ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

กลิ่นของหิมะและสายลมหนาวที่ถูกสูดเข้ามาในปอด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับมาในวันวานอีกครั้ง ภาพของป่าสนสูงใหญ่หนาทึบตรงหน้ามันแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหนึ่งพันปีก่อนเลยสักนิด อาจเป็นเพราะบรรยากาศรอบๆ ที่ดูอึมครึมน่ากลัว นั่นเลยทำให้ไม่มีมนุษย์หน้าไหนกล้าย่างกรายเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ เขตพื้นที่ของปีศาจในตำนาน พวกมนุษย์เรียกเราว่า... แวมไพร์

กลับมาแล้ว...

ผมคิดในขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปในป่ามืดมิดตรงหน้าเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางของผมคือปราสาทของตระกูลบาโธนี่ซึ่งตั้งอยู่ในป่าลึก

วันนี้ผมมาที่นี่เพราะตั้งใจมาพบใครคนหนึ่ง แต่แล้ว...

“เห้ย! แกน่ะ... ไสหัวออกไปซะ นี่มันพื้นที่ส่วนบุคคล” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบตอนที่ผมกำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

หมอนั่นมันยืนเก็กท่าอยู่บนต้นไม้... คงคิดว่าตัวเองหล่อตายห่า

“นี่บ้านฉัน” ผมเอ่ยพร้อมกับเลิ่กคิ้วน้อยๆ อย่างแปลกใจ จะเข้าบ้านตัวเองนี่ต้องขออนุญาตมันด้วย?

“ฮ่าฮ่าฮ่า! อย่ามาพูดให้ขำดีกว่าน่า นี่มันพื้นที่ของตระกูลบาโธนี่” ชายคนเดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันมีอะไรน่าขำตรงไหน

“ก็เออสิ” ผมตอบแล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ดูจากทรงแล้วหมอนี่น่าจะเป็นแวมไพร์หน้าใหม่ที่ถูกเปลี่ยนเพื่อให้มาเฝ้าบ้าน ก็แค่ลูกกระจ้อก...

“แกคงวิ่งหางจุกตูดแน่ถ้ารู้ว่าพวกเขาเป็นอะไร” มันยังพูดต่อ ในขณะที่ผมตัดสินใจเลิกฟังมันพล่ามแล้วหันหลังเดินต่อไป ทว่า...

“เห้ย! บอกว่าเข้าไปไม่ได้ไงวะ” หมอนั่นเอ่ยพร้อมกับพุ่งมาหาผมจากข้างบนอย่างเอาเรื่อง แต่มีหรือที่สปีดของพวกเกิดใหม่จะทันคนอย่างผม... ผมอาวุโสกว่ามันเป็นพันปี

“อึก...” วินาทีต่อมา... ร่างของผู้ชายตรงหน้าก็ถูกผมดันจนกระแทกกับต้นสนสูงใหญ่ ฝ่ามือที่กำอยู่รอบลำคอของมันแทบจะไม่ต้องออกแรงบีบเลยด้วยซ้ำ... แค่นี้มันก็ดิ้นทุรนทุรายจนลิ้นจุกปากแล้ว

“หุบปากซะ... ถ้ายังอยากมีชีวิตเป็นอมตะอยู่” ผมเอ่ยเสียงกดต่ำพร้อมกับขู่คำรามในลำคอ ก่อนจะโยนมันออกไปจนลอยละลิ่ว

พอกลับมาโฟกัสกับตัวเองอีกครั้ง บรรยากาศที่เงียบสงัดลงอย่างกะทันหันก็ทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้ตัวเองคงไม่ได้อยู่คนเดียวแน่ ที่นี่เป็นป่าลึกก็จริง... แต่ว่านี่มันเงียบเกินไป ไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกร้องหรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของสัตว์ ราวกับว่าพวกสัตว์มันกำลังกลัวอะไรจนไม่กล้าออกมา

อะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งและทรงพลัง... เป็นเผ่าพันธุ์ของผู้ล่า

น่ารำคาญ...

ผมคิดอย่างหงุดหงิดก่อนจะเลิกสนใจสายตาเย็นเยียบนับสิบคู่ที่กำลังจดจ้องมาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกมาด้วยซ้ำ คิดดังนั้นผมจึงสาวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ จนกระทั่งเห็นปราสาทของตระกูลบาโธนี่ที่อยู่ไกลลิบๆ

มันไม่เปลี่ยนไปเลย... ที่นี่เหมือนถูกหยุดเวลาเอาไว้ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนจริงๆ

ใช้เวลาไม่นานผมก็เดินมาถึงตัวปราสาท แม้ภายนอกจะดูเก่าแก่ทรุดโทรม... หากแต่เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปด้านใน ปราสาทแห่งนี้กลับไม่ต่างจากคฤหาสน์หรูหราของพวกมนุษย์เลยสักนิด

“โผล่หัวมาสักทีนะ... น้องข้า” เสียงทุ้มน่าเกรงขามดังขึ้นทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไป และเพราะผมจำได้ว่ามันเป็นเสียงของใครร่างกายมันถึงได้หยุดชะงักไปอย่างอัตโนมัติ

“เคาท์เตส!” ผมเอ่ยชื่อของบุรุษตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนจะกระโดดพุ่งตัวเข้าหาเจ้าของชื่ออย่างลืมตัว

ตึง!

แรงปะทะของผมทำให้เคาท์เตสถึงกับเซไปชนกำแพงจนเกิดรอยร้าว แม้กระนั้นเขาก็ยังหัวเราะขบขันด้วยความดีใจอยู่ดี

“ฮ่ะฮ่ะ... เจ้าทำกำแพงบ้านข้าพัง” เขาเอ่ยตอนที่ตบไหล่ผมป้าบๆ ในขณะที่ผมเองก็แทบไม่อยากคลายอ้อมกอดของตัวเองออกเลย... ผมคิดถึงพี่ชายคนนี้เหลือเกิน

“เดี๋ยวซ่อมให้” ผมเอ่ยหลังจากที่ผละออก สายตาเสมองกำแพงด้านหลังคนตรงหน้าที่เป็นรอยร้าวยาวหลายเมตรด้วยความขบขัน

“ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว” เคาท์เตสเอ่ย และผมเองก็พยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ... ก็ผมเล่นไม่กลับมาบ้านมาตั้งเป็นพันปี อีกอย่างมันมีสาเหตุที่ทำให้ผมไม่ทันได้บอกลาใครๆ ด้วย

“มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย... ข้าไม่อาจกลับมาหาท่านในสภาพน่าสมเพชได้” ผมพูดคร่าวๆ และเคาท์เตสก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเราโตแล้ว... โตยิ่งกว่าโตเสียอีก เคาท์เตสน่าจะเข้าใจดีว่าผมมีเหตุผลส่วนตัว

“ได้ข่าวของเซนบ้างมั้ย” ผมถามขึ้นและคนตรงหน้าก็ส่ายศีรษะตอบกลับมาอย่างสิ้นหวัง เซนเป็นพี่น้องของเราอีกหนึ่งคนที่เกิดไล่เลี่ยกัน

เคาท์เตสเป็นพี่ใหญ่... เซนเป็นพี่คนรอง... และผมเป็นน้องเล็กสุด

“ครั้งสุดท้ายเมื่อห้าร้อยปีก่อน” คำตอบของเคาท์เตสทำให้ผมถอนหายใจออกมา เพราะนั่นก็เป็นความคืบหน้าเดียวที่ผมมีเหมือนกัน

“ข้าก็เช่นกัน...”

“คาร์เตอร์อาจรู้อะไรมากกว่าข้า” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยท่าทางครุ่นคิด

“เด็กนั่นน่ะหรอ” และนั่นทำให้ผมนึกไปถึงเด็กตัวเล็กๆ ที่เคยชวนผมวิ่งเล่นรอบๆ ปราสาท คาร์เตอร์เป็นลูกชายคนโตของพี่ชายผม

“ไม่เด็กอีกต่อไปแล้ว นั่นมันผ่านมานานมากแล้ว” คนเป็นพ่อว่าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างขบขัน นั่นสินะ... บางทีผมก็ลืมไปว่าวันเวลามันผ่านมานานมากแล้ว เพราะในความรู้สึกของผม... เรื่องทุกอย่างมันยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

ตอน 2

“ข้าลืมไป” ผมเอ่ยเบาๆ เมื่อสมองมันดันนึกถึงบางเรื่องที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา และทันใดนั้นเสียงโหวกเหวกโวยวายของใครบางคนก็ดังขึ้น

“พ่อครับ! ผมได้ยินว่ามีคนบุกปราสาท” สำเนียงการพูดและคำศัพท์ของคนยุคใหม่ทำให้ผมต้องหันไปมองมัน จะเป็นใครซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่ไอ้เด็กคาร์เตอร์ที่พวกผมเพิ่งพูดถึงไปเมื่อครู่ ผมคิดว่าใช่นะ... ก็มันเรียกเคาท์เตสว่าพ่อนี่

“ไม่ใช่คน... ข้าเอง” ผมเอ่ยพร้อมกับหรี่ตามองมัน ในขณะที่เจ้าเด็กคาร์เตอร์ก็อ้าปากหวอเหมือนเห็นผี

เหอะ... การป้องกันโคตรหละหลวมยังจะมาทำเป็นตื่นเต้น

“อาครูซ... หูย ภาษาโคตรโบราณ” ท้ายประโยคมันแซะจนอยากถลาเข้าไปแพ่นกบาลมันซะ คนเราไม่ได้เจอกันตั้งนานดูมันทักสิ

“ก็พ่อแกชวนฉันคุยภาษานี้ก่อน” ผมเท้าสะเอวพร้อมกับเอ่ยออกไปอย่างเอือมๆ ปกติแล้วผมก็ไม่ได้พูดโบร่ำโบราณแบบนี้ซะหน่อย โด่ว!

“ผมจะรู้หรอ พ่อครับ... บอกกี่ทีแล้วให้พูดเหมือนมนุษย์สมัยนี้” คาร์เตอร์หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพ่อที่ดูยังไงก็เหมือนพี่ชายมากกว่า เคาท์เตสดูไม่แก่ไปจากครั้งสุดท้ายที่เราเจอกันเลยสักนิด

“ข้าไม่ชิน บางทีเจ้าอาจหน้าโบราณ” ท้ายประโยคเคาท์เตสหันมาเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

ให้ตายสิ... เดี๋ยวก็จับฆ่าทิ้งมันทั้งพ่อทั้งลูกเลยนี่

“ท่านเกิดก่อนข้าอีกนะอย่าลืม” ผมเอ่ยอย่างไม่ถูกใจนัก คนหล่ออย่างผมกำลังถูกพวกเจ้าเล่ห์รวมหัวกันแซะ เหอะ!

“ไป... ไปนั่งคุยกันเถอะ เย็นนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้า” เคาท์เตสเอ่ยพร้อมกับดันหลังผมให้เดินเข้าไปข้างในในตอนที่ผมเริ่มทำหน้ามุ่ย

“ปาร์ตี้ก็ได้มั้ย” ไอ้คาร์เตอร์ยังไม่หยุดแซะพ่อตัวเอง

เหอะ... พ่อคนรุ่นใหม่

หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันอีกพักใหญ่ ถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆ นาๆ ตามประสาคนที่ไม่ได้คุยกันมานาน ผมเพิ่งจะรู้ว่าตอนนี้ตัวเองมีญาติโกโหติกามากมายไปหมด ไม่ต้องนึกถึงตอนทานดินเนอร์เลย... ใครมั่งก็ไม่รู้ มาเรียกอาครูซบ้าง น้าครูซบ้าง ทั้งๆ ที่พวกมันก็ดูโตกันหมดแล้ว รับไม่ได้... ผมแก่แล้วหรอ

ส่วนเรื่องของเซน... คาร์เตอร์บอกว่ามันไม่ค่อยมีความคืบหน้าอะไรมากนัก รู้แค่ว่ามีพวกมนุษย์จับเซนไป... กลุ่มมนุษย์ที่มีอำนาจและการโจมตีที่แข็งแกร่งพอจะล่าแวมไพร์สักตัวได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดออกคือพวกมาเฟีย... ช่วงนี้ผมพัวพันกับคนพวกนี้อยู่ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคือแก๊งไหนกันแน่

แต่สาบาน... ว่าผมจะต้องตามล่าพวกมันให้ได้... ผมจะพาเซนกลับมา

[Kat’s Part]

“ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ” ฉันร้องขึ้นด้วยความลุกลี้ลุกลนและตกใจ เมื่อขนมที่อยู่ในเตาอบจู่ๆ ก็ถูกเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นเสียจนดำเมี่ยมเป็นตอตะโก และอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น...

ปุ้ง!

“ว้าย!” คงไม่ต้องให้ฉันบอกนะว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เตาอบมันระเบิดน่ะสิ... เป็นแบบนี้อีกแล้ว

“ตายแล้วพี่แคท... เกิดอะไรขึ้นคะ!” พนักงานในร้านที่ชื่อฝนเอ่ยขึ้นตอนที่เธอรีบวิ่งเข้ามาเพราะได้ยินเสียงฉันร้อง ตอนนี้ในครัวมีควันโขมงเลย... ฉันจึงต้องใช้มือปัดอากาศไปมาเพราะหายใจไม่ออกและมองไม่เห็นบรรยากาศรอบๆ

“อย่าบอกนะคะว่าพี่ทำเตาพังอีกแล้วน่ะ” พนักงานอีกคนที่ชื่อส้มเอ่ย ก่อนที่เธอจะรีบกะวีกะวาดไปดูเตาอบซึ่งอยู่ในสภาพเละเทะและไม่น่าจะเอากลับมาใช้ได้อีกแล้วแน่ๆ

“จ้ะ... คือพี่ยังไม่ทันทำอะไรเลยนะ แค่ยืนมองเฉยๆ อยู่ดีๆ มันก็ระเบิดปุ้งเลย” ฉันพูดพร้อมกับยิ้มแหยๆ เพราะเรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว

“แปลกจังเลย ช่วงนี้พี่แคททำเตาระเบิดบ่อยเนอะ” ฝนหันไปเอ่ยกับส้มที่ยืนอยู่ข้างๆ ในขณะที่ฉันก็ทำได้เพียงแค่หุบปากสนิทเท่านั้น... เพราะฉันรู้ดีน่ะสิว่ามันเป็นเพราะอะไร

“อย่างกับพวกมีพลังวิเศษแหนะ แค่ยืนมองเตาก็ระเบิดได้” ส้มเอ่ยขำขันก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์มาทำความสะอาดตรงที่พอจะทำได้ ส่วนเตาน่ะคงต้องซื้อใหม่อีกแล้ว

“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ฉันเอ่ยเสียงอ่อย ตอนที่มองไปยังน้องพนักงานสองคนนั้นที่ต้องมาเก็บกวาดในสิ่งที่ฉันทำเลอะเทอะ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่แคท ทำไมต้องทำหน้าหงอยแบบนั้นด้วยล่ะ” ฝนหันมาพูดกับฉันด้วยท่าทีเป็นห่วงในขณะที่ส้มก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ฉันก้มลงมองฝ่ามือที่ว่างเปล่าของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา

“พี่ก็แค่เบื่อตัวเองน่ะ... ฝากด้วยนะจ๊ะ” เอ่ยจบฉันก็เดินเซ็งๆ ออกมาจากส่วนครัว ซึ่งนั่นมันพอดีกับที่ร่างบางของใครคนหนึ่งเปิดประตูร้านเข้ามา

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อชีฟอง... เป็นพนักงานใหม่ของที่นี่ค่ะ” เธอคนนั้นเอ่ยทักทายทุกคนอย่างร่าเริง ฉันจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับเธอพร้อมกับรอยยิ้ม

“สวัสดีจ้ะน้องชีฟอง พี่ก็นึกว่าเราจะไม่มาซะแล้ว ไม่งั้นร้านพี่แย่แน่เลย” ท้ายประโยคฉันเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงกระเหง้ากระหงอด เพราะพักนี้ที่ร้านลูกค้าเยอะจนพนักงานแทบจะทำไม่ไหว นี่ก็เปิดรับพนักงานเพิ่มมาตั้งนานแล้ว... แต่เพิ่งมีชีฟองคนเดียวนี่แหละที่สมัครเข้ามา

หลังจากนั้นฉันก็รีบพาชีฟองไปสอนงานด้านในเพราะใกล้เวลาเปิดร้านเต็มที โชคดีนะที่เธอเป็นคนหัวไวมากอธิบายแค่แปบเดียวก็เข้าใจ นั่นจึงทำให้ฉันวางใจว่าวันนี้ร้านของฉันจะไปได้สวยอีกหนึ่งวัน ที่เหลือก็มีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่เป็นปัญหา...

เอาล่ะ... ฉันมีความลับอะไรจะบอก

ฉันรู้ว่าตัวเองมีบางอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป... ฉันรู้... รู้ตั้งแต่ตัวเองจำความได้ และไม่เคยปริปากกับใครแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ฉันมีพลังบางอย่างที่คนอื่นไม่มี... พลังลึกลับที่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันยิ่งแรงกล้าขึ้นในทุกๆ วันที่ฉันเติบโต

เหมือนกับความฝันแปลกๆ พวกนั้นที่นับวันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

“คุณเป็นใครกันแน่นะ... ผู้ชายผมทองคนนั้นน่ะ"

ตอน 3

[Cruz’s part]

หลายอาทิตย์ต่อมา

“ครูซ... เจ้าน่าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักวันสองวัน” เสียงทุ้มของผู้เป็นพี่ชายดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังจะก้าวเท้าออกจากปราสาท ผมกลับมาที่นี่เพราะต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเซน และตอนนี้ผมได้แล้ว... สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการตามหามัน

“ข้ามีธุระที่ต้องกลับไปสะสางน่ะ อีกอย่าง... ที่นั่นมีคนรอข้าอยู่” ผมเอ่ยพลางตบไหล่พี่ชายที่ยืนทำหน้านิ่ง แต่ผมรู้หรอกว่าที่จริงมันไม่อยากให้ผมไป สองสามอาทิตย์ที่ผมอยู่ที่นี่เคาท์เตสเกาะติดผมไม่ห่าง... ผมเองก็คิดถึงมันนะ แต่ทุกอย่างจะดีกว่านี้ถ้าเซนอยู่ที่นี่ด้วย

ผมต้องตามหาเซน... เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง

“ข้าเองก็รอเจ้ามาตั้งพันปี” เคาท์เตสเริ่มเกริ่นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ จนผมหลุดยิ้ม พอเงยหน้าขึ้นมองถึงได้เห็นว่าคนขี้เก็กทำเป็นแสร้งเสสายตาไปทางอื่นตอนที่ถูกผมจับได้ว่ามันกำลังเขิน เคาท์เตสเป็นพวกไม่ชอบแสดงออก... แต่ผมรู้ว่ามันรักและเป็นห่วงผมกับเซนมากแค่ไหน

“จากนี้ไม่ต้องรอแล้ว... ถ้าคิดถึงข้าก็โทรมา เดี๋ยวข้าจะมาหาท่านเอง... เคาท์เตส” ผมเอ่ยพร้อมกับตบบ่าคนตรงหน้าสองสามที ก่อนที่คนฟังจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ

“เดินทางปลอดภัย อย่าหายเงียบไปเป็นพันปีอีกล่ะ” จบประโยคผมก็พยักหน้ารับ ก่อนจะกวาดมองปราสาทโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า รวมไปถึงป่าสนทึบที่ตัวเองเคยเข้าไปวิ่งเล่นตอนเด็กๆ

ไว้จะกลับมาใหม่นะ...

เวลาต่อมา

[“ครูซ... ดูเหมือนผู้ชายที่นายฝากให้ฉันดูแลจะความจำเสื่อมน่ะ เขาฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้เลย... ทำไงดี”]

นั่นเป็นคำพูดของชีฟองตอนที่ผมคุยโทรศัพท์กับเธอเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน และนี่แหละคืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมต้องรีบกลับเร็วกว่ากำหนด เป็กซ์... เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่นอีกนะ หรือว่าตอนที่ผมทำการแลกเปลี่ยนกับมันผมพลาดอะไรไป

อ้อ... ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องระหว่างผมกับเป็กซ์ขึ้นนิดหน่อยน่ะ เป็นเรื่องที่อธิบายยาก... แต่ที่แน่ๆ คือผมจะปล่อยให้มันอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้เด็ดขาด... เพราะว่ามันเป็นเพื่อนผม

“หยุด... นายหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงแหลมที่ดังลอดออกมาจากบานประตูมันทำให้เท้าทั้งสองข้างของผมชะงักกึกอย่างอัตโนมัติ คือตอนนี้ผมอยู่ที่คอนโดของชีฟองน่ะ แถมยังอยู่หน้าห้องเธอด้วย... เกิดอะไรขึ้นวะ

คิดดังนั้นผมก็เลยจะเปิดประตูเข้าไป แต่ดูเหมือนจะออกแรงเยอะเกินไปหน่อยมันเลยพังซะอย่างนั้น

ปัง!

ผมหลุบมองซากประตูที่กองอยู่ตรงเท้าของตัวเอง... เวรกรรม ครูซไม่ผิดนะครูซไม่ได้ตั้งใจ

“โทษที เผลอออกแรงเยอะไปหน่อย” ผมเอ่ยกับบุคคลสองคนตรงหน้าก่อนจะยิ้มแหยๆ แต่พอสังเกตได้ว่าตอนนี้บรรยากาศมันมาคุผิดปกติก็เลยหลุดปากถามออกไป

“เธอเป็นไรอ่ะ” ผมถามชีฟองที่เอาแต่ก้มมองพื้นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น ในขณะที่เป็กซ์กลับมองหน้าผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนสงสัย แต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“เป็กซ์... ชีฟองเป็นอะไรอ่ะ ทะเลาะกันอ่อ” ผมถามร่างสูงตรงหน้าที่ยังเอาแต่จ้องกันไม่เลิก จนกระทั่งมันถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งๆ

“นายเป็นใคร” อ้าว...

“ฉัน... อ่อ นายความจำเสื่อมนี่หว่า” ท้ายประโยคผมบ่นกับตัวเองเบาๆ ดันลืมเรื่องสำคัญไปซะได้นี่

“ไง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฉันคือครูซ” ผมเอ่ยทักทายคนตรงหน้าเสียงใส ในขณะที่คนฟังก็ถึงกับเบิกตากว้างทันทีเหมือนว่ามันเริ่มจะรู้จักผมขึ้นมาบ้างแล้ว

ทว่าทันใดนั้น... จู่ๆ กลุ่มคนชุดดำที่ผมเห็นพวกมันแอบซุ่มอยู่ที่หน้าคอนโดก่อนหน้านี้ก็บุกเข้ามาในห้องกันมากมาย

“เพื่อความสะดวก กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ” หนึ่งในนั้นเอ่ยก่อนที่ผมจะถูกรวบตัวเอาไว้อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

“โอ๊ะโอ๋” ผมไปทำให้ใครโกรธเข้าล่ะเนี่ย... ถึงได้มาลักพาตัวกันไปแบบนี้

หลังจากนั้นผมกับชีฟองก็ถูกพวกมันจับยัดเข้าไปในรถตู้ที่จอดรออยู่หน้าคอนโด ผมเป็นคนไม่ดื้อครับ... ก็เลยทำตามอย่างว่าง่าย เขาสั่งให้ไปไหนก็ไป... ไว้มันดูอันตรายค่อยฆ่าทิ้งทีเดียวก็คงไม่สายเนอะ

ณ ฐานทัพ

เป็นการต้อนรับการกลับมาของผมที่โครตเซอร์ไพรส์เลย...

ผมคิดก่อนจะกวาดตามองไอ้หน้าโหดที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมจำมันได้... หมอนี่ชื่อโคลด์ หัวหน้าแก๊งมาเฟียของไอ้เป็กซ์มัน แถมยังเป็นแวมไพร์เทียมอีกต่างหาก เทียมยังไงหรอ... อ่ะไม่บอก

ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาแล้วแต่ผมเมา เหล้าของพวกมนุษย์ยุคนี้นี่แรงถึงใจดีจริงๆ ว่ามั้ย

“เอาล่ะ ขอถามหน่อยว่าจับฉันมาทำไม” ผมถามพร้อมกับกวาดตามองผู้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาในบริเวณรอบๆ ที่นี่ดูเหมือนห้องรับรองแขก แต่มันดูอลังการเว่อวังสุดๆ ตามแบบฉบับคนมีเงินเหลือใช้

ตอนนี้เราอยู่กันแค่ห้าคนหลังจากที่ชายชุดดำพวกนั้นออกจากห้องไปแล้ว มีผม โคลด์ ชีฟอง เป็กซ์ และสุดท้ายก็เพื่อนของไอ้เป็กซ์ที่ชื่อแวมพ์... ผมจำได้

“ไม่ได้จับ แค่อยากเชิญนายมาตอบคำถามอะไรนิดหน่อย” โคลด์เอ่ยขึ้นเหมือนไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ โอเค... เชิญก็เชิญ

“แล้วลากชีฟองมาด้วยทำไม” ผมถามอย่างงงๆ พร้อมกับหันไปมองคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา แถมยังก้มหน้ามองตักของตัวเองเหมือนว่ามันมีอะไรให้น่าดูนักหนา

พอเสสายตากลับไปมองโคลด์ หมอนั่นก็หันไปมองแวมพ์ต่อ

“สงสัยลูกน้องฉันหิ้วติดมือมาน่ะ” แวมพ์เอ่ยก่อนจะยักไหล่น้อยๆ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเล่น

“อยากถามอะไรก็ถามมา คิดอยู่แล้วว่าต้องโดนซักฟอกเรื่องหมอนี่” ผมเอ่ยพร้อมกับพยักพเยิดไปที่เป็กซ์ และมันก็มองกลับมานิ่งๆ

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167TFL” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167TFL
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ซาตานร้ายเดิมพันรัก
ซาตานร้ายเดิมพันรัก
เมื่อ 'ฟ้าใส' ต้องตกเป็นเป้าหมายของ 'เทพประทาน' ชายหนุ่มจอมเผด็จการผู้ไร้ความปรานี นิยายดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่เล่าถึงการต่อสู้ระหว่างการขัดขืนและความปรารถนาอันดิบเถื่อน เขาใช้เสน่ห์ร้ายกาจพันธนาการเธอไว้ในฐานะสมบัติส่วนตัวที่ห้ามใครแตะต้อง พร้อมบทลงโทษแสนเร่าร้อนที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้
9.0
40 ตอน
พ่ายเกมสวาท
พ่ายเกมสวาท
เมื่อความเจ็บปวดจากการถูกทรยศทำให้เอลิซตัดสินใจประชดชีวิตด้วยการชวนคนแปลกหน้าเข้าสู่เกมเดิมพันสุดอันตราย เธอไม่รู้เลยว่าเขาคือเซฟ มาเฟียผู้ทรงอิทธิพล นิยายรักมาเฟียเรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับรักอันตรายและพันธนาการสวาทที่ยากจะถอนตัวเมื่อเธอต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดหรือชดใช้ด้วยชีวิต
8.7
35 ตอน
หมอขาอย่าทำร้ายหัวใจ
หมอขาอย่าทำร้ายหัวใจ
เมื่อความผิดพลาดในห้องฉุกเฉินกลายเป็นตราบาปที่ศัลยแพทย์หนุ่มโยนใส่เธออย่างเลือดเย็น เขาปักใจเชื่อว่าเธอคือต้นเหตุที่ทำให้เขาเสียสมาธิจนสูญเสียคนไข้ นิยายรักดราม่าสุดเข้มข้นที่เต็มไปด้วยความแค้นและการเข้าใจผิด ท่ามกลางความสูญเสียที่เธอเองก็ต้องเผชิญในวินาทีที่หัวใจสลายที่สุด
7.9
71 ตอน
กับดักหัวใจยายสุดเลิฟ You are my true love
กับดักหัวใจยายสุดเลิฟ You are my true love
เมื่อโบนิตากลับมาพบเพื่อนรักในคืนพิเศษ แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์และความเย้ายวนใจในผับหรูกลับดึงดูดสายตาคมกริบของชายหนุ่มลึกลับผู้ทรงอิทธิพล นิยายรักโรแมนติกสุดร้อนแรงที่จะพาคุณไปพบกับดักหัวใจอันตรายที่ยากจะถอนตัว อ่านนิยายออนไลน์เรื่องราวความรักสุดฟินที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
8.1
63 ตอน
แผนรัก...คืนไม่รัก
แผนรัก...คืนไม่รัก
เมื่อนางแบบสาวชาวไทยต้องมาพบกับพี่ชายสามีของรุ่นน้อง โลกที่เคยสงบสุขก็พังทลายลงด้วยเสน่ห์อันตรายที่รุกรานร่างกายและหัวใจอย่างไม่ลดละ อ่านนิยายรักโรแมนติกสุดเร่าร้อนที่จะทำให้คุณใจสั่นไปกับความสัมพันธ์ต้องห้ามที่ยากจะต้านทานไหวในนิยายออนไลน์สุดฟินเรื่องนี้
9.7
94 ตอน
บำเรอรักอาญาอสูร
บำเรอรักอาญาอสูร
เมื่อความรักกลายเป็นเกมล่า นิยายรักแนวโรแมนติกดาร์กเร่าร้อนที่จะพาคุณไปพบกับข้อเสนอสุดอันตรายของอสูรร้าย กฤตภพยื่นเงื่อนไขสวาทที่เธอไม่อาจปฏิเสธเพื่อแลกกับการแต่งงาน ท่ามกลางแรงปรารถนาที่แผดเผา เธอจะต้านทานความเจนจัดของเขาได้นานแค่ไหน อ่านนิยายสุดฟินนี้ได้เลย
9.1
45 ตอน