ตอน 2

CHAPTER 01

@เพชรบูรณ์

สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กเท่าฝ่ามือถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตรงหน้าล่าสุดที่จำนวนเงินทั้งหมดถูกถอนออกไปเมื่อตอนกลางวัน นัยน์ตาเศร้าของตัวเองจ้องมองยอดปัจจุบันตรงนั้นซ้ำๆ ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้เงินจำนวนนั้นกลับเข้ามาในบัญชีแบบเดิมแต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเมื่อความเป็นจริงมันอยู่ตรงหน้า

ปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้น

ปาฏิหาริย์ไม่เคยมีจริงด้วยซ้ำ

ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้วทางเลือกของฉันก็ถูกทำลายลงอย่างไม่มีทางก่อให้มันเกิดขึ้นได้อีก ไม่ใช่ท้อไม่ใช่เหนื่อยแต่ฉันเคยทำแบบนั้นแล้วมันก็เกิดแบบเดิมตลอด ตอนนี้ก็เหมือนกันเงินทุนก้อนสุดท้ายของลูกไม่มีแล้ว...

ฉันชื่อ 'ซาน' อายุแค่ 19 ย่างยี่สิบที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นเด็กเหลือขอใจแตกท้องไม่มีพ่อตั้งแต่อายุ 17 แล้ว ฉันไม่เคยเถียงไม่เคยแก้ต่างให้กับตัวเองสักครั้งได้แค่เพียงก้มหน้ายอมรับคงเพราะมันเป็นจริง จะเถียงความจริงไปทำไมยังไงฉันก็รู้ตัวดีว่าอะไรเป็นอะไร ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่เหมือนอย่างใครเขาในรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นเพื่อนและข้อนี้ฉันก็เข้าใจดีอีกต่างหาก ชาวบ้านบอกกรอกหูเสมอว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเอามาทิ้งไว้ข้างถนน

การเติบโตของฉันจึงเกิดขึ้นจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองใหญ่แต่พออายุได้ 14 ก็มีผู้ใจบุญอยากอุปะการะดูแล ตอนนั้นดีใจมากเลยนะรอยยิ้มครั้งแรกเกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่ายังมีคนต้องการ ฉันอยู่อาศัยกับเขาจนถึงปัจจุบันจึงได้รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้น...

ฉันเป็นได้แค่คนรองมือรองตีน

ฉันเป็นได้แค่คนนอกที่ต้องทำงานหาเงินเข้าบ้าน

เชื่อไหมรอยยิ้มฉันได้หายจากไปนานแล้ว แค่ผู้หญิงคนหนึ่งด่างพร้อยไม่มีความดีอะไรให้ได้จำฉันว่าทุกคนรับรู้เอาไว้แค่นี้ก็พอแล้วแหละ

~ฟิ้ว~

สายลมหนาวพัดเข้ามาเยือนทางหน้าต่างจนต้องห่อตัวแต่ฉันไม่เท่าไหร่หรอกหวงก็แค่อีกคนหนึ่งต่างหาก การรีบลุกขึ้นไปคว้าผ้าห่มเข้ามาถือไว้จากนั้นก็จัดการห่มให้ร่างเล็กอ้วนปุย ใบหน้ากลมริมฝีปากจิ้มลิ้มนอนหลับลึกผ่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอหลังจากอิ่มนมจากเต้าไปไม่ถึงสิบนาทีพอให้ฉันยิ้มได้ในรอบวันส่วนวันต่อไปก็ช่างมันเพราะยังไม่เกิดขึ้น

ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด สู้ให้ลูกมีอนาคตมากกว่าตัวเองถึงเค้าจะเกิดมาในตอนที่ฉันไม่พร้อมทุกด้านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลไม่ได้ ยังไงฉันต้องดูแลให้ดีที่สุดไม่ว่าจะแลกด้วยความเหนื่อยยากยังไงก็ตาม

“เป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะสตางค์ หนูเป็นทุกอย่างของแม่แล้วนะลูก”

ลูกฉันชื่อสตางค์ เพศหญิงส่วนอายุ 2 ขวบครึ่ง ได้ชื่อว่าลูกตัวเองแต่ไม่มีส่วนไหนคล้ายฉันเลยสักนิดทั้งที่อุ้มท้องมาเก้าเดือน ทุกอย่างคล้ายผู้ชายคนนั้นหมดจด ผู้ชายที่รู้จักกันมานานแต่ก็ใช่ว่าจะคบหรือรักกันได้...

วันต่อมา...

“เดี๋ยวตอนเย็นหนูมารับสตางค์นะคะป้าส่วนเงินค่าฝากอีกสองสามวันซานเอาให้” ป้าสายยิ้มก่อนพยักหน้าให้ฉันพร้อมกับการเอื้อมมือยกขึ้นมาอุ้มเจ้าหญิงตัวอ้วนจากอ้อมกอดไป สายตาเอ็นดูของป้าที่มองลูกฉันเชื่อว่าไว้ใจได้เพราะตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลกก็มีป้าสายนี่แหละที่อุ้มสตางค์พอๆ กันกับฉันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ “มาแม่หอมแก้มก่อน”

~ฟอด~

กลิ่นเด็กยังหอมติดจมูกพลอยให้ชื่นใจไปอีกวันหนึ่ง

“บายแม่ซาน... บ้ายบายรีบกลับมาหาสตางค์นะคะ” ป้าสายพูด

“แบะๆ” [บายบ่าย]

มีเหรอที่สตางค์จะไม่เรียนแบบคนเลี้ยงในการพูดถึงจะตัดเอาแค่คำว่าบายบ่ายก็เถอะเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาให้ฉันได้ใจชื่นขึ้นมา

การที่ป้าสายอุ้มด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างก็ยกมือเล็กขึ้นมาทำท่าทางโบกไม้โบกมือให้ฉัน รอยยิ้มของลูกทำฉันอดยิ้มแฉ่งจนตาหยีไม่ได้ส่วนป้าสายก็ยิ้มเหมือนกัน ท่านอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากร้อยมาลัยขาย

วันนั้นประมาณเกือบสองปีกว่าฉันจึงเข้ามาถามหลังจากคลอดลูกซึ่งท่านก็ตอบรับอย่างง่ายดายบัดนั้นเป็นต้นมาเราจึงสนิทกันมาก

ที่ต้องให้เลี้ยงเพราะยังไงตอนทำงานก็พาลูกไปไม่ได้อยู่แล้ว

“ฝากด้วยนะคะป้า”

“ไม่ต้องห่วงไปทำงานดีๆ เจ้าซาน”

รอยยิ้มป้าสายที่ฉันมองเหมือนแม่มานานท่านรอให้ฉันเดินลับสายตาจากนั้นก็พาสตางค์เข้าบ้าน อุปกรณ์การเลี้ยงก็อยู่ในบ้านป้าสายหมดสิ่งที่ฉันต้องซื้อมาให้เสมอคือนมเสริมจากเต้าบ้าง ฉันทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้บ้านแห่งหนึ่งชื่อ ‘ศิลาธนันรีสอร์ท’

เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเขาควบคุมพื้นที่หลายร้อยไร่ในเพชรบูรณ์ ได้ยินว่าในตัวเมืองยังมีกิจการโรงแรมระดับห้าดาวด้วยนะ ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสายเรียกง่ายๆ คือไม่มีห้องว่างรับรองอยากพักต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

จบแค่มอสามได้เป็นพนักงานทำความสะอาดในรีสอร์ทใหญ่ขนาดนี้ก็คือว่าดีแล้ว เพราะมีเพื่อนร่วมงานหลายคนจบการโรงแรมมาด้วยซ้ำ ที่ฉันทำได้ก็เพราะป้าหัวหน้างานซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกันสงสารก็เลยช่วยแต่ฉันต้องเรียนรู้งานหลากหลายอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรง่ายสักนิด

“มาก่อนเวลามากเลยนะซาน”

“แต่ยังช้ากว่าป้าอุ่นอยู่ดี ขนาดอยู่หมู่บ้านเดียวกันนะคะ”

“ฉันต้องมาก่อนเวลาอยู่ดีปะล่ะ เออ...” ที่ฉันเรียกป้าอุ่นเพราะมันติดปากไปแล้วความจริงนั่นป้าอุ่นอายุประมาณสี่สิบแต่วัยรุ่นมากทั้งความคิดแล้วคำพูดคำจา “เมื่อไหร่แกจะเรียกฉันมาพี่อย่าเรียกป้าเลยขอร้อง โคตรเจ็บใจในการเกิดเร็ว”

“ให้ซานเรียกเถอะค่ะ ติดปากไปแล้ว น๊าคะ”

“ลูกอ้อนของแกไม่ได้ผลแน่จ๊ะ ฉันรับรองได้ด้วยเกียรติของหัวหน้างาน จริงสิมีเรื่องเม้าท์จ๊ะเมื่อวานเขาบอกว่าฝ่ายต้อนรับวุ่นวายมากถึงขั้นระดับรุนแรงเพราะมีแขกสำคัญมาเยือนถึงขนาดเจ้าของโรงแรมมาต้อนรับเองเลย ใหญ่เบอร์ไหนกันถึงเรียกเจ้าของมาต้อนรับได้”

แบบนี้เรียกว่างานช้างเลยนะ

“แล้วเป็นยังไงต่อคะ ได้ไปต่อหรือเปล่า”

ไปต่อหมายความว่ากลุ่มพนักงานต้อนรับถูกไล่ออกหรือเปล่า เคยมีเหตุการณ์ก่อนหน้าทุกคนเล่าลือกันมาแล้วว่ากลุ่มก่อนหน้าถูกไล่ออกเพราะแค่ทำเด็กร้องไห้ คำสั่งนั้นถูกสั่งตรงลงมาจากผู้บริหารใหญ่

“อันนี้ฉันไม่สนจ๊ะถือว่าไม่เกี่ยวกับเรา อย่าเป็นคนดี”

“อ้าว... ”

“มันมีเรื่องให้สนมากกว่านี้ปะ ปากต่อปากเล่าลือกันไปทั่วรีสอร์ทว่าชายคนนั้นจมูกเป็นสันโครงหน้าสันกรามเด่นราวกับพระเจ้าปลูกปั้นมาอย่างดีมีผิวขาวถึงภายนอกดูนิ่งๆ หยิ่งๆ เข้าถึงยากแต่หล่อลากมากเลยเป็นข้อยกเว้น พนักงานสาวในรีสอร์ทชอบมาก”

“เขามาแล้วเหรอคะ?”

ยกเว้นฉันคนหนึ่งที่ไม่สนว่าจะหล่อลากมากแค่ไหน

“พวกคณะคนอื่นมาถึงวันนี้ตอนเที่ยงส่วนคนหล่อลากเห็นเขาพูดกันว่ามาถึงเมื่อวานตอนเย็น”

“อ๋อ”

“แค่อ๋อ? ถามจริงไม่สนใจ”

“ไม่ค่ะป้าอุ่น ซานขอตัวไปทำงานก่อนเดี๋ยวโดนว่า”

“เชิญจ๊ะนางซานคนดี”

เพียงแค่นี้ฉันก็เดินยิ้มออกมาจากห้องมุ่งตรงไปทำความสะอาดห้องที่ได้รับมอบหมาย โซนนี้เป็นโซนติดกับภูเขาสามารถเห็นวิวได้สามร้อยหกสิบองศาตอนเช้าจึงมีหมอกหนาตกลงมาหนักแทบมองไม่เห็นทาง ธรรมชาติที่เรียกผู้คนให้เข้ามาเยือนหรือสัมผัสสักครั้งเพียงแค่ว่าตอนนี้

สายตาฉันกับไม่โฟกัสกับวิวหลักล้านพวกนั้นเลย

ห่างออกไปไม่เท่าไหร่นักสายตาฉันดันไปสะดุดกับร่างสูงใหญ่สวมกางเกงลำลองเสื้อแขนยาวเข้าชุดยี่ห้อดังยืนหันไปทางภูเขา รูปร่างคล้ายกับใครคนหนึ่งซึ่งเล่นเอาหัวใจฉันตกฮวบลงปลายเท้า

ยิ่งขยับตัวถ่วงท่ามันยิ่งกว่าใช่เสียอีก

คงไม่หรอกมั้ง...

ไม่ใช่แน่ๆ เขาจะมาทำไม

“ยัยซาน!”

แต่แล้วก็มีเสียงร้องเรียกชื่อตัวเองดังมากฉันไม่ได้หันไปทางเสียงต้นตอยังลุ้นกลืนน้ำลายอักใหญ่เพราะกลัวว่าคนนั้นที่กำลังออกกำลังกายจะหันมามอง ทว่าโชคดีมากที่ไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะตรงหูเขาสวมใส่หูฟังอยู่จึงไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อฉัน ไม่ใช่หรอกเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ไง ยืนตรงที่ที่ไม่ใช่ยังไงก็ไม่สามารถเป็นไปได้...

“ถามจริงเป็นผู้ชายกันเปล่าเนี่ย ทำไมแรงสู้ผู้หญิงไม่ได้!”

มุกเพื่อนร่วมงานที่เรียกฉันเอ่ยว่าขึ้นให้เพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกสองคนในระหว่างเหตุการณ์ที่พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยกันยกโต๊ะทานข้าวจากอีกห้องด้านบนลงมาไว้อีกห้องด้านล่างตามคำสั่งซึ่งถึงแม้ระยะไม่ห่างกันเท่าไหร่แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอยู่ดีเพราะต้องยกลงบันใดความยากจึงเกิดขึ้น

ความยากที่อยู่ในระดับมาก

“งั้นพวกเธอมายกด้านนี้มั้ย”

“ใช่ไอ้บอยมันพูดถูก ทางมันต่างระดับอีกทั้งยกคาบันใดขนาดนี้แรงโน้มถ่วงก็มาทางพวกฉันทั้งสองคนหมด”

ประโยคแรกเป็นของบอยที่เอ่ยเถียงมุกส่วนประโยคยาวตบท้ายเป็นของมินสองคนนี้เป็นผู้ชายสองในสาม ขณะที่พวกเรากำลังยกย้ายโต๊ะอยู่นั่นไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้ในโซนนี้หรอกจึงสามารถถกเถียงกันได้เสียงดัง

“อ๋อ... นี่จะบอกว่าพวกฉันออมแรงให้แต่พวกนายยกหรือไง”

“เธอพูดเองนะมุก” บอยเถียงขึ้น

สงครามน้ำลายกำลังก่อตัวเกิดขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมุกเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างรักในความเท่าเทียมกันไม่ว่าเพศไหนทุกอย่างที่เกิดขึ้นถ้าอยู่ในสายตาของเธอมันคือระดับเท่ากันหมดส่วนบอยกับมินนั้นนิสัยเหมือนกันราวกับเป็นพี่น้องทั้งที่ไม่ใช่เมื่อฝ่ายใดถูกว่าไม่ว่าจะรวมกันหรือแยกทั้งคู่ก็เถียงให้กันเสมอ

ไม่จบง่ายๆ

“โอ้ย! เถียงกันอยู่ได้จะเสร็จเมื่อไหร่!”

“...”

คราวนี้เป็นเสียงของกุ๊กดังขึ้นอีกครั้ง เธอเป็นคนเจ้าอารมณ์ค่อนข้างมากพอพูดขึ้นก็ใส่อารมณ์ออกมาเต็มทั้งทางสีหน้าท่าทางนี่ถ้าปล่อยมือจากโต๊ะได้คงทำไปแล้ว

ดีหน่อยที่ในตอนนี้พวกเราอยู่กลางบันใดจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้

แค่นั้นการถกเถียงกันก็เหมือนจะหยุดลงไปด้วยอันที่จริงแล้วด้านพวกเราผู้หญิงช่วยกันถึงสามคนส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นผู้ชายมีสองคนด้วยความที่ว่าการก้าวเดินบวกกับทางมันต่างระดับจึงดูยากหน่อย อีกอย่างโต๊ะก็ราคาค่อนข้างแพงเอาการอยู่จึงไม่มีใครนึกสนุกแกล้งกันหรอก

ในความคิดของฉันนะ

“เอางี้ค่อยๆ ก้าวลงมั้ย”

พอฉันเสมอความคิดเห็นบ้างนัยน์ตาแข็งของกุ๊กก็หันมาตวัดสาดใส่ด้วยความไม่ชอบ พอรู้ตัวอยู่หรอกว่าเธอไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่นัก

“อย่าอวดฉลาด!”

“กุ๊กเกินไปมั้ย ว่าให้ซานแบบนั้นได้ไง” มุกเอ็ดขึ้นบ้างเพื่อห้ามปราม

“ส่วนเธอก็เงียบปากไปเลยยัยมุก เข้าข้างกันดีนัก ความจริงพวกเราไม่น่าจะมาทำอะไรแบบนี้สักนิดทำไมไม่ให้คนเรียนน้อยทำเอง”

ใช่... เธอหมายถึงฉัน

“ซานเรียนจบไม่เท่าวุฒิพวกเราก็จริงแต่เธอมีประสบการณ์เยอะกว่า”

“ถ้าไม่ใช้เส้นจะเข้าได้เหรอ เหอะ...” กุ๊กแสยะยิ้มส่งมาให้ฉันอีกครั้งหนึ่งก่อนเชิดใบหน้าขึ้นและขยับตัวดันร่างฉันออกมา เนื่องจากฉันอยู่ริมสุดและเธออยู่ตรงกลาง “ลงไปรอช่วยบอยกับมินด้านล่าง อยู่ตรงนี้ก็เกะกะช่องบันใดเล็กนิดเดียวจะอัดให้ตายเลยหรือไง”

“ได้ งั้นเดียวเรารอช่วยด้านล่างนะ”

เพราะเห็นว่าอีกห้าหกขั้นบันใดก็จะพ้นฉันจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากโต๊ะจากนั้นก็พยายามขยับออกมาจากช่องว่างที่มีนิดหน่อยจนถึงบันใดขั้นสุดท้าย การยืนรอรับโต๊ะจากตรงนั้นเมื่อพวกนั้นเริ่มขยับตัวยกโต๊ะลงมาทีละนิดไม่ได้รวดเร็วเหมือนก่อนหน้าจึงทำให้โล่งใจหน่อยทว่า...

“เฮ้ยซาน!/ซานหลบ!”

แค่ละสายตาแป๊บเดียวเสียงมุกกับเสียงของมินก็ตะโกนดังลั่น ภาพที่ฉันเห็นคือโต๊ะทานข้างกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากบันใดโดยไร้การจับใดๆ ของทั้งมุก กุ๊ก มินและบอย ในขณะที่ยืนแข้งขาแข็งมีเพียงสายตาของตัวเองเท่านั้นที่จ้องมองโต๊ะเคลื่อนลงมาหาตัวเอง

ฉันโดนโต๊ะชนแน่...

ในเมื่อหลบไม่ทันฉันจึงหลับตาลง

หมับ!

“จะยืนบื้อทำไมยัยงั่ง”

ยัยงั่ง...

มีคนเดียวเท่านั้นที่เรียกแบบนี้

ตึ่ง!

เสียงกระแทกของโต๊ะกับผนังปูนดังสนั่นแต่ไม่ได้ตกใจเท่าการที่ตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของบุคคลหนึ่ง คนนี้ทำเอาร่างกายฉันชาหนึบไปจนสุดขั้วหัวใจเมื่อเงยขึ้นสบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่ตรงหน้า

หัวใจเต้นรัวแต่ลมหายใจกับติดขัดเอาเสียดื้อๆ ราวกับว่าฉันกำลังนอนคว่ำใบหน้ากับหมอนหายใจออกในแต่ละครั้งช่างอึดอัดเพิ่มความทรมานเป็นเท่าตัว หลายปีผ่านมาการที่ฉันไม่เคยเจอเขาเลยตั้งแต่วันนั้นคืนนั้นทว่าตอนนี้เขากับมายืนกอดตัวเองอยู่ตรงนี้

พี่ติ...

ผู้ชายที่เห็นเป็นเขาจริงๆ

ผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกฉัน

“...”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”

ไม่ว่าเปล่านัยน์ตาคู่นั้นมองสำรวจลงยังร่างกายของฉัน ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่ทำไมเขากับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นและรั้งตัวฉันออกจากบริเวณตรงนั้นนิดหนึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับการผละตัวออกอีกทั้งยังขยับห่างไม่กล้าเงยหน้าสบตาใดๆ จึงไม่เห็นว่าเขามองมาที่ตัวฉันหรือไม่แต่มันก็ดีแล้วเพราะไม่ควรคาดหวังที่จะได้เห็นอะไรทั้งสิ้นไม่นานพวกเพื่อนที่เหลือต่างก็ลงมายืนข้างกายฉัน

“ไม่เป็นไร... ค่ะ”

น้ำเสียงของตัวเองค่อนข้างสั่นกว่าที่จะบังคับเอ่ยพูดออกมาได้ก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแล้วนะ ดีหน่อยมุกขยับเข้ามาจับแขนฉันเอาไว้ราวกับปลอบใจที่รอดจากวินาทีเฉียดตาย เปล่าเลยฉันไม่ได้กังวลเรื่องที่ตัวเองรอดแต่กำลังกังวลการเจอหน้าเขาต่างหาก

ได้ยินนะเสียงซุบซิบของเพื่อนๆ ดังขึ้นว่าคนนี้แหละ แขกสำคัญคนนั้น

ที่แท้ก็เป็นเขาเอง

“เออ ขอบคุณนะคะที่ช่วยซาน”

“...”

กุ๊กเป็นตัวตั้งตัวตีเอ่ยคำขอบคุณออกไปแทนฉันแต่ก็ได้แค่ความเงียบงันไร้การโต้ตอบใดๆ จากเขา พอฉันเงยหน้าขึ้นจึงได้พบว่าพี่ติจ้องมองมาที่ตัวเองไม่มองใครแม้แต่น้อยมีแต่สายตาเท่านั้นแหละที่เปลี่ยนแววตาไปจากเมื่อกี้ เขาทำราวทุกคนกลายเป็นธาตุอากาศไม่จำเป็นสำหรับชีวิตเมื่อฉันหลบสายตาเขาจึงเอ่ยขึ้น

“เหมือนตรงนี้จะไม่ใช่หน้าที่ของพวกคุณ ใครสั่งพวกคุณทำ”

“...”

ใช่ ตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกฉันแต่เป็นของอีกฝ่ายหนึ่งการโยกย้ายอุปกรณ์แบบนี้แต่พอพวกเราแจ้งไปก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่เช่นนั้นจะตัดสินใจทำกันเหรอ

“จะถามอีกครั้งหนึ่ง”

เสียงเตือนดีๆ นี่เอง

เขาทำให้พวกเราประหม่าและกดดันไปพร้อมๆ กันในคราเดียว ในสายตาฉันเขาเปลี่ยนไปมากเหมือนไม่ใช่คนเดิมทั้งสีผมการวางตัวที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับใครนักแม้กระทั่งฉัน

ช่างเถอะ...

ทุกอย่างระหว่างฉันกับเขามันเป็นเรื่องของอดีตคงเอามารวมกับปัจจุบันไม่ได้เพราะเส้นทางเดินชีวิตของเรามันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“ไม่มีครับ” คราวนี้มินเป็นหน่วยกล้าตายตอบแต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดสายตาเขาให้มองไปตรงนั้นได้ “พวกเราตกลงทำกันเองเพราะแจ้งไปแต่ก็ไม่ได้รับความคืบหน้า โต๊ะวางไว้ที่เดิม”

“ทำกันโดยภาระการสินะ” ความเยือกเย็นของประโยคนี้เหมือนเป็นการเองมือยื่นเข้ามาตบหน้าดีๆ นี่เอง “กลับไปทำงานกันได้ละที่เหลือผมจัดการเองแต่คราวนี้ควรทำตามกฎถ้าฝืนก็อยู่ร่วมกันไม่ได้”

ก็จริงข้อนี้ฉันยอมรับความผิด

“...”

“คงเข้าใจที่ผมพูด”

“ครับ/ค่ะ”

“การทำงานทุกอย่างมีการลำดับขั้นตอนเอาไว้อย่างเคร่งครัด โต๊ะตัวนี้อีกฝ่ายแจ้งแล้วว่าจะขนย้ายในวันนี้เวลาบ่ายสามแต่ตอนนี้...” ใบหน้าหล่อเบี่ยงไปมองสภาพโต๊ะด้วยสายตาว่างเปล่าไม่สะทกสะท้านเหมือนกับพวกฉัน “มันคงใช้งานไม่ได้แล้ว”

“แต่คุณตะ...”

กุ๊กทำท่าจะแย้งแต่โดนมุกกระชากแขนออกไปส่วนฉันก็แยกไปอีกทางหนึ่งซึ่งรับผิดชอบอีกโซนห่าไกลกันมากอยู่ส่วนมินกับบอยก็ตามมุกและกุ๊กไป การเป่าลมหายใจออกด้วยความแรงเหมือนโล่งใจขั้นสุดในขณะกำลังเปิดประตูห้องเพื่อเข้าไปทำความสะอาดก็มีฝ่ามือใหญ่ดันร่างฉันเข้าไปด้านในด้วยความรวดเร็วเขาตวัดให้ฉันติดผนังห้องก่อนใช้มือวางดันไหล่เพื่อกันหนีเท่านั้นยังไม่พอมืออีกข้างเอื้อมไปล็อคประตู

กริ๊ก...

“รู้มั้ยการเลือกหนีพี่ทุกรายมักจบไม่สวย”

“...”

ใช่จบไม่สวย

จากวันนั้นสู่วันนี้ไม่มีอะไรสวยสำหรับความคิดฉันอีกแล้วมีแต่การยอมรับความจริงและการเผชิญกับโลกความเป็นจริงมากกว่า ฉันส่งสายตาแข็งไปให้เขาเพื่ออยากให้เลิกทำแบบนี้กับตัวเองสักที

“หนีทำไม?”

ใบหน้าคมที่คุ้นเคยลมหายใจของเขาปัดเป่ารดกับใบหน้าฉันที่เหลือช่องว่างระยะห่างแค่นิดเดียวนานเข้าก็มีกลิ่นน้ำหอมตีขึ้นมามากกว่ากลิ่นเหงื่อของกายออกกำลังกาย นัยน์ตาสีน้ำตาลมองนิ่งเรียบลึกลงไปมันดูน่ากลัวบวกกับความน่าค้นหาซึ่งขอหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด

พี่ติ ผู้ชายชื่อนี้คนนี้ไม่ควรเข้าใกล้

“ปล่อยนะ!”

ฉันตัดสินใจขึ้นเสียงตวาดใส่เขาทั้งที่รู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ชอบแล้วทำไมในเมื่อเขาก็กำลังทำในสิ่งที่ฉันไม่ชอบเช่นเดียวกัน ใช้วิธีนี้บอกเลยว่าไม่ได้ผลแต่พอร่างกายของฉันดิ้นประท้วงดันหน้าอกใหญ่ออกไปให้ห่างด้วยมือเดียวมันช่างยากเย็นนักไม่นานมือข้างนั้นก็ถูกอีกมือหนึ่งซึ่งใหญ่กว่ากำจัดด้วยการล็อคตรึงกับผนังห้องโดยไร้เสียงใดๆ ความเงียบนำมาซึ่งความอดอัดมากกว่าเดิมจนฉันต้องเป็นฝ่ายแพ้

“พี่ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด คงรู้ดีว่าขัดขืนมากๆ จะกลายเป็นยังไง”

“ปล่อย” แค่เปล่งพยางค์เดียวแรงกดตรงมือเพิ่มขึ้น เขาไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับฉันอีกแล้วเราทั้งสองไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากเจออีก “ปล่อยหนูนะ”

หนูคำนี้ฉันปล่อยออกไปแทนตัวเองกับเขาอีกแล้ว

“...”

“บอกให้ปล่อยไง ปล่อยหนู”

ได้...

อย่ามาว่าทีหลังแล้วกัน

เมื่อยังเหมือนเดิมไร้ความเคลื่อนไหวฉันจึงเปลี่ยนเป็นขยับตัวจะเคลื่อนไปทางซ้ายก็โดยกดด้วยแรงตรงไหล่จะเคลื่อนไปทางขวาก็ไม่ได้เพราะโดนตรึงเอาไว้ขนาดนั้นสุดท้ายจึงยอมนิ่งเพื่อรอโอกาสหรือช่องว่างแต่...

“อะ อย่า...”

ริมฝีปากหยักก้มลงมาเกือบสัมผัสกับริมฝีปากของฉันแต่มันก็หยุดชะงักคาอยู่ตรงนั้นรอมร่อ น่าหวาดเสียวมากถ้าเกิดฉันหรือเขาเคลื่อนไหวมันต้องประกบลงมาสัมผัสกันแน่นอน

“หึ” เสียงนี้ดังขึ้นในลำคอน้ำเสียงปนเหยาะเย้ยชัดๆ พอเขาถอยใบหน้าออกมาให้อยู่ในระดับสายตาก็พบว่าไม่ได้มีแค่เสียงเท่านั้นยังมีการยิ้มตรงมุมปากอีก ยิ้มเลวๆ นั้น “หนีทำไม ถามว่าหนีพี่ทำไม”

“หนูไม่เข้าใจ”

การเฉไฉทั้งที่รู้ดีว่าที่เขาถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรแต่ไม่อยากตอบไม่อยากนึกถึงอยากลืมไปให้พ้นๆ คนเราถ้าอะไรที่เป็นแบบนี้ไม่มีใครตอบหรอกเพราะมันกระทบถึงความรู้สึกจากนั้นความทรงจำพวกนั้นก็จะกลับขึ้นมาฉายในความคิดของฉันอีกหลายๆ รอบด้วยสมองไม่รักดีของตัวเอง

ความอวดดีของตัวเองกับคนตรงหน้าแม้จะรู้ดีว่าทำแบบนี้ผลที่ได้มักสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เขาต้องมีวิธีรับมือมาแน่ถ้าไม่เช่นนั้นคงไม่ทำให้ใครต่างเกรงใจได้ขนาดนี้

บุคคลนี้ไม่ธรรมดา

ยิ่งกาลเวลาเปลี่ยนไปเขายิ่งไม่ธรรมดาในสายตาของฉัน

“อยากเข้าใจให้มันมากกว่านี้?” เขาเลิกคิ้วประกอบท่าทางจากนั้นก็จับจ้องมองหน้าฉันนิ่งด้วยอีกอารมณ์หนึ่งต่างจากก่อนหน้ามันยากหยั่งถึงอีกทั้งดูแววตาเหมือนอยากฆ่าใคร แบบนี้เองสินะใครๆ ถึงได้กลัวเขา การเปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วการใช้สายตาสื่อออกมาได้ดีว่าต้องการอะไรไม่ต้องการอะไร “คืนนั้นในม่านรูดที่เราสองคนเป็นผัวเมียกัน เธอหนีออกมาทำไมซาน”

และนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ

“...”

“คืนนั้นที่เป็นครั้งแรกของเธอ ธะ...”

ตึก!

หมับ

การปล่อยให้คนตรงหน้าพูดต่อไม่ได้อีกฉันเลยกระแทรกส้นเท้าตัวเองใส่เท้าของเขาด้วยความเต็มแรงจากนั้นเหมือนโชคเข้าข้างเมื่อทุกอย่างถูกปล่อยออกจากตัวหมดจนถึงเวลาที่ต้องวิ่งหนีนี่สิเขากวาดมือคว้าจับตรงเอวฉันได้และรัดแน่นยิ่งกว่างูรัดเหงื่อ

“ปล่อย ปล่อยหนู”

“ดิ้นอีกจับก็ดีคราวนี้จะได้จับกดตรงเตียง!”

“คุณมันชั่ว มันเลว ไอ้เลว!”

“เออ” เหมือนเขาจะรำคาญสุดและความหัวเสียเริ่มมาเยือนจึงยอมรับออกมาโดยที่ใบหน้ายังเรียบเฉยฉันเห็นจากกระจกตรงหน้าที่มันสะท้อนออกมา “จะพูดดีๆ หรืออยากให้เลวเหมือนคืนนั้นเลือกเอา”

ตอน 3

CHAPTER 02

ใช่เขามันเลว

เขามันเป็นคนชั่ว

เขามันเป็นผู้ชายอันตราย

ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าแสนดีแต่ลับหลังแสนเลว

คำจำกัดความของคำว่าเลวใช้กับผู้ชายคนนี้ไม่หมดหรอกและก็ไม่มีอะไรกำจัดความร้ายความเลวได้ในเมื่อเขามันยิ่งกว่านั้น ลมหายใจอุ่นเคลื่อนปัดเข้าใบหูของฉันในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความเบาระดับหนึ่งทว่าฉันกลับได้ยินเสียงชัดเจน

หัวใจเต้นตึกตักสั่นรัวทั้งที่ประโยคนั้นผ่านไปได้สักพักแล้วกิริยาตอบกลับของฉันคือการนิ่ง ยืนนิ่งไม่ขยับถึงแม้จะแม้อ้อมแขนใหญ่รัดตัว จะว่าไปตอนนี้เหมือนกับตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนงูตัวใหญ่รัดตรึงอย่าว่าแต่หาทางออกเลยการหายใจก็ยังลำบากมากกว่าเดิมเสียอีก

“ตอบมาหนีทำไม”

“หนีคนเลว”

คราวนี้ฉันพูดออกมาแกมการด่าเขาไปด้วย ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะบอกสาดใส่ใบหน้าของเขาหวังว่าทุกอย่างจะจบลงไม่มีอะไรอีกทว่าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนใหญ่ออกแรงกอดรัดเพิ่มมากกว่าเดิมอีกทั้งใบหน้าของเขาก้มลงมาซุกซอกคอ

“คนเลวงั้นเหรอ”

“จะทำอะไร ปล่อยหนู!”

เพราะเหตุการณ์ซ้ำกับเมื่อหลายปีที่แล้วการดิ้นพร้อมทั้งฉุดยื้อเกิดขึ้นในเมื่อเขาไม่ยอมพยายามใช้กำลังกับฉันฉันก็ไม่หยุดนิ่งดีดดิ้นเอาตัวรอด

ไม่เด็ดขาด

มันจะต้องไม่ซ้ำรอย

แต่สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงร่างกายฉันลงเตียงก่อนเข้ามาคร่อมตรึงแขนระนาบไปกับใบหน้าจึงสามารถเห็นใบหน้าหล่อของเขาชัดเจนใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน เส้นผมสีม่วงเด่นโยกย้ายไปมาในยามที่คนด้านบนเคลื่อนตัวลงเข้ามาจรดริมฝีปากลงประทับกับปากของฉัน

ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อฉันหลีกเลี่ยงสัมผัสโดยการหันใบหน้าไปทางซ้ายทีขวาที่สุดท้ายมือใหญ่ก็สอดเข้าไปท้ายทอยบังคับให้หยุดรับสัมผัสของเขา

สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเคยมี

สัมผัสที่ไม่เคยจางหายไปตามเวลา

สัมผัสที่ครั้งหนึ่งเหตุการณ์คล้ายกัน

และสุดท้ายคนด้านบนก็ทำให้ฉันเปิดริมฝีปากยอมรับให้ลิ้นรุกล้ำเข้ามา

และพอเวลาเนิ่นนานเขาก็ผละออกพร้อมใช้สายตาจ้องมองลงมาดูฉันนิ่งอีกทั้งสองมือก็ปล่อยการจับกุมเรียบร้อยเหลือแค่การคร่อมบนตัว

“อย่าบอกว่าเลวอีก”

“...”

“ขืนพูดขึ้นได้ยินมันจะไม่จบแค่นี้แน่”

“จะทำอะไร จะทำเลวระยำแบบนั้นกับหนูอีกงั้นเหรอ รู้มั้ยว่าคุณทำลายทุกอย่างของหนูไปหมดทำลายมันทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่อนาคต”

น้ำตาคลอเบ้าต่อหน้าผู้ชายคนนี้แต่ฉันไม่สนใจอีกแล้ว ไม่สนใจว่าตัวเองจะน่าสมเพชมากแค่ไหนในสายตาของเขาแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีก็ตาม ฉันก็อยากมีอนาคตอยากมีช่วงเวลาเหมือนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันแต่พอเรื่องราวเกิดขึ้นต้องกระโดดข้ามช่วงระผิดชอบอะไรที่หนักหนาคิดหรือว่าจะไม่อ่อนแอ

“...”

“ออกไปจากตัวหนู ออกไปจากชีวิตหนูเลย!”

พอฉันตะคอกตวาดสาดใส่หน้ามือใหญ่ก็กระชากชุดทำงานออกจนมันฉีกขาดเผยร่างกายต่อหน้าผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

เผียะ!

รู้ว่าตัวเองทำอะไร

รู้ว่าตัวเองเลือดร้อนขนาดไหน

ไม่ต่างจากผู้ชายตรงหน้าและก็ไม่สนแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเมื่อทำขนาดนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความเกรงใจจากฉันเหมือนกัน แรงมาก็แรงกลับฉันไม่ใช่คนอ่อนโยนไม่สู้คนถ้าไม่มีอะไรมาต่อรองทำแรงมาแบบไหนก็จะแรงกลับไปเช่นกัน

“ได้...”

“...”

“เอาตรงนี้ก็ได้”

เผียะ!

เสียงครางในลำคอบวกกับกับใช้ลิ้นกระทุ้งแก้มตรงที่โดนตบถึงสองครั้งที่เดิมด้วยหลังมือของฉัน แววตารุ่งโรจน์ราวกับสัตว์ป่าคู่นั้นแสดงขึ้นให้เห็นเหมือนกับคืนนั้นต่างกันแค่เพียงตอนนี้เขาทำตอนยังมีสติครบ รู้ตัวเองทุกอย่างว่ากำลังทำอะไรแต่เขาก็ยังเลือกทำ

พอเขากระชากเสื้อออกจากตัวฉันอย่างป่าเถื่อนไม่สนใจความเจ็บหรือเสื้อบาดผิวฉัน เขามันยิ่งกว่าสัตว์อีกไอ้ผู้ชายคนนี้ทว่าจู่ๆ มือใหญ่ก็ชะงัก

นัยน์ตาจดจ้องที่หน้าท้องฉัน

“นี่รอยอะไร รอยอะไรตรงหน้าท้องเธอซาน”

“...”

การเลือกเงียบเป็นคำตอบของฉันอีกเช่นเคย ความรุนแรงที่แสดงออกไปหยุดหมดแม้กระทั่งลมหายใจก็ขาดห้วงไปตามๆ กัน ชนวนเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแต่ผลมันยังตามมาถึงปัจจุบันทั้งฉันและเขามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ในข้อนี้และมันก็จะมีแค่ฉันตลอดไป

ความลับไม่มีในโลก

แต่ถ้ามีแค่ฉันที่เป็นผู้กุมมันก็จะเป็นความลับตลอดไป

“ทำไมยาวเหมือน...”

“...”

ความเงียบเข้ามากัดกินหัวใจ

อีกด้านหนึ่งก็ลุ้นจนตัวโก่งกับประโยคที่พูดเหมือนให้ลุ้น เพราะเขาพูดออกมาไม่จบประโยคแล้วหยุดไปทำให้เกิดความร้อนรนเป็นวัวสันหลังหวะอยู่แบบนี้

“ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มันในช่วงที่ผ่านมา”

เนิ่นนานเข้าลมหายใจของก็เหมือนถูกตัดออกไปชั่วขณะสมองขาวโพนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคด้านบนของเขาดังขึ้นยังไม่พอนัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองรอยแผลเป็นตรงหน้าท้องนิ่งราวกับกำลังพยายามคิด

“ผ่าตัด”

การกัดฟันพูดออกมาเล็ดรอดไรฟันทำให้โล่งใจขึ้นมาบ้างถ้าไม่ตอบโต้เลยเดี๋ยวจะดูแปลกไปจากเดิม รอยแผลที่ไม่จางหายใต้สะดือไปอีกคืบกว่านั้นมันไม่ราบไปกับเนื้อผิวยังนูนขึ้นนิดหน่อยทว่าพออยู่บนตัวฉันยิ่งทำให้เห็นชัดกว่ามากเพราะมันตัดกับสีผิวขาวของฉันอย่างสิ้นเชิง

แผลจากการผ่าคลอดสตางค์

ฉันไม่ได้คลอดธรรมชาติเนื่องจากลูกตัวใหญ่

“ผ่าตัดเหรอ?” เรี่ยวแรงของคนด้านบนที่คร่อมตัวฉันอ่อนลงไม่รุนแรงเหมือนกันก่อนหน้า เขาเบาแรงลงไปมากแต่สีหน้าก็ยังดูสงสัย “เป็นอะไรทำไมผ่าตัด”

“...”

ครั้งแรกที่ฉันนึกว่าผู้ชายคนนี้กวน

เขาทำไมขี้สงสัยกับไอ้เรื่องแค่นี้

“ถามว่าเป็นอะไร”

“ผ่าตัดไส้ติ่ง!”

“ไส้ติ่ง?”

ใบหน้านิ่งพยักหน้าทำราวบอกฉันว่าเข้าใจที่บอกไปแล้วแค่นี้อาการหนักอึ้งตรงใจฉันก็ผ่อนคลายออกไปบ้างแต่ที่ยังขยับตัวลุกไม่ได้ก็เพราะเขาคร่อมตัวอยู่

“ใช่”

“เอาตรงๆ เลยนะเธอนึกว่าพี่ฉลาดมั้ยซาน” และแล้วสายตาคนตรงหน้าก็กวาดขยับมองหน้าท้องสลับกับมองหน้าฉันอีกครั้ง “เผื่อเธอจะยังไม่รู้ว่าไส้ติ่งเขาผ่ากันใต้สะดือก็จริงแต่มันเยื้องออกไปข้างขวา ไม่ใช่ตรงใต้สะดือลงไปอย่างไอ้รอยที่มันอยู่ตรงหน้าท้องเธอ เอาความจริงมา...”

เขาหรี่สายตาลงเล็กน้อยสำหรับจ้องจับผิดโดยเฉพาะ

เขาชอบกดดันโดยใช้แววตาน่ากลัว

เขาชอบให้ตัวเองเหนือกว่า

และก็ชอบทำให้ฉันตกเป็นเบื้องล่าง

แล้วมันก็ยิ่งทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งรนได้อย่างอัตโนมัติ ความกลัวมันกัดเซาะเกาะกินหัวใจเกินความอดทนไปหมดกระทั่งลมหายใจของฉันเกิดการขาดห้วงราวกับหยุดชะงักไปเมื่อสายตาเขาเคลื่อนไปหยุดลงยังรอยแผลเป็นนั้นอีกรอบ

รอยแผลที่ทั้งฉันและเขามีส่วนร่วมกัน

เพราะค่ำคืนนั้นเลย...

“...”

“เอาความจริงมาซาน”

เพราะโดนกดดันไม่เลิก

เพราะหลีกเลี่ยงหลีกหนีไม่ได้

เพราะจนหนทางฉันจึงถอนหายใจออกมาและจำใจพูดออกไป

“ฉันจะเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณนิคะ” หวังว่าจะเป็นทางออกให้กับตัวเองเมื่อการพยายามตั้งสติต่อสู้กับความกลัวด้วยการข่มมันไว้สุดใจก่อนที่จะเอ่ยพูด การทำอารมณ์ให้เยือกเย็นดั่งสายน้ำหวังจะช่วยดับรดความโกรธของเขาเพราะมันเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้ว “ฉันป่วยไม่แข็งแรงเหมือนใครคนอื่นจะรับการผ่าตัดเพื่อแค่อยากมีชีวิตต่อมันก็ไม่เห็นแปลก”

เห็นไหมความตีเนียนที่ฉันยังดันทุรังคนเดียว

โดยที่อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาไม่เชื่อเช่นเดิม

คำพูดที่ฉันตั้งใจคิดตั้งใจหาคำตอบเพื่อหลีกเลี่ยงกับเป็นเหมือนสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไม่เข้าหูของอีกคนแม้แต่คำเดียว เขาไม่คิดใส่ใจด้วยซ้ำ

“เหรอ”

หมดแล้วหนทางที่ในตอนนี้ฉันเอามาแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เปรียบดังกับฉันกำลังจะจมน้ำรอบตัวไม่มีอะไรสามารถคว้าหรือหามาพยุงเพื่อตัวเองได้เลย นาทีนั้นน้ำก็เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งพวกมันกำลังดูดกลืนร่างฉันให้จมลงเหมือนกับเขาในตอนนี้

เขาทำให้ฉันเหมือนตกนรกอีกรอบหนึ่ง

“...”

นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ

“ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ”

“ใช่...”

ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้

“คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?”

“...”

“คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย”

“...”

ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว

ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง

ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ

“โลกมันคงเหวี่ยงให้เรามาเจอกันอีกสินะซาน เด็กน้อยในวันนั้น”

“หยุด!”

“เด็กน้อยแสนซื่อ อ่อนต่อโลกหลงเชื่อคำพูดง่ายๆ ของเพื่อนเหี้ย”

“คุณมันก็ไม่ต่างจากเดนนรกพวกนั้นหรอก การกระทำเลวระยำกว่าตั้งเยอะ!”

“ก็ใช่” คนตรงหน้าฉันยักไหล่ทำท่าทางไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น จิตสำนึกอย่าถามเลยแค่นี้ก็ทำให้รับรู้แล้วว่าถ้าฉันเอ่ยปากถามจะได้อะไรกลับมาตอกหน้า “จะว่าอะไร ด่าออกมาก็ได้”

“จะทำอะไร!”

แต่แล้วตัวฉันเองที่เป็นฝ่ายตกใจจากการที่เขารวบมือทั้งสองของฉันด้วยมือเดียวก่อนที่จะใช้อีกมือหนึ่งเข้ามาลูบวนบนรอยแผลเป็นนั้น ยิ่งปลายนิ้วสัมผัสทุกความรู้สึกทุกการกระทำของคืนนั้นก็เข้ามาสู่หัวสมองน้อยนิดของฉันอีกราวกับว่าอยากฉายภาพคืนนั้นให้เห็นให้จดจำ

“...”

“ปล่อยหนูนะ ปล่อยไง!”

“เจ็บมั้ย?”

“หนูไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ไม่เจ็บเหมือนอย่างที่คุณคิดเลย”

“นั่นสินะ ตอนผ่า.... คงสลบ” เขาจงใจเว้นไว้จากนั้นก็พูดต่อ “คิดว่าไอ้ผู้ชายที่หนีมามันไม่เคยรับรู้เรื่องของเธอเลย”

“...”

เป็นไปไม่ได้แน่ๆ

“ใช่หรือเปล่า”

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่

“ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย”

ป้าอุ่น...

ก๊อกๆ ก๊อกๆ

เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า...

‘ไม่ทำตาม’

‘เอามันให้รู้ไปเลย’

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย

“คุณปล่อยหนูก่อน”

“ไม่”

“แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ”

“นี่แกอยู่ในนั้นหรือเปล่าซาน”

“ยะ...” แค่นั้นฉันพูดได้แค่นั้นเพราะถูกกระชากให้กึ่งลุกกึ่งนั่ง ไม่สมควรเอ่ยออกไปสินะถึงได้จ้องเขม่นขนาดนั้นแล้วก็ไม่บอกกันดีๆ “นิ!”

“ทำตัวดีๆ”

แล้วการขู่เข็ญก็เข้ามาทำให้ตัวฉันแข็งนิ่งเพราะเวอร์ชั่นนี้ของเขาไม่ควรเข้าไปขวางเด็ดขาด การกระทำต่อมาที่เขาทำด้วยความรวดเร็วมากนั่นคือการลากฉันให้ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างกันทันทีที่ประตูเลื่อนถูกเขาเปิดฉันก็รับรู้ตัวดีว่าต้องซ่อนอยู่ในนี้

อีกทั้งยังมีแรงดันร่างฉันอีก

“...”

“อย่าให้ได้เหลืออด”

สันกรามปูดนูนขึ้นเพราะเขากำลังระงับอารมณ์เต็มที่

“แต่หนู...”

การพยายามจะแย้งของฉันดูหมดหนทางหมดความหมายไปในทันทีเมื่อท่าทีแข็งกระด้างประกอบกับวาจาที่กำลังจะพ่นออกมานั้นไม่ทันให้ฉันได้พูดต่อได้เลย

“ซาน เธอคงรู้นะว่าต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงถ้าทำให้พี่โกรธ”

“...”

ความพินาศย่อยยับตามมาเป็นพรวดนะสิทำไมฉันจะไม่รู้ ไม่มีอะไรปิดบังฉันได้หรอกโดยเฉพาะไอ้นิสัยเหล่านั้นถึงจากกันนานมันก็ยังทำให้ฉันจำได้ขึ้นใจไม่มีทางลบเลือนได้ทั้งนั้น ความเลวร้ายซึ่งกลายเป็นจุดด่างดำในจิตใจฉันต่อให้ทำความดีแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอะไรไอ้จุดดำนั้นได้เลย

พยายามไปก็ไร้ค่า

เหมือนกับเรารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงอยู่แล้วพอเอาทุกอย่างเข้ามาสาดใส่มันก็แค่นั้น พยายามแกล้งลืมเลือนแกล้งโหมงานหนักหน่วงยังไงสุดท้ายพอมาอีกวันมันก็กลับมาทำให้นึกถึงอยู่ดี ไม่มีอะไรมาทำให้ลืมได้หรอกนอกเสียจากว่าเราจะต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้

เหมือนที่ฉันพยายามทำอยู่ทุกวันนี้

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ตลอด

“ฉะนั้นก็เงียบและนิ่งเฉยซะ”

“หึ...” ฉันเค้นเสียงออกมา

“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว”

~คลื่น~

แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้

ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม

ที่แน่ๆ

ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด

แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป

~คลื่น~

อ้าว...

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอีกทว่ากำลังจะเอ่ยปากถามเสื้อคลุมก็ถูกขว้างโยนควบลงบนศีรษะทันทีจากนั้นประตูตู้ก็เคลื่อนปิดลง

กลิ่นนี้

ไม่เคยลืมเลือน

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นเสื้อตัวโคร่งผืนนั้นที่อยู่บนตัวฉันเมื่อหลายปีก่อน

นั่นใคร... ทำไมสายตาเขาสวยจัง

มันก็เป็นธรรมดาเมื่อคนเราได้มองไปพบเจอผู้คนแต่คนที่ฉันกำลังมองอยู่ในขณะนี้เขาช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาส่วนสูงเกินร้อยแปดสิบแน่ๆ การแต่งตัวที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไปเพราะดูทั่วเนื้อตัวของแพงทั้งนั้นทั้งที่เป็นแค่วัยรุ่น

“จ้องตาเป็นมันเลยนะอีซานชอบอ่ะดิ เห็นเขาบอกว่ามาเที่ยวอ่ะ” ฉันละสายตาจากเขาเพื่อมามองพี่มิ้นลูกเจ้าของร้านขายของชำหน้าปากซอย “กลุ่มพวกพี่เขาสุดๆ โคตรของความหล่อว่ามั้ยอีซาน”

“ก็...”

“ทำเป็นเรียบร้อยนะมึง!”

ศีรษะของฉันเอียงไปอีกทางตามที่ถูกพี่มิ้นดัน

“ซานแค่มาซื้อของค่ะพี่มิ้น”

“เร็วๆ ซื้อมัวอ่อยอยู่นั้นแหละ เห็นเงียบๆ ฟาดเรียบหรือเปล่าก็ไม่รู้”

ไม่ใช่ฉันแน่ ถึงผู้ชายคนนั้นจะรูปหล่อแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่คิดอะไรแบบนั้นกับคนที่ตัวเองได้เห็นแค่ไม่ถึงนาทีอีกอย่างไม่ได้พูดจาหรืออ่อยด้วยซ้ำ

“ซานซื้อ...”

“น้ำเปล่าขวดเท่าไหร่ครับ?”

แต่แล้วประโยคของฉันหยุดชะงักไม่สามารถพูดอะไรต่อเนื่องจากมีลำแขนใหญ่ยื่นขวดน้ำจากด้านหลังเกือบสัมผัสกับหัวไหล่ฉันแล้วตอนนี้ถ้าฉันขยับตัวหน่อยมันต้องสัมผัสกันแน่ๆ

นิ่งไว้ไอ้ซาน

ท่องไว้ใจเย็นๆ

“10 บาทค่ะ” พี่มิ้นตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ส่วนแกจะซื้ออะไรอีซาน”

“เอ่อ... ซะ ซื้อมาม่า 1 ซองค่ะพี่มิ้น”

“รอ”

ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ มาตรฐานการบริการของพี่มิ้นทั้งคำพูดจาการกระทำต่างกันโขดมากถึงมากที่สุดแต่ก็สมควรแล้วแหละ

“ไม่ต้องทอนครับคิดรวมมาม่าซองนั้นได้เลย”

แค่นี้ฉันก็หันตัวขวับมองผู้ชายคนดังกล่าวที่เปิดขวดน้ำยกขึ้นดื่มไม่สนใจสายตาใคร การดื่มน้ำที่ทั้งเท่ราวกับเป็นพรีเซนเตอร์เองขนาดนั้นและแล้วสายตาเขาก็สบตากับฉันแบบระยะห่างที่ใกล้กว่าเมื่อก่อนหน้า แบบนี้เป็นฉันเองที่โคตรประหม่ากำเหรียญในมือแน่น

“ชื่อซานเหรอเรา ชื่อเหมาะกับตัวดี”

“...”

ครั้งแรกที่ชื่อฉันถูกชม

ครั้งแรกที่มีคนเอ่ยเรียกซานโดยไร้คำไอ้อีนำหน้า

ครั้งแรกที่มีคนส่งยิ้มให้ทั้งที่ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา

“อีกอย่างก็ so cute”

“...”

So cute

งั้นเหรอ...

ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง

“แถมขี้เขินด้วย”

ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้

ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ

“...”

“แก้มแดงเชียว”

“อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง”

แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่

แค่นี้ก็เข็ดแล้ว

ไม่อยากอยู่นานๆ

“...”

“เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลยนะ เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้!”

“ค่ะๆ”

“ไปสิ!”

นาทีนั้นถ้าไม่รีบออกจากร้านฉันคงโดนเละมากกว่านี้แน่จึงรีบเผ่นออกมาก่อนดีกว่าโดยไม่สนใจมองไปทางผู้ชายคนนั้นอีกแต่ได้ยินเสียงพี่มิ้นพูดจาดีกับเขามากชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทน

ในขณะที่ฉันเดินไกลออกจากร้านมาเรื่อยๆ เสียงบทสนทนาของทั้งสองคนก็เบาลงตามกันไปพอห่างออกไปทุกทีๆ สุดท้ายไอ้ประโยครั้งท้ายที่ได้ยินก็คือ

ถ้าทำให้จะได้เท่าไหร่...

ประโยคของพี่มิ้นที่มีน้ำเสียงกึ่งท้าทาย

ซึ่งวันนั้นเมื่อสองปีฉันไม่รู้

แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าวันนั้นไอ้ประโยคนั้นมันคืออะไร

รู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร

การเป็นบุคคลที่สาม เป็นเป้าหมาย เป็นคนโง่และเป็นเหยื่อให้คนพวกนั้นเอ่ยพูดจาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้หวังดีกับเราสักนิดเดียว การโดนหลอกด้วยการเอาความเชื่อเข้ามาเป็นสื่อจากนั้นทุกคนก็หักหลังฉันอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานีใดๆ และฉันก็ไร้การต่อสู้ต้อกรกับพวกเขา

มันโคตรทุเรศสิ้นดี

น่าสมเพชตัวเองเป็นที่สุด

และมันก็ฝังใจฉันมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอย่าให้ความเชื่อใจใครง่ายๆ สุดท้ายมันมักกลับมาทำร้ายเราเอง

ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ

ความคิดของฉันถูกคั่นด้วยเสียงรัวการเคาะประตูของป้าอุ่นจะไม่ตื่นเลยถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของเขาดังขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นภายนอกซึ่งเดาได้ไม่อยากว่าป้าอุ่นต้องอึ้งอยู่แหงๆ

ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหมป้าอุ่น

ฉันเองตอนนี้ก็เหงื่อท้วมตัวมือเปียกชื้นไปหมดเพราะลุ้น

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“เอ่อ...”

“มีผมคนเดียวอยู่ในห้องนี้ครับ จัดการบอกเลขาให้ผมทีหน่อย”

“หรือว่า...”

“ครับ ผมประธาน...”

“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ พอดีลูกน้องดิฉันทำความสะอาดห้องนี้ในตอนเช้านึกว่ายังไม่เสร็จจึงเสียมารยาทเคาะรัวเพราะห่วงเธอนิดหน่อย” ดูเหมือนป้าอุ่นไม่ฟังการแนะนำตัวของอีกฝ่ายเพราะป้าอุ่นต้องรู้มาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นจะขอโทษขอพายขนาดนั้นเหรอ ข่าวการมาของเขาดังระเบิดในกลุ่มพนักงานขนาดนี้ “ร่างกายเธอไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ค่ะแต่ทำงานได้เต็มร้อยนะคะท่าน”

“อ๋อ... ครับ”

เสียงรับราบเรียบเหมือนเดิม

“เดี๋ยวดิฉันจัดการที่สั่งให้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”

“ไม่เป็นไรฝากจัดการอีกเรื่องผมชอบห้องนี้ อยากมาทำงานห้องนี้กรุณาบอกเลขาให้หน่อย”

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167WKN” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167WKN
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

The devil's Lover  เล่ห์รักยัยตัวร้าย
The devil's Lover เล่ห์รักยัยตัวร้าย
เมื่อภีมวัจน์ ทายาทมหาเศรษฐีหนุ่มสุดเย็นชา ต้องโคจรมาปะทะกับกอหญ้า สาวแสบสุดเร่าร้อนที่ทิ้งรอยจูบและเช็คหนึ่งร้อยล้านไว้หลังคืนวันไนท์สแตนด์อันดุเดือด เกมรักครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามล่อลวงหัวใจของอีกคน ท่ามกลางความปรารถนาที่ยากจะต้านทานในนิยายรักสุดฟินเรื่องนี้
9.0
66 ตอน
Black Boss ร้ายนักแต่รักนะ
Black Boss ร้ายนักแต่รักนะ
เมื่อวิกฤตชีวิตบีบให้ 'อริสา' ต้องดิ้นรนหาเงินรักษาแม่ แต่การก้าวเข้าไปทำงานในโรงแรมหรูกลับนำพาเธอไปพบกับความลับสุดอันตรายของมหาเศรษฐีหนุ่มลึกลับในค่ำคืนที่เร่าร้อน นิยายรักโรแมนติกแนวท่านประธานสายดาร์กที่จะทำให้คุณลุ้นจนใจสั่น อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
8.6
83 ตอน
เด็ก..บ้านนอก
เด็ก..บ้านนอก
เมื่อหนุ่มกรุงผู้เบื่อหน่ายความวุ่นวายได้พบกับสาวบ้านนอกผู้มีเสน่ห์เรียบง่าย ความแตกต่างของวิถีชีวิตกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักแสนอบอุ่นใน นิยายรักร่วมสมัย เรื่องนี้ มาร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์สุดโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจและตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
8.0
72 ตอน
แด๊ดดี้สุดที่ร้าย
แด๊ดดี้สุดที่ร้าย
เมื่อสาวน้อยวัยสิบแปดดื้อรั้นไม่ยอมเลิกนั่งตักคุณอาสุดที่รัก แม้จะโดนเตือนเรื่องความเหมาะสม แต่ความหึงหวงที่มีต่อหญิงอื่นกลับทำให้เธอประชดด้วยการขู่ว่าจะไปหาชายอื่นแทน ทลายกำแพงศีลธรรมจนคุณอาฟิวส์ขาดด้วยความหวงก้าง นิยายรักดาร์กโรแมนซ์สุดร้อนแรงที่พร้อมให้คุณพิสูจน์ความสัมพันธ์ต้องห้าม
9.1
38 ตอน
เมีย(ไม่)พลอยโจน
เมีย(ไม่)พลอยโจน
เมื่อเจ้าสาวที่ถูกทิ้งกลางงานแต่งอย่างนัสริน ถูกตราหน้าว่าใช้เล่ห์เหลี่ยมบีบบังคับให้เขาแต่งงานด้วย ปราณต์จึงสลัดคราบชายแสนดีกลายเป็นซาตานร้ายในนิยายรักดาร์กโรแมนซ์เรื่องนี้ แม้เธอจะขอหย่าเพื่อจบปัญหา แต่เขากลับกักขังเธอไว้ในกรงทองเพื่อมอบบทเรียนรักสุดอันตรายที่ไม่มีวันลืมเลือน
8.2
53 ตอน
จากโอเมก้าผู้ถูกราชาอัลฟ่าปฏิเสธ สู่ราชินีของเขา
จากโอเมก้าผู้ถูกราชาอัลฟ่าปฏิเสธ สู่ราชินีของเขา
เมื่อโอเมก้าที่ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า กลับกลายเป็นทายาทฝูงผู้ทรงอิทธิพลที่สุด! พบกับนิยายรักแฟนตาซีสุดเข้มข้นของการล้างแค้น เมื่ออดีตคนรักและครอบครัวสารเลวคิดจะเหยียบย่ำเธอในพิธีผูกพันธะ แผนการแฉความโสมมระดับโลกจึงเริ่มต้นขึ้น อ่านนิยายฟรีเพื่อสะใจไปกับการทวงคืนความยุติธรรมครั้งใหญ่
8.1
55 ตอน