อน”

ไม่รู้ว่าฝ่ามือใหญ่เคลื่อนตัวมาหยุดตรงฝ่ามือของฉันเมื่อไร รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้นิ้วโป้งพี่ตามค่อยๆ แทรกเข้ามาแกะนิ้วมือที่บีบเกร็งออกจนในที่สุดก็สำเร็จ เขามีแรงมากกว่าฉันหลายเท่าไม่แปลกที่จะแบมือฉันอย่างง่ายดาย

ครั้งแรกในรอบปีกว่าที่ตัวเองหลั่งน้ำตาต่อหน้าพี่ตาม

“จะไปก็ไปเอง ตูนไม่ไปลูกก็ต้องไม่ไป!”

“ตูน!”

“ปล่อย!” ฉันไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเมื่อกี้พึ่งตวาดใส่หน้าพี่ตามจากนั้นก็ออกแรงผลักเขาล้มหงายหลังเจ็บไม่เจ็บก็ช่างแม่งไม่สนใจก่อนที่ฉันจะเลือกยืนขึ้นเพื่อเดินหนีทว่าเดินไปนิดหน่อยข้อมือกับถูกมือใหญ่กระชากความรุนแรงเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีรู้ตัวอีกทีใบหน้าฉันก็ปะทะกับอกใหญ่ของพี่ตาม “บอกให้ปล่อยไงวะ!”

ฉันผละออกอย่างรวดเร็วด้วยแรงอันน้อยนิดมองพี่ตามด้วยสายตาอันแข็งกร้าวไม่เป็นมิตรถือว่าสิ้นสุดความอดทน

“เอาเลยอยากเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องก็ตะโกนอีก เอาให้ลูกได้ยินไปเลย”

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167WKK” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167WKK
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

เสน่หากุมภัณฑ์ (ภาคเสริม แก้วอสุรา)
เสน่หากุมภัณฑ์ (ภาคเสริม แก้วอสุรา)
เมื่อโอรสแฝดรูปงามแห่งปรมะนครอย่าง 'เจ้าวรรศ' และ 'เจ้าศวรรย์' เติบโตจนเลื่องลือไปทั่วสารทิศ คนเป็นพ่ออย่างไอศูรย์จึงต้องปกป้องลูกสุดชีวิต ทว่ากุมารยักษ์จอมแสบกลับซ่อนความเจ้าเล่ห์เอาไว้ พร้อมพาลูกเขยมาสั่นคลอนหัวใจพ่อตาให้อลวน อ่านนิยายแฟนตาซีสุดฟินได้แล้ววันนี้
8.7
51 ตอน
ลูน่าที่ทอดทิ้งอัลฟ่า
ลูน่าที่ทอดทิ้งอัลฟ่า
เมื่ออัลฟ่าผู้ทรงเกียรติต้องเผชิญพิษเงินปางตาย ติลลี่ผู้เป็นลูน่ากลับเลือกทำลายแหวนแต่งงานและยื่นใบหย่าให้อย่างไร้เยื่อใย นิยายรักแฟนตาซีสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยความแค้นและการหักหลัง เมื่อความรักกลายเป็นความเกลียดชังที่ยากจะประสาน เธอจะเลือกเดินจากไปหรือทำลายเขาให้ย่อยยับคาตา
9.0
46 ตอน
วุ่นรักเมียจำเป็น
วุ่นรักเมียจำเป็น
เมื่อพราวพิไลต้องสวมรอยเป็นภรรยาจำเป็นของหิรัญ พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้เย็นชาที่ไร้ความทรงจำ เธอต้องปั้นน้ำเป็นตัวและวางยานอนหลับเขาทุกคืนเพื่อเอาตัวรอด ขณะที่พี่สาวต้องเผชิญหน้ากับธรัฐ น้องชายปากร้ายที่ตราหน้าเธออย่างไร้ค่า นิยายรักแนวสัญญาจ้างรักและท่านประธานจอมโหดที่ไม่ควรพลาด
8.4
86 ตอน
ฝากรักภรรยาขัดดอก
ฝากรักภรรยาขัดดอก
เมื่อสัญญาขัดดอกสิ้นสุดลง เธอเลือกที่จะเดินจากไปพร้อมกับลูกในท้อง ทว่าท่านประธานหนุ่มสายโหดกลับไม่ยอมปล่อยมือ บีบคั้นเธอด้วยไฟปรารถนาอันเร่าร้อนในนิยายรักดาร์กโรแมนซ์ที่จะทำให้คุณใจสั่น อ่านนิยายออนไลน์เรื่องราวความรักต่างชั้นสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยความแค้นและการครอบครองได้แล้ววันนี้
9.8
61 ตอน
ร่านรักสาวฟรีแลนซ์
ร่านรักสาวฟรีแลนซ์
เมื่อ มีนา นักเขียนสาววัย 28 ปี ตอบรับงานเขียนแนวอีโรติกจาก ธันวา ลูกค้าหนุ่มลึกลับผู้เสนอเงินค่าจ้างมหาศาล เธอไม่รู้เลยว่างานนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ดึงดูดเธอเข้าสู่โลกแห่งตัณหาและอันตราย นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่พร้อมกระตุ้นทุกโสตประสาท อ่านนิยายออนไลน์ฟรีได้แล้ววันนี้
9.3
43 ตอน
ออฟฟิศร้อน ฝึกบทรัก
ออฟฟิศร้อน ฝึกบทรัก
เมื่อพนักงานสาวธรรมดาต้องตกอยู่บนตักของท่านประธานผู้ทรงอิทธิพล ท่ามกลางบรรยากาศออฟฟิศที่เงียบสงบ สัมผัสเร่าร้อนที่เกินเลยขอบเขตงานจากบอสหนุ่มสายเปย์ทำให้หัวใจเธอเต้นรัว ความปรารถนาอันตรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น อ่านนิยายรักวัยทำงานสุดฟินที่พร้อมกระชากใจคุณได้แล้ววันนี้
8.3
55 ตอน