ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

“แน่ใจนะว่าใช้มือทำ”

“ต้มจืด ทำไมถึงใส่ในจาน ทำไมไม่เอาใส่ชาม”

“นี่อาหารหรือขนม ทำไมถึงหวานขนาดนี้ ไปทำมาใหม่”

ร่างเล็ก ๆ ที่เล็กกว่าเจ้าของเสียงสั่งเกินครึ่งตัว เดินเข้าออกระหว่างห้องครัวกับโต๊ะรับประทานอาหาร เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีขึ้นบ้างแล้ว

หญิงสาวเอื้อมมือหยิบอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ออกจากตรงหน้าชายหนุ่มเจ้าของเสียงสั่งดุดันที่ตะเบ็งใส่เธอไม่หยุด เอากลับเข้าไปในครัว เพื่อทำอาหารออกมาบริการเขาใหม่อีกครั้ง

วางจานลงแล้ว เจ้าของไร่เทียมพสุธามองนิ่งครู่เดียว หยิบช้อนตัก ทันทีที่เอาเข้าปาก ยังไม่ทันได้เคี้ยวเลย เขาก็คายมันออกมาแล้ว ก่อนจะวางช้อนลงบนจานเสียงดังลั่น แล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ บอกเสียงห้วน

“จืดกว่าน้ำล้างเท้าหน้าบ้านอีก”

หญิงสาวตาโตอ้าปากน้อย ๆ ด้วยความตกใจ มองจ้องเขากลับ จะถามว่าเคยชิมน้ำล้างเท้าหน้าบ้านมาแล้วหรือ ถึงได้รู้ว่าจืด แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าเขาจะอ่านความคิดของเธอออก จึงตวาดสั่งใหม่ว่า

“ไปทำยำรวมมิตรมา”

อภิยาเม้มปากแน่น มองเขาด้วยสายตาเคือง ๆ หันหลังไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงสั่งดังตามมาอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะไปได้ไกลมากกว่านั้น

“จานพวกนี้ เอาไปเก็บด้วย เต็มโต๊ะหมดแล้ว เห็นแล้วขวางหูขวางตาชะมัดเลย ฮึ้ย!”

เลยหยุดเท้า หันกลับไปคว้าจานที่เธอทำมาให้เขาจนเกือบเต็มโต๊ะแล้วจริง ๆ เอาไปเก็บที่ในครัว จนเวลาผ่านไปร่วมสามสิบนาทีได้ เธอยกยำมาวางที่ตรงหน้าเขา

ตาคมดุมองนิ่งที่จาน พร้อมส่งเสียงถาม

“เมื่อกี้สั่งยำรวมมิตร แล้วนี่ทำยำอะไร”

“คนละยำ!” เธอกระแทกเสียงถามเขา “ใช่ไหมคะ”

“ประชด? ขึ้นเสียง?” เขาถามด้วยท่าทีคุกคาม

อภิยายืนนิ่งจ้องคนพูดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “นี่จานที่ห้าแล้วนะคะ”

“จานที่ห้าแล้วยังไง ในเมื่อมันกินไม่ได้ เธอก็ต้องไปทำมาใหม่”

หญิงสาวชักทนไม่ไหว แววตาใส ๆ แปรเปลี่ยนเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย ยื่นมือไปเอาจานอาหาร จะนำไปเปลี่ยนมาให้ใหม่ แต่เพราะเหนื่อยอ่อนจากงานที่ทำมาทั้งวัน ไหนจะเดินเข้าออกครัวเพื่อทำอาหารให้เขากินอีกตั้งเป็นหลายรอบ หยิบขึ้นได้ก็เปลี้ย ทำจานหล่นลงพื้น

พอเห็นอาหารหกกระจาย ก็ให้หน้าเหวอ หันมองทางเจ้าของไร่เทียมพสุธา บอกเสียงสั่นเครือกับเขา

“พอก่อนเถอะค่ะพี่พุธ”

แววตาดุดันเมื่อนาทีก่อนหน้านี้พลันอ่อนแสงลงทันที แต่ยังไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากของเขา

อภิยาก็เบ้ปาก บอกออกมาอีกประโยค “หยินว่ามันดูยุ่งยากอย่างที่พี่พุธบอกจริง ๆ นั่นแหละค่ะ” ว่าจบเธอลากเก้าอี้ข้างเขามานั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรงแล้วจริง ๆ

พสุธาดันเก้าอี้ของเขาออก แล้วตรงเข้ามาบีบนวดไหล่เล็ก ๆ ของเธออาการเอาใจ พร้อมส่งเสียงขรึมที่ไร้แววดุดัน ถามกลับว่า “เป็นยังไงล่ะทีนี้ พอพี่ทำดุใส่หยิน หยินก็รับพี่ไม่ไหวอีก ก็แล้วทำไมหยินจะต้องมานั่งเล่นละครตบตาแบบนี้ด้วยเล่า”

จากใบหน้าที่เรียบขรึมดุดันในทีแรก ค่อยเปลี่ยนเป็นอ่อนลง มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนไม่น้อย “บอกพ่อพี่ไปตามตรงเลยไม่ดีกว่าหรือไงว่าเรารักกัน”

ได้ยินอย่างนั้น เธอรีบส่ายหน้าไว ๆ บอกเขากลับไปว่า

“ไม่ดีค่ะ ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะคะ”

“ทำไมครับ ทำไมถึงจะไม่ดี ทำไมถึงไม่ได้”

ชายเจ้าของไร่เทียมพสุธาผู้เงียบขรึมถามจี้เธอราวกับเจ้าหนูจำไม อภิยาวางมือทาบบนหลังมือของเขา พร้อมเอียงคอลงด้วยกิริยาออดอ้อน บอกเหตุผลของตนเองตอบกลับไปว่า

“ก็เพราะว่าคุณลุงจงใจส่งหยินมาใช้หนี้ขัดดอกทั้งหมดที่พ่อกับแม่ของหยินเอาไปนี่คะ ท่านทำเพราะคิดจะทำลายหยิน ถ้าเกิดท่านรู้ว่าเรารักกัน ไม่แน่ว่าท่านอาจจะจับเราแยกจากกัน แล้วเอาหยินไปขัดดอกเสียเอง หรืออาจเอาให้พี่ ไม่ก็น้องชายของพี่พุธไปขัดดอกแทน หยินจะทำยังไงล่ะคะ”

ใบหน้าของพสุธาพลันบิดเบ้ แววตาดูเกรี้ยวกราดขึ้นในทันทีต่อจากนั้นเองที่ได้ยินว่าพ่อของเขา ไม่ก็พี่ชายหรืออาจจะเป็นน้องชายของเขา จะเอาหญิงสาวไปขัดดอกเสียเอง เขาดึงมือตัวเองออก แล้วประคองร่างเล็ก ๆ ของเธอลุกออกจากเก้าอี้กอดแนบอกแน่นอย่างหวงแหน

“พี่ไม่มีทางให้พ่อทำแบบนั้น พี่จะคุยกับพ่อเอง”

“หยินว่าเราอย่าเพิ่งให้ท่านรู้เรื่องของเราจะดีกว่านะคะ”

พสุธากอดรัดร่างเล็กพร้อมพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย เธออยากให้เรื่องของเราเป็นไปอย่างไหน เขาก็มีแต่ยอมตามนั้น

ก่อนจะตาลุกวาวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร อภิยาดันตัวออกจากอกของเขา พสุธาเบี่ยงตัวของเขาบังเธอไว้ พร้อมส่งเสียงตวาดถามดังลั่นห้องว่า

“ใครให้เข้ามา!”

เป็นเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่แทนคนงานชุดเก่าที่เขาไล่ออกไปทั้งชุด เด็กสาวได้ยินเสียงราวกับฟ้าผ่าก็หน้าซีด คอหด ไหล่งองุ้มจะร้องไห้ ละล่ำละลักบอกเสียงสั่นว่า “ขะ...ขอโทษค่ะคุณพุธ หนะ หนูไม่รู้ว่าคุณพุธอยู่ในนี้”

“รู้แล้วก็ออกไป!” เสียงเข้มบอกกลับอย่างไร้ความปรานี

เธอเห็นอย่างนั้นแล้วอดสงสารเด็กสาวไม่ได้ ตอนเธอมาทำงานที่นี่ใหม่ ๆ ก็แบบนี้เลย โดนขู่ โดนดุ โดนตวาดใส่ แล้วยกมือลูบต้นแขนเขาเบา ๆ ส่งเสียงบอกเด็กสาวคนนั้นไปว่า

“ออกไปเถอะสุดา”

“ค่ะ ค่ะ สุดาไปแล้วค่ะ” เด็กสาวบอกลนลาน รีบออกจากห้องนั้นไปแทบทันที

พสุธาบอกตัวเองว่าที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนอารมณ์หงุดหงิดจนติดเป็นนิสัยเสียหน่อย แต่ที่เขาตวาดไปแบบนั้นเพราะเขากำลังเครียด และกังวลกับเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคตมากกว่า

ว่าแล้วก็ดึงร่างเล็กของเธอเข้าไปกอดแนบอกอีกครั้ง พร้อมทอดถอนใจออกมาอีกเฮือกใหญ่

ชีวิตของเขามีแค่งานกับงาน ทั้งชีวิตเขาอยู่ใต้คำบัญชาของพ่อมาโดยตลอด ชนิดที่ว่าไม่เคยแตกแถวมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยคิดเลยว่าต่อจากนี้ เขาอาจจะต้องมีปัญหากับพ่อเพราะเรื่องของผู้หญิงคนนี้

ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เข้ามาในชีวิตของเขา เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เคยแข็งกร้าวให้อ่อนยวบลง รวมถึงหัวใจของเขานี่ด้วย

ตอน 2

เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้

ที่งานฌาปนกิจศพของนายอภิรัฎฐ์ มีคนมาร่วมพิธีไม่ถึงยี่สิบคนดีด้วยซ้ำ พิธีการจบสิ้นลงในตอนบ่ายสามของวันนั้นเอง

ญาติผู้วายชนม์มีเพียงหญิงสาวในชุดนักศึกษา ที่ยืนหน้าซีดเซียวตรงศาลาวัดเพียงคนเดียว เดือนก่อนหญิงสาวเพิ่งสูญเสียมารดาไป ไม่นานจากนั้น บิดาก็มาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จากไปอีกคน

อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันสอบวันสุดท้ายของภาคเรียนที่สองอีกด้วย จึงจำใจต้องขออนุญาตลาอาจารย์ประจำคณะวิชา เพื่อมาจัดแจงส่งบิดาไปสู่สุคติให้เสร็จสิ้นไป

“แล้วจะกลับไปเรียนอีกไหม”

เสียงถามดังมาจากคุณลุงอรรถพล เพื่อนของบิดาที่เมตตาให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด อีกทั้งยังให้กู้ยืมเงินหลายต่อหลายก้อน จนตอนนี้หนี้พอกพูนเป็นดินพอกหางหมูไปแล้วด้วย

อภิยาสะอื้นเบา ๆ หันไปบอกยังคุณลุงอรรถพลว่า “หยินว่า...หยินคิดว่า...” เธอตอบด้วยเสียงที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่ “หยินคิด...คิดว่า”

คนฟังอ้า ๆ หุบ ๆ ขยับปากตาม มองด้วยสายตาลุ้น ๆ ว่าหญิงสาวจะพูดจนจบประโยคได้หรือไม่ ก่อนจะปิดปากฉับลง เมื่อเจ้าหล่อนพูดออกมาจนจบประโยคได้ในที่สุด “หยินคิดว่า...หยินจะดรอปเรียนก่อนค่ะคุณลุง”

“ลุงส่งได้นะ เราจะเรียนก็เรียนไปเถอะ จบมาก็ค่อยหางานทำ ส่วนหนี้ที่พ่อแม่เรายืมไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดอกเบี้ยลุงไม่ทบต้นทบดอกเหมือนพวกเจ้าหนี้จอมเขี้ยวทั่ว ๆ ไปที่พ่อแม่เราไปยืมมาหรอก” เงียบไปพักเดียว ท่านว่าต่อ “แต่ถ้าเป็นลุงนะ ลุงจะไม่เรียนต่อแล้วล่ะ ออกไปหางานทำดีกว่า สมัยลุง ลุงก็ไม่ได้เรียน ยังได้ดิบได้ดีจนถึงวันนี้ไง ลุงยังเคยคิดเลยนะว่าถ้ายังเรียนจนจบเหมือนพ่อเรา ลุงก็คงต้องไปเป็นลูกจ้างพนักงานบริษัทจน ๆ เป็นขี้ข้าเขาไปจนตาย ลุงไม่ได้ว่าพ่อเรานะ อย่าคิดมาก”

คุณลุงอรรถพลเงียบไปอึดใจ ถามขึ้นอีก “แล้วนี่คิดไว้หรือยัง ว่าอนาคตเรียนจบจะทำงานอะไร หรือทำงานตรงสายที่เราเรียนมา”

“จริง ๆ แล้วหยินอยากทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักพื้นบ้าน ผลไม้ตามฤดูกาลแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมน่ะค่ะ”

อภิยาบอกความมุ่งหวังของตัวเองออกไปแล้ว ก็ถอนใจเบา ๆ ก้มลงมองที่พื้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงท้อแท้ “แต่คงต้องเปลี่ยนแผนก่อน หยินคิดว่า หยินคงต้องย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิดค่ะ เพราะค่าเทอมที่นี่ก็แพงอยู่ ไหนจะค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าวัสดุทำงานส่งอาจารย์อีก หยินเลยว่าจะไปหาสมัครงาน ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ส่วนเงินที่พ่อยืมคุณลุงมา เดี๋ยวหยินจะทยอยใช้คืนให้นะคะ”

แว่วเสียงถอนหายใจดังมาจากทางคุณลุงอรรถพล ก่อนจะตามมาด้วยเสียงแหบแฝงแววบางอย่างในน้ำเสียง “ลุงชอบความคิดของเรานะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ลูกชายลุงมีสวนอยู่ที่ต่างจังหวัด ถ้าเรามุ่งมั่นอยากไปทางนั้นจริง ๆ ลุงจะสนับสนุนเอง ลุงจะฝากเรากับพี่เขา ที่นั่นเขาทำทั้งสวนอินทรีย์ เคมี อะไรของมันก็ไม่รู้ มันทำหมด เราไป ก็ไปเรียนรู้กับเขาเสียเลย เรียนมันนอกมหา’ลัยนี่แหละดีที่สุด เรียนไปด้วย ทำงาน ฝึกงานไปด้วย ความรู้จากประสบการณ์จริงแน่นกว่าเยอะ เชื่อลุง”

ได้ยินว่าท่านสนับสนุนความฝันแล้วยังจะเป็นธุระให้ด้วย อภิยาดีใจไม่น้อย “จริงหรือคะคุณลุง”

“จริงสิ ลุงจะหลอกเราทำไม” คุณลุงอรรถพลว่าจบ ขยับตัวเปลี่ยนท่าใหม่ แล้วว่า “ลูกชายลุงกำลังต้องการคนทำงานพอดี เราจัดการเรื่องย้ายที่เรียนทางนี้เรียบร้อยแล้วก็ไปได้เลย”

“เงินเดือนของหยิน...” อ้อมแอ้มจะบอกว่าไม่ต้องให้เงินเดือนตนหรอก แต่คุณลุงอรรถพลว่าสวนขึ้นมาเสียก่อน

“เรื่องเงินไม่ต้องห่วง ลุงจะบอกพี่เขาว่าให้เราเท่าวุฒิปริญญาตรีเลย แล้วเรื่องเรียน จะย้ายไปไหนก็ทำเรื่องเสียให้เรียบร้อยนะ”

“ไม่ได้ค่ะคุณลุง หยินไปฝึกงาน ไม่สมควรได้รับเงินนะคะ”

“เอาเถอะ ๆ เอาตามที่ลุงบอกนั่นแหละ”

คุณลุงอรรถพลขัด โบกมือให้หยุดพูด

อภิยาลดสายตาลงมองที่พื้นปูนตรงหน้า ตั้งใจว่าถ้าได้ไปที่นั่นจริง ๆ เธอจะบอกเรื่องเงินกับทางนั้นอีกที

เสียงถามดังขึ้นมาอีกครั้ง “แล้วนี่เราจะกลับเลยไหม ลุงจะไปส่ง”

“ยังค่ะ หยินว่าจะอยู่ช่วยทางวัดเก็บของก่อนค่ะ แล้วค่อยกลับ”

“ตามใจ มีอะไรโทรหาลุงได้ตลอดนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณคุณลุงมาก ๆ ค่ะที่เมตตาหยิน”

“ที่อยู่กับเบอร์ติดต่อของที่นั่น ลุงส่งข้อความเข้าไปให้แล้ว ไปเองนะ โตแล้วอย่าต้องให้ใครมาคอยประคบประหงมมากนักจะได้แกร่ง ๆ”

“หยินไปได้ค่ะ หยินไปไหนเองออกบ่อย ขอบพระคุณคุณลุงอีกครั้งนะคะ”

คุณลุงอรรถพลรับไหว้เธอแล้ว เดินออกจากลานวัด ตรงไปยังรถเก๋งคันใหญ่ ชายวัยหกสิบหยิบโทรศัพท์ขึ้นปลดล็อกหน้าจอเพื่อต่อสาย รออยู่เป็นนานทางนั้นก็ไม่รับ จึงได้โทรกลับไปใหม่อีกสี่หน กว่าที่สัญญาณจะเชื่อมต่อกันได้

“มัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่รับสายพ่อ”

ได้ยินทางนั้นตอบมาว่าสัญญาณไม่ดี และกำลังง่วนอยู่กับงาน จึงเลิกสนใจ จัดแจงสั่งการไปว่า “พ่อส่งเด็กนั่นไปที่ไร่ของแกแล้ว อย่าลืมจัดการตามที่พ่อบอกด้วย เข้าใจไหม!”

ปลายสายเงียบไปเป็นนาน ไม่ตอบรับ อรรถพลกระแทกเสียงถามอย่างมีโมโหอีกที “ว่ายังไง! ได้ยินที่พ่อสั่งหรือเปล่า”

นั่นเองปลายสายจึงตอบรับกลับมาว่า “ครับ”

อรรถพลจึงได้กดตัดสายทิ้งไป แววตาที่ดูเหมือนใจดีเปลี่ยนเป็นอาฆาตขึ้นในตอนนั้น ศัตรูหัวใจของเขามาชิงจากไปเสียก่อน เขาจะเอาความแค้นที่มีต่อมันไปลงที่ไหนได้ ก็ต้องเอาไปลงที่ลูกสาวคนเดียวของมันน่ะสิ

วิญญาณของมันน่าจะได้ดูอนาคตของลูกสาวที่แสนบอบบางของมัน นังลูกสาวนั่นจะต้องพบกับความชอกช้ำ ชีวิตจะต้องมัวหมอง ฉิบหายวายวอดอย่างที่ไม่เคยได้รับความเลวร้ายเหล่านี้จากที่ไหนได้อีกเลย นอกจากที่ไร่ของบุตรชายของเขา

อรรถพลคิดอย่างสะใจ ก่อนส่งสายตาสั่งคนของตนเอง ให้ขับรถออกไปจากบริเวณของลานวัดเสียที

ตอน 3

อภิยาอยู่ที่วัดเพื่อจัดการธุระเท่าที่เด็กสาวคนหนึ่งพอจะทำได้จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยดีค่อยกลับเข้าบ้าน บ้านหลังนี้ติดจำนองกับธนาคาร หมายศาลคุณลุงอรรถพลช่วยเคลียร์ให้แล้ว

เงินที่เธอมีเท่าที่นับได้เป็นตัวเลขที่สี่หลักเท่านั้น

ให้กำลังใจตัวเอง นึกถึงคำที่พ่อและแม่เคยสอน ว่าเกิดเป็นคนแล้ว อย่าย่อท้อต่ออุปสรรค แล้วลงมือเก็บข้าวของที่เหลือจนเสร็จเรียบร้อยค่อยอาบน้ำเข้านอน ตื่นแต่เช้าตรู่ ไปแจ้งที่คณะเพื่อเข้าสอบในวิชาที่เธอขาดไป อาจารย์เห็นใจและเข้าใจเธอเป็นอย่างดี หลังสอบเสร็จ เธอแจ้งอาจารย์เรื่องย้ายมหาวิทยาลัยต่อจากนั้น ท่านสอบถามถึงปัญหาของเธอ เมื่อยื่นข้อเสนอให้กู้เรียน เธอคิดเอาไว้แล้วว่าคงจะแก้ปัญหาที่มีไม่ได้ จึงบอกท่านว่าอย่างไรก็คงต้องย้าย เนื่องจากหนี้สินมากมายที่มีอยู่ในตอนนี้เป็นปัญหาหลักของเธอ ท่านช่วยทำเรื่องให้ พร้อมอวยพรให้เธอประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

แล้วแวะไปหาผู้มีพระคุณอีกสองคน ที่เกื้อหนุนเธอมาตลอด นอกจากช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลของแม่แล้ว ยังให้งานเธอทำอีกด้วย พอพวกท่านรู้ว่าเธอย้ายไปเรียนที่ใหม่ที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิด พวกท่านก็บอกว่าจะส่งเสียเธอเอง ได้ยินแล้วซาบซึ้งใจนัก แต่ที่เธอเคยได้รับมาจากพวกท่านก็มากโขแล้ว จึงบอกท่านทั้งสองไปว่าไม่ต้องห่วง ยกมือไหว้ลาพวกท่าน จากนั้นตรงกลับเข้าบ้าน

หอบกระเป๋าที่จัดไว้แล้ว ไปยังสถานีขนส่ง ซื้อตั๋วไปยังปลายทางตามที่ได้รับที่อยู่มาจากคุณลุงอรรถพล

นั่งรถจากต้นทางนานร่วมห้าชั่วโมงได้กว่าจะถึง

รถจอดที่ด้านหน้าของสวนขนาดใหญ่ ที่ซึ่งด้านหน้ามีป้ายเขียนข้อความมากมายบนนั้น บอกว่ามีกิจการอะไรตั้งอยู่ภายในบริเวณบ้าง นอกจากสวนแล้ว ยังมีร้านขายสินค้าแปรรูป คาเฟ่ ที่มีคำว่า ‘ไร่เทียมพสุธา’ พ่วงท้ายไว้ด้วยทุกอัน

ไม่ผิดหรอกแบบนี้

เธอมาไม่ผิดที่แน่

อภิยาจับสายกระเป๋าเป้ขึ้นคล้องไหล่ทั้งสองข้างให้กระชับ แล้วเดินมุ่งหน้าไปตามทางปูนลาดยาว ตรงเข้าไปยังด้านใน เดินได้เดี๋ยวเดียวเสียงบีบแตรดังลั่นที่ด้านหลัง ขยับหลบเข้าข้างทาง เห็นว่าตัวเองก็เดินชิดริมทางแล้วนี่นา แต่ทางนั้นก็ยังคงบีบแตรเสียงดังลั่นอยู่ จึงหันกลับไปมอง

เขาจอดรถข้างเธอ ถามอย่างเป็นมิตรว่า “มาหาใครหรือหนู”

“มาหาคุณพสุธาค่ะ”

“คุณพุธหรือ” ทางนั้นทวนชื่องึมงำเบา ๆ กับตัวเอง แล้วชวนเธอ “ขึ้นมาสิ กว่าจะเดินเข้าไปถึงข้างในขาได้ลากกันก่อนพอดี”

อภิยายิ้ม มองอีกฝ่ายที่อยู่ในชุดไม่ต่างจากชาวสวนทั่วไป ใบหน้าแววตาใจดี เขาขยับที่ให้เธอนั่งได้บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ขึ้นนั่ง ย้ายกระเป๋าที่สะพายอยู่ด้านหลังเอามากอดไว้แนบอก พร้อมกับจับที่เหล็กข้าง ๆ เบาะรถแน่น ตามองสองข้างทางพร้อมสูดอากาศเข้าปอดจนสุด ไม่ได้คุยอะไรกับคนที่อาสามาส่ง

ไม่นานเขาจอดรถให้ลงที่หน้าบ้านหลังย่อมที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ “ลงตรงหน้านี้เลยหนู แล้วเดินเข้าไปถามกับคุณน้อมนะ บอกเขาอย่างที่บอกอาเมื่อกี้นั่นแหละว่ามาหาคุณพสุธาหรือคุณพุธก็ได้”

“ขอบคุณค่ะ”

อภิยายกมือไหว้อีกฝ่าย เขายิ้ม มองด้วยสายตาเอ็นดู แล้วขับรถออกจากตรงนั้นไป เธอจึงหันกลับมาที่บ้านหลังตรงหน้าอีกครั้ง

“มาหาใคร”

เสียงถามดังขึ้นมาก่อนตัวเสียอีก เธอมองหาที่มาของเสียงจนเห็นร่างผอมสูงของหญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวบ้านมองนิ่งที่เธอ จึงตอบกลับไปว่า “คือ คุณลุงอรรถพลให้มาทำงานที่นี่ค่ะ”

“ฉันถามว่ามาหาใคร ไม่ได้ถามว่าใครส่งเธอมา”

อภิยายิ้ม ก่อนจะนึกในใจว่าทำไมคนตรงหน้าของเธอถึงได้ดุจัง หวังว่าเจ้าของไร่จะไม่ดุแบบนี้หรอกนะ แล้วตอบไปว่า “มาหาคุณพสุธาค่ะ”

อีกฝ่ายมองเธอนิ่ง ถามพร้อมมองด้วยสายตาสำรวจ “คุณท่านส่งเธอมาหรือ”

เข้าใจไปเองว่าคุณท่านที่อีกฝ่ายถามน่าจะเป็นคุณลุงอรรถพล จึงตอบไปสั่น ๆ ว่า “ค่ะ”

“ห้องพักคนงานอยู่ด้านหลัง”

บอกจบคนพูดหันหลังทำท่าจะเข้าบ้านไป อภิยาขยับเดินตาม พร้อมถามหญิงคนนั้น “แล้วได้ทำงานเลยไหมคะ”

“คุณท่านบอกเธอว่ายังไงล่ะ”

“คุณลุงท่านว่า ท่านบอกทางนี้ไว้ให้แล้วค่ะ”

หญิงคนนั้นหยุดเดินแล้วหันกลับมามองเธอ ก่อนมองเลยออกไปที่ด้านนอก “คุณพุธกลับมาพอดี” เธอหันไปมองตามบ้าง

พบว่าเขาลงจากรถยนต์คันใหญ่ เดินมาทางนี้แล้ว ชายคนนั้นไม่ได้สนใจจะมองที่ใคร ทำท่าจะตรงเข้าบ้าน คนที่คุยกับเธอก็รี่เข้าไปหาเขาเพื่อรายงาน “คุณพุธคะ แม่คนนี้บอกว่าคุณท่านส่งมาค่ะ”

อภิยามองไปที่คุณพุธ ลอบพินิจเขาเงียบ ๆ คนนี้เอง ลูกชายของคุณลุงอรรถพล หน้าตาไม่ค่อยคล้ายพ่อเท่าไรเลย ที่สำคัญดวงตาสีดำของเขาก็ดูออกจะดุกว่าคุณลุงอรรถพลอีกด้วย คงเพราะรูม่านตานั่นแทบจะกลืนไปกับตาดำล่ะมั้งเลยทำให้ดูดุ

เจ้าของดวงตาสีดำที่อภิยาลงความเห็นว่าดุ หันมองเธออย่างสำรวจเฉกเช่นเดียวกัน แค่เสี้ยววินาทีเขาก็เลิกสนใจ ตั้งท่าจะเดินเลยเข้าไปด้านในเสียอย่างนั้น “เอาของไปเก็บ พรุ่งนี้ค่อยไปที่ออฟฟิศ ให้ทางนั้นจัดหางานให้”

ได้ยินว่าเขาจะส่งไปที่ออฟฟิศ อภิยาก็อึกอัก เพราะผิดจากที่ตั้งใจไว้ แล้วเสียงของหญิงคนนั้นก็ท้วงเขาว่า “แต่คุณพุธคะ งานในออฟฟิศคนทำเต็มแล้วนะคะ ทำไมไม่ให้ทำงานที่นี่ไปก่อน งานในบ้านก็เยอะเหมือนกัน คนทำแค่หยิบมือเดียวเองค่ะ”

หญิงคนนั้นบอกจบ พสุธาหันมาถามว่า

“คุณน้อมหรือผมกันแน่ที่เป็นเจ้าของไร่”

คุณน้อมเงียบ สีหน้าไม่สบอารมณ์นักขณะตอบไปว่า

“คุณพุธค่ะ”

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167WNL” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167WNL
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ข้าจะเป็นจักรพรรดินี
ข้าจะเป็นจักรพรรดินี
เมื่อตระกูลต้องล่มสลายใต้คมกิโยตินเพราะพี่สาวขึ้นเป็นจักรพรรดินี แพทริเซียจึงใช้โอกาสจากการย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนอนาคตอันเลวร้าย เธอตัดสินใจเสนอตัวเข้าคัดเลือกในวังหลวงแทนพี่สาว แม้รู้ดีว่าเส้นทางนี้คือการก้าวเข้าสู่กองเพลิงแห่งการชิงอำนาจและรักอันตรายในนิยายรักแฟนตาซีเรื่องนี้
8.5
108 ตอน
ใต้อาณัติมาเฟีย
ใต้อาณัติมาเฟีย
ลดา เด็กสาววัยสิบแปดถูกส่งตัวไปประมูลเป็นนางบำเรออย่างไม่เต็มใจ ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้เธอพบกับ คาลิกซ์ มาเฟียหนุ่มใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่ทุ่มเงินแปดหลักเพื่อครอบครองตัวเธอ พร้อมพันธสัญญาแสนอันตรายที่เธอต้องยอมจำนนบนเตียงเมื่ออายุครบยี่สิบปีโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใน นิยายดาร์กโรแมนซ์ สุดร้อนแรงเรื่องนี้
9.3
38 ตอน
กรงรักกักหัวใจ COVID-19
กรงรักกักหัวใจ COVID-19
เมื่อวิกฤตโควิดบีบให้เตชินหนุ่มเจ้าสำราญต้องกักตัวในโรงแรมหรูตามแผนหาลูกสะใภ้ของแม่ เขาได้พบพิมพ์ลภัสสาวสวยใต้หน้ากากที่รุกจีบเขาอย่างหนักเพื่อเป้าหมายบางอย่าง แม้เสือผู้หญิงอย่างเขาจะอยากขย้ำเหยื่อเพียงใด แต่เธอคือคนที่แม่ห้ามแตะต้อง ทว่าความใกล้ชิดกลับยิ่งกระตุ้นความปรารถนาที่ยากจะต้านทาน
8.4
36 ตอน
Desire of Love เพียงรักที่ปรารถนา
Desire of Love เพียงรักที่ปรารถนา
เมื่อ ฟางเหม่ยอี้ สาวน้อยผู้ฝันใฝ่ในรักแท้ ได้รับกุหลาบปริศนา 999 ดอก จาก เฟยหลง ชายหนุ่มมาดนิ่งปากแข็งผู้แอบซ่อนความรู้สึกเอาไว้ลึกๆ บทพิสูจน์ใจด้วยอ้อมกอดสุดแนบชิดจึงเริ่มต้นขึ้นเพื่อค้นหาคำตอบว่าความหวั่นไหวนี้คือความรักที่แท้จริงหรือไม่ อ่านนิยายรักโรแมนติกสุดฟินได้แล้ววันนี้
8.4
31 ตอน
สายใยรักแห่งหัวใจ
สายใยรักแห่งหัวใจ
เมื่อความเข้าใจผิดและอดีตแสนเจ็บปวดทำลายหัวใจจนยับเยิน ขวัญอุษาจึงเลือกหันหลังให้ปกรณ์เพื่อเยียวยาตัวเอง นิยายรักโรแมนติกฟีลกู้ดที่จะพาคุณไปพบกับโอกาสครั้งใหม่ในการรักษาบาดแผลใจและเริ่มต้นชีวิตที่สดใส อ่านนิยายรักอบอุ่นหัวใจที่จะทำให้คุณซาบซึ้งไปกับพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่
9.1
52 ตอน
7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์
7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์
เมื่อหนุ่มฮอตประจำคณะตกหลุมรักเพื่อนร่วมรุ่นผู้หยิ่งทะนง แต่กลับโดนปฏิเสธมาตลอดสามปี ทว่าเมื่อโชคชะตาเล่นตลกให้เธอต้องเผชิญวิกฤตชีวิตจนต้องทำงานกลางคืน โอกาสทองในการยื่นมือเข้าช่วยและรุกคืบพิชิตใจสาวเย็นชาจึงเริ่มขึ้น อ่านนิยายรักวัยรุ่นสุดฟินที่พร้อมทวงสิทธิ์คนพิเศษได้แล้ววันนี้
7.8
82 ตอน