ก่อนหน้า
ถัดไป

ตอน 1

ถิงถิงจำได้ว่าเธอเพิ่งจะนอนหลังอ่านนิยายเรื่อง ‘ฝากรักไว้กับรักแรกของแฟนเก่า’ จบไปตอนบ่ายสามของวัน นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายรักน้ำเน่าที่ถิงถิงชอบมาก และมันยังเป็นนิยายของนักเขียนที่เธอติดตาม เนื่องจากนักเขียนได้ส่งนิยายที่สั่งพิมพ์ให้กับนักอ่านที่สั่งซื้อมาถึง ถิงถิงที่ว่างจึงรีบอ่านนิยายเกือบห้าร้อยหน้าโดยที่ไม่ยอมพักจนจบโดยใช้เวลาเพียงสิบชั่วโมงในการอ่าน จากนั้นจึงหันไปหยิบหูฟังมาสวมพร้อมกับผ้าปิดตาที่ใช้ตลอดเพราะเดี๋ยวแดดจะแยงตาตอนเช้า

แต่แล้วถิงถิงที่นอนอย่างสบายใจก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ข้างหู ถิงถิงขมวดคิ้วระหว่างรู้สึกตัว

ตั้งแต่จำความได้เธอก็โตมากับคุณยายสองคนที่บ้านนอกและเสียไปเมื่อห้าปีก่อน หลังเรียนจบมัธยมปลายจึงย้ายเข้ามาเรียนในมหาลัยรัฐบาลที่มีทุนเรียนฟรี นอกจากยายแล้วเธอก็ไม่ได้มีญาติคนอื่นอีก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ยินเสียงเด็กร้องในห้อง เพราะที่พักของเธอนั้นเป็นหอพักสำหรับนักศึกษา เด็กที่ต่ำกว่าสิบสองขวบถูกห้ามเข้ามาอยู่เพราะเจ้าของหอกลัวจะรบกวนเหล่านักศึกษาในมหาลัยที่ต้องตื่นไปเรียนเช้าและกลับดึกบางคณะ

ถิงถิงบิดขี้เกียจพร้อมกับใช้มือขยี้ดวงตาที่กำลังจะปิดลงอีกครั้งหากไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูอีกรอบ

“พะ...พี่สะใหญ่” เสียงแหบแห้งอยู่ด้านนอกประตูดังเล็ดรอดมาให้ถิงถิงได้ยิน “เสี่ยวลู่คงจะหิวแล้ว เอามาให้ฉันป้อนน้ำข้าวให้หล่อนก่อนเถอะค่ะ”

‘ดะ...เดี๋ยวนะ!! พะ...พี่...สะใภ้ใหญ่งั้นหรือ’

ถิงถิงที่ดวงตากำลังจะปิดเบิกโพลงขึ้นมาอีกรอบ และยิ่งทำให้เธอตกใจกว่าเดิมเพราะสถานที่ไม่คุ้นชินพร้อมกับกลิ่นอับชื้นภายในห้องที่กำลังนอนอยู่ อีกทัังมีเด็กทารกวัยเดือนเศษที่กำลังนอนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ เธอ

“อะ...โอ๊ยย” ถิงถิงยกมือขึ้นกุมขมับและหลับตาลงเพราะมันรู้สึกปวดหัว

“พะ...พี่สะใภ้ใหญ่! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” คงจะเพราะได้ยินเสียงร้องจากภายในห้อง คนด้านนอกที่มีน้ำเสียงแหบจึงร้องถามด้วยความแตกตื่น

“มะ...ไม่มีอะไรแล้ว เธอไปพักเถอะ!” ถิงถิงในคราบกัวเหม่ยอิงตะโกนตอบ

ใช่แล้ว! เธอที่กำลังนอนพักผ่อนหลังอ่านนิยายจบ กลับทะลุมิติเข้ามาในยุค70 ที่ในยุคนี้ข้าวยากหมากแพง เจ้าของร่างที่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่มีนามว่า ‘กัวเหม่ยอิง’ กัวเหม่ยอิงเป็นบุตรสาวคนเล็กของครอบครัวกัว มีพี่ชายกับพี่สาวอีกสี่คน

ครอบครัวสกุลกัวเป็นครอบครัวที่เล็กที่สุดในหมู่บ้าน และเป็นครอบครัวที่จนมากเพราะส่งลูกสาวคนเล็กเข้าเรียนมัธยมปลายในอำเภอ ในตอนนี้ทั้งพี่ชายและพี่สาวของกัวเหม่ยอิงจึงไม่มีใครได้แต่งงานสักคนเพราะครอบครัวยากจนเกินไป

แต่เพราะกัวเหม่ยอิงเป็นถึงนักเรียนที่เรียนจบมัธยมปลายในอำเภอ บ้านสามสกุลหานจึงมาสู่ขอกัวเหม่ยอิงไปเป็นสะใภ้ใหญ่ที่มีสามีเป็นทหาร สร้างความไม่พอใจให้กับบ้านใหญ่สกุลหานเป็นอย่างมาก กัวเหม่ยอิงถูกบ้านใหญ่สกุลหานมาทาบทามไปเป็นสะใภ้หลายครั้งแต่ถูกปฎิเสธ

เพราะบ้านกัวให้เหตุผลว่าบ้านใหญ่สกุลหานมีสมาชิกมากเกินไป หากให้นับแล้วบ้านใหญ่สกุลอยู่รวมกันสี่รุ่นแล้ว แต่ไม่ยอมแยกบ้านออกมาอยู่ข้างนอก ยกเว้นบ้านสาม ที่พ่อสามีเห็นว่าบ้านตัวเองทำงานหนักกว่าบ้านอื่น ๆ จึงหาทางแยกบ้านออกมาจนสำเร็จ แต่ก็ไม่วายถูกมายืมเงินและจับฉวยของไปทุกครั้งที่มีโอกาส

กัวเหม่ยอิงแต่งเข้าสกุลหานเมื่อห้าปีก่อน ในวัยยี่สิบปี แต่เพิ่งจะคลอดหลานสาวให้บ้านสามสกุลหานได้ไม่กี่เดือนก็เจอข่าวร้าย สามีของเธอที่ถูกคัดเลือกไปเป็นทหารตั้งแต่อายุยังไม่เข้าเลขสองจนตอนนี้อายุสามสิบ ไปทำภารกิจด่วนแต่ล้มเหลวจนเกิดการบาดเจ็บหลายคนและหนึ่งในนั้นมีน้องชายคนกลางของสามีด้วย สามีของกัวเหม่ยอิงที่เข้าช่วยเหลือน้องชายจึงไม่สามารถรักษาชีวิตตัวเองได้

กัวเหม่ยอิงลงแปลงนามาตลอดระยะที่แต่งเข้าสกุลหาน แต่ตั้งแต่เด็กจนโตเธอไม่เคยได้รับความยากลำบากแบบนี้มาก่อนจึงเกิดการล้มป่วยและมีร่างกายอ่อนแอ ในเวลาที่เกิดการตั้งครรภ์เธอบำรุงร่างกายก็จริงแต่ก็ยังลงแปลงนาอยู่ตลอด

และเมื่อคลอดลูกสาวจากที่ร่างกายไม่ค่อยดีอยู่แล้วร่างกายก็อ่อนแอลง ยิ่งสัปดาห์ก่อนได้ข่าวว่าสามีเสียชีวิตแล้วอาการที่ไม่ดีก็ทรุดลงไปอีกรอบ

จนกระทั่งเมื่อคืนเธอได้เสียชีวิตข้าง ๆ ลูกสาววัยเดือนเศษ โดยที่ไม่มีใครรู้ และถิงถิงก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้ด้วยความมึนงง

แต่ก่อนอื่นถิงถิงหรือตอนนี้ก็คือกัวเหม่ยอิงไม่มีเวลาคิดอะไร เธออุ้มเด็กทารกที่น่าจะชื่อว่าเสี่ยวลู่ขึ้นมากินนมบนเต้าอย่างกระอักกระอ่วน เธอไม่เคยมีลูกมาก่อนแต่เหมือนร่างกายนี้จะเคยชินเธอจึงสามารถอุ้มลูกได้อย่างถนัดมือ

คิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะเรียนจบแล้วแท้ ๆ ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมอะไรที่ทำให้เธอได้มาอยู่ที่นี่

‘กัวเหม่ยอิงเธอไม่ต้องห่วง ต่อไปนี้ฉันจะดูแลลูกสาวของเธอเอง’

‘หานหรงเจ๋อ ฉันจะดูแลครอบครัวของคุณแทนคุณเอง

กัวเหม่ยอิงให้นมลูกสาวเสร็จก็เผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าวันใหม่ที่สะใภ้รองเข้ามาเคาะประตู

“พี่สะใภ้จ๊ะ”

“ฉันตื่นแล้ว!” กัวเหม่ยอิงร้องตอบกลับคนที่ยืนอยู่หน้าประตู

กัวเหม่ยอิงเดินไปปลดล็อกกลอนประตูให้คนข้างนอกเข้ามาเอาลูกสาวออกไป ด้วยความที่กัวเหม่ยอิงมีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงน้ำนมจึงไม่มากพอที่จะให้เด็กดื่ม ถางเจียลี่หรือสะใภ้รองจึงเป็นคนรับหน้าที่เอาน้ำต้มข้าวป้อนเด็ก

หลังจากที่สะใภ้รองอุ้มหานเมิ่งลู่ออกไป กัวเหม่ยอิงก็เดินไปเปิดหน้าต่างให้ระบายกลิ่นอับชื้นในห้องจางลง พอเปิดหน้าต่างออกก็ทำให้เธอได้เห็นภายในห้อง ห้องนี้เล็กกว่าห้องพักนักศึกษาของเธอเป็นเท่าตัว

ไม่รู้ว่าที่นี่อยู่กันได้ยังไง อีกอย่างภายในห้องก็มีเพียงเตียงเตาและตู้เล็ก ๆ แค่นั้น

จากความทรงจำกัวเหม่ยอิงคนก่อนแล้ว บ้านหลังนี้เป็นบ้านดินทั้งหลังมีเพียงสี่ห้องนอน หนึ่งห้องครัวและหนึ่งห้องโถงเท่านั้น บ้านสามสกุลหานหากไม่ให้เงินบ้านใหญ่หยิบยืมไปตอนนี้คงจะมีเงินมากพอสมควร

พ่อสามี สามีของกัวเหม่ยอิงและน้องชายคนรองของบ้านเป็นทหารได้หลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ที่บ้านเหลือเพียงสตรีที่อาศัยอยู่

น้องชายรองที่บาดเจ็บพวกเธอไม่ได้รู้ข่าวอะไรอีกเลยหลังจากที่มีการแจ้งว่าสามีเสียชีวิต และไม่สามารถกู้ร่างได้ ส่วนลูกชายคนเล็กของบ้านตอนนี้กำลังเรียนมัธยมปลายในอำเภอ ที่บ้านจึงเหลือเพียงแม่สามีที่พิการ สะใภ้ใหญ่แม่ลูกอ่อนอย่างเธอ และสะใภ้รองที่ร้องไห้มาหลายวันเมื่อได้ยินข่าวของสามีที่ได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็คงดีกว่ากัวเหม่ยอิงที่สามีเสียชีวิต

กัวเหม่ยอิงนำฟูกที่แทบจะเหลือแค่ผ้าออกจากห้องนอนแล้วนำมาตากแดดที่หลังบ้านเพื่อไล่กลิ่นอับ ไม่รู้ว่าพ่อสามีคิดไว้แล้วหรือเพราะที่ดินพื้นนี้ถูกที่สุดจึงปลูกบ้านห่างจากบ้านคนอื่นหลายจั้ง ไม่เชิงว่าห่างมาก แต่ก็ห่างกว่าบ้านอื่นที่อยู่ติดกันเกือบห้าเมตร โดยที่บ้านถูกล้อมด้วยรั้วไม้เพื่อป้องกันไก่หรือสัตว์อื่น ๆ เข้าบ้าน สำหรับถิงถิงที่มาจากอนาคตแล้วเธออยากจะร้องไห้เป็นรอบที่ร้อยของเช้าวันนี้

ที่บ้านมีแต่คนชรา เด็กแล้วก็ผู้หญิงก็ว่าอันตรายแล้ว บ้านยังไม่สามารถป้องกันอันตรายจากอะไรได้อีก

“เสี่ยวลู่หลับแล้วค่ะ พี่สะใภ้กินข้าวมื้อเช้าก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันไปซักผ้าที่เหลือให้” สะใภ้รองที่ไม่รู้ว่าออกมาตอนไหนเอ่ยบอกกับกัวเหม่ยอิงที่ยืนเหม่อมองบ้านอยู่

สะใภ้รองของบ้านในยามนี้ทำแทบจะทุกอย่างภายในบ้าน อาหารในแต่ละมื้อ ป้อนข้าวผู้เป็นแม่สามี ดูแลหลานสาว ทำความสะอาดภายในบ้านทุกอย่าง

อันที่จริงแล้วหน้าที่ดูแลแม่สามีแต่ก่อนและซักผ้านั้นเป็นหน้าที่ของกัวเหม่ยอิง แต่หลังจากคลอดลูกแล้วร่างกายของเธอไม่ดี สะใภ้รองจึงอาสาทำเอง

นับว่าสวรรค์ยังเมตตาเธออยู่บ้างที่มีน้องสะใภ้เป็นคนดี ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าสะใภ้รองเป็นแบบคนอื่นในนิยายที่เคยอ่านผ่าน ๆ มา ตอนนี้เธอจะเป็นยังไง

ข้าวที่ว่ามันเป็นเพียงน้ำต้มข้าวก้นหม้อเท่านั้น เรียกว่าข้าวไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่กัวเหม่ยอิงก็กลั้นใจฝืนกิน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว รอให้เธอปรับตัวกับที่นี่ให้ได้ก่อนเถอะ เธอไม่ยอมกินแบบนี้ไปตลอดแน่ ๆ

กินข้าวเสร็จก็เดินสำรวจในบ้านต่อ โดยเฉพาะอย่างแรกก็คือห้องครัว เครื่องปรุงมีเพียงเกลือที่เหลืออยู่หยิบเดียวกับน้ำมันที่เหลืออยู่ก้นไห นอกจากนั้นก็ไม่มีเครื่องปรุงอะไรอีก หันไปเปิดไหที่มีผ้าปิดไว้กัวเหม่ยอิงก็อยากจะร้องไห้ ข้าวเหลือไม่ถึงชั่งจะให้พวกเธอทำยังไง! คงจะมีเพียงธัญพืชที่ยังจะพอมีบ้าง

กัวเหม่ยอิงไม่เห็นลูกสาวในห้อง สะใภ้รองคงจะให้หลานสาวนอนในห้องตัวเองเพราะห้องนี้เธอเพิ่งจะเอาฟูกไปตาก

“โอ้!” กัวเหม่ยอิงอุทานในลำคอ

เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร จะนอนก็ไม่กล้าพอที่จะนอนบนเตียงเตาแข็ง ๆ อย่างสุดท้ายจึงมีเพียงเปิดตู้เสื้อผ้าที่อยู่ในห้อง แต่มันก็ทำให้เธอต้องอุทานขึ้นมา

ภายในตู้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยข้าวสารและธัญพืชหลายชั่ง โดยมีผ้าอีกหลายผืนห่อหุ้มเอาไว้ ข้างล่างยังมีกล่องเล็ก ๆ อีกต่างหาก

“มีอะไรกัน” กัวเหม่ยอิงพลิกกล่องสี่เหลี่ยมในมือไปมา ข้างในมันมีเสียงตีกันของอะไรบางยังดังขึ้นต่อเนื่องเมื่อถูกเขย่า

“อู้วว!!”

คราวนี้มันทำให้กัวเหม่ยอิงต้องตาโตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเปิดกล่องแล้วข้างในเต็มไปด้วยคูปอง ธนบัตร

และเหรียญเต็มกล่อง จากที่ตกใจจำนวนเงินในกล่องกัวเหม่ยอิงก็รีบวิ่งไปปิดหน้าต่างลงให้มีเพียงแสงเข้าเท่านั้น

หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง บ้านของพวกเธอห่างกับคนอื่นก็จริงแต่ก็ไม่ได้ห่างมาก และหากเหลียวมองก็สามารถมองเห็นได้ง่าย ๆ

กัวเหม่ยอิงนำเงินทั้งหมดออกมานับพร้อมกับคิดถึงเงินพวกนี้ แต่ในความทรงจำของเธอแล้ว เงินพวกนี้ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของกัวเหม่ยอิงเลย และเป็นไปได้ว่าไม่ใช่กัวเหม่ยอิงแน่ ๆ ที่เป็นคนเก็บซ่อนมันเอาไว้จากทุกคน

หากเป็นกัวเหม่ยอิงซ่อนไว้ เงินทุกหยวนคงจะถูกส่งไปให้บ้านใหญ่สกุลหานทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเธออยากจะให้ แต่เธอไม่อยากมีปัญหากับบ้านใหญ่ของสามีที่มีกันหลายสิบคน หากไม่ให้พวกเธอก็ต้องถูกด่าว่าอกตัญญู และบางทีถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

และยิ่งบ้านกัวของเธอก็มีจำนวนน้อยหากจะเข้าช่วยก็จะถูกคาดโทษไปด้วย อีกอย่างนี้ก็เป็นเรื่องของสกุลหานจึงไม่มีใครเข้ามาช่วย

“สามพันเจ็ดสิบห้า”

“สามพันหกร้อย”

“สามพันหกร้อยเก้า”

“สามพันแปดร้อยห้าสิบสาม”

“สามพันเก้าร้อยสอง”

“สี่พันหนึ่งร้อย”

“สี่พันหนึ่งร้อยเจ็ด”

“สี่พันเก้าร้อยสิบหก”

“ห้าพัน”

“ห้าพันสามร้อยเจ็ดสิบเก้าหยวน!”

เงินทั้งหมดที่อยู่ในกล่องมีมากถึงห้าพันหยวน! เงินจำนวนมากในยุคแบบนี้สามารถใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้มากกว่าสิบคนหลายสิบรุ่นเลยก็ว่าได้ แต่ทำไมบ้านสามสกุลหานของพวกเธอถึงมีมันได้? อีกอย่างทำไมมันถึงรอดจากเอื้อมมือของบ้านใหญ่สกุลหานมาได้เยอะขนาดนี้

ตอน 2

เพราะร่างกายยังไม่แข็งแรง กัวเหม่ยอิงจึงพักผ่อนเอาแรงมาตลอดห้าวันที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ในตอนเช้าเธอจึงตื่นมาทำกับข้าวก่อนที่สะใภ้รองจะตื่น กิจวัตรยามเช้าของสะใภ้รองก็คือทำกับข้าวให้เธอกับแม่สามี และออกไปทำงานเก็บแต้มข้างนอก ถึงมื้อเที่ยงก็จะกลับมาดูแลแม่สามี

แต่วันนี้ร่างกายของเธอดีขึ้นมากแล้ว และหานเมิ่งลู่ลูกสาวตัวน้อยของเธอก็เพิ่งจะหลับไปไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เธอจึงมีเวลาลุกขึ้นมาทำกับข้าวไว้ให้น้องสะใภ้

กัวเหม่ยอิงใช้น้ำล้างข้าวให้สะอาดก่อนจะนำมาต้มในเตาที่จุดไว้ ระหว่างที่ต้องรอข้าวสุกเธอจึงต้องเตรียมของไว้ทำกับข้าว

แต่ในครัวนั้นเรียกได้ว่านอกจากข้าวและธัญพืชแห้งก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว กัวเหม่ยอิงถอนหายใจดังเฮือก

“ถ้าไม่รีบหาเนื้อสัตว์มา ฉันตายแน่ ๆ ” ในชีวิตก่อนกัวเหม่ยอิงเป็นคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์มาก และยิ่งเป็นเนื้อหมูแล้วยิ่งชอบเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าอาหารแต่ละมื้อต้องมีเนื้อหมู แต่พอมาอยู่ที่นี่เธอไม่ได้กินเนื้อสัตว์สักชิ้น และข้าวก็เรียกว่าข้าวไม่ได้ด้วยซ้ำ

ตะกร้าสานใบเล็กที่วางอยู่ในครัวถูกกัวเหม่ยอิงคว้าออกมาที่สวนหลังบ้าน ในครัวไมมีอะไรให้กินแล้ว หากไม่เอาผักไปประทั้งชีวิต เธอคงจะอดตายจริง ๆ ก็คราวนี้ ซึ่งเธอยอมไม่ได้

“เอ๊ะ! มีไก่ด้วย!”

พอลองนึกถึงความทรงจำดูแล้ว ก็จำได้ว่าที่บ้านมีไก่ 6 ตัว ที่ถูกเลี้ยงเอาไว้กินไข่ ซึ่งยุคนี้เป็นข้าวยากหมากแพง

ทุก ๆ บ้านจึงสามารถเลี้ยงไก่ 1 ตัว ต่อสมาชิก 2 คนในบ้าน แต่ไม่รู้ว่าทำไมไก่ที่บ้านจึงมีจำนวนเกินและไม่ถูกร้องเรียน

กัวเหม่ยอิงเข้าเล้าไก่ไปดูไข่ไก่ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าจำไม่ผิดแม่ไก่พวกนี้ถูกเลี้ยงมาหลายปีแล้ว จึงออกไข่ให้วันละฟองหรือบางวันก็ไม่มีให้เก็บ แต่โชคดีที่วันนี้ไข่ในรังมีเกือบ ๆ สิบฟอง เธอจึงเก็บใส่ตะกร้าทั้งหมด

นอกจากไข่ไก่แล้ว กัวเหม่ยอิงยังเก็บแตงกวากับมะเขือเทศที่เหลือไม่กี่ลูกในสวนหลังบ้านด้วย วันนี้เธอจะทำผัดไข่ใส่แตงกวากับมะเขือเทศ

กัวเหม่ยอิงนำเครื่องปรุงที่เห็นในห้องออกมาใช้ เธอทำอาหารเป็นก็จริง แต่ถ้าไม่มีเครื่องปรุงต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่อร่อยอยู่ดี และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือน้ำมันที่มีอยู่เต็มไห ซึ่งเธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนซื้อมา แต่มันอยู่ในห้องของเธอก็แปลว่าเธอใช้ได้

“พี่สะใภ้ ให้ฉันทำเถอะค่ะ!”

“ตื่นแล้วก็ไปเตรียมตัว ฉันทำเสร็จหมดแล้ว” เธอส่ายหัวปฎิเสธ เหลือแค่รอแตงกวานิ่มก็เสร็จแล้ว

“พี่ตื่นนานหรือยังคะ” สะใภ้รองไม่ได้ออกไปเตรียมตัว แต่หล่อนเข้ามาช่วยเก็บอุปกรณ์ที่เธอยังไม่ได้ล้าง

กัวเหม่ยอิงพยักหน้า “ก็สักพักแล้วแหละ” จะให้ตอบว่าเพิ่งจะตื่นก็ไม่ใช่

“งั้นเดี๋ยวฉันเอาพวกนี้ไปล้างเองค่ะ พี่เตรียมข้าวให้ฉันเอาไปให้คุณแม่ก็พอ” หล่อนว่า

“อืม”

คล้อยหลังสะใภ้รองเดินออกไปไม่นานกัวเหม่ยอิงก็ยกหมอลงจากเตา ตักกับข้าวใส่ชามเก็บไว้ครึ่งหนึ่งเอาไว้กินมื้อกลางวัน ส่วนที่เหลือกัวเหม่ยอิงแยกไว้เป็นสามชาม ชามแรกเป็นของเธอ ชามที่สองเป็นของสะใภ้รอง และชามสุดท้ายเป็นของแม่สามี

ส่วนหานเมิ่งลู่นั้นยังกินข้าวไม่ได้แต่กัวเหม่ยอิงก็เก็บน้ำต้มข้าวไว้ให้ลูกสาว เพราะน้ำนมของเธอไม่พอ หากจะไม่ให้กินน้ำต้มข้าวหล่อนก็แทบจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง เอาไว้หากได้เข้าอำเภอกเธอจะไปหาซื้อนมผงให้ลูกสาว

กัวเหม่ยอิงตักข้าวใส่จานพร้อมกับถือเอาชามกับข้าวออกมานั่งกินบนโต๊ะในห้องโถง ที่เธอไม่รอกินพร้อมกับสะใภ้รองก็เพราะกลัวว่าจะทำตัวเผยพิรุธออกไป ยังไงสะใภ้รองกับกัวเหม่ยอิงก็แต่งเข้าบ้านสกุลหานมาอยู่ในบ้านเดียวกัน หากใครเปลี่ยนไปจะไม่แคลงใจบ้างเลยหรือ

ช่วงสาย สะใภ้รองก็แต่งตัวออกไปทำงานเก็บแต้มกับคนในหมู่บ้านคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน ส่วนเธอก็อยู่บ้านดูแลแม่สามีกับลูกสาว ที่จริงแล้วคนในหมู่บ้านจะออกไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดเพราะยิ่งทำงานมาก แต้มแรงงานก็จะมากตาม

เพียงแต่สะใภ้รองได้รับการอนุญาตจากเลขาธิการ ให้ไปทำงานสายได้ โดยที่แต้มแรงงานจะได้เพียง 5 แต้มเท่านั้น ต่างจากแต่ก่อนที่ได้7-8 แต้ม ต่อวัน

พอร่างกายเริ่มจะดีขึ้นกัวเหม่ยอิงก็เริ่มจะเบื่อ ในตอนที่เป็นถิงถิงเธอต้องตื่นเช้าไปเรียนและนอนเกือบเช้าเพราะอ่านนิยาย แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ แม่สามีก็เดินไม่ได้ ลูกก็ยังเล็ก หากปล่อยไว้ด้วยกันก็คงจะไม่ดี

“เฮ้อออออ” กัวเหม่ยอิงถอนหายใจ พลางใช้นิ้วจิ้มแก้มลูกสาวที่เพิ่งจะหลับไปด้วยความเบื่อหน่าย

ตกเย็นกัวเหม่ยอิงก็แทบจะกระโดดโลดเต้น เมื่อได้รับข่าวดีจากสะใภ้รองว่าคนในหมู่บ้านได้รับการหยุดงานสามวัน เพราะคณะกรรมการต้องเข้าไปประชุมในอำเภอ อีกส่วนก็ต้องเดินทางไปต่างมณฑลจึงไม่มีใครมาจ่ายแต้มค่าแรงงานให้ อันที่จริงก็เหลือคณะกรรมการไว้บ้างแต่จำนวนคนเยอะเกินไป จึงให้หยุดพักผ่อนกันดีกว่า

เพิ่งจะผ่านช่วงปีใหม่มาได้ไม่ถึงสามเดือน ธัญพืชที่เพิ่งเอาลงดินหลังปีใหม่ที่ผ่านมาก็เพิ่งจะงอก การหยุดงานครั้งนี้จึงไม่เป็นปัญหามาก ถึงแม้จะไม่ได้แต้มงาน แต่คนในหมู่บ้านก็พากันไปแวะเวียนดูอยู่ตลอด เพราะถ้าเกิดธัญพืชเสียหายพวกเขาก็จะไม่ได้ส่วนแบ่ง

เพราะแบบนี้มื้อเย็นของพวกเธอจึงได้กินซุปไข่ที่เหลืออยู่ 3 ฟองจากเมื่อเช้า แต่เธอก็ให้สะใภ้รองไปซื้อมาเพิ่มไว้ทำกินพรุ่งนี้

เช้าวันต่อมากัวเหม่ยอิงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางมาหุงข้าวเช้า วันนี้เธอจะทำข้าวผัดไข่ และต้มโจ๊กให้เฉพาะแม่สามี เมื่อวานเธอก็ลืมไปว่าคนป่วยควรที่จะกินอาหารอ่อน ๆ เพราะที่นี่ก็กินตามมีตามเกิด สะใภ้รองจึงไม่ได้ทักเธอเรื่องอาหาร

ส่วนหานเมิ่งลู่ก็เป็นน้ำต้มข้าวที่ใช้ต้มโจ๊ก พรุ่งนี้คงต้องเข้าอำเภอไปหาซื้อนมผงสำหรับลูกสาววัยเดือนเศษ

วันนี้เธอจะออกไปหาของป่าตามที่เคยอ่านในนิยายที่เคยอ่านผ่านมา อย่างน้อยได้หน่อไม้มาสักหน่อก็ยังดี

“ฉันจะไปหาผักป่า ฝากเธอดูลูกให้ฉันด้วย” กัวเหม่ยอิงเอ่ยบอกกับสะใภ้รองที่ตื่นมาช่วยทำอาหารสำหรับพวกเธอ

อันที่จริงการเข้าป่านั้นไม่สามารถเข้าไปได้เพราะถือว่าเป็นการลุกล้ำพื้นที่ของรัฐบาล

แต่เพราะคนในหมู่บ้านต่างมีฐานะไม่ต่างกันนั้นก็คือยากจน คณะกรรมการของหมู่บ้านจึงพากันปิดหูปิดตา ไม่รับรู้เพราะบางทีพวกเขาก็ทำเช่นเดียวกัน และหลาย ๆ หมู่บ้านรอบข้างต่างก็รับรู้ แต่ไม่มีใครพูด

“พี่จะเข้าป่ากับพี่ใหญ่กัวหรือ” สะใภ้รองที่กำลังจุดเตาหันมาถามเธอที่กำลังเตรียมข้าว

“ฉันจะไปเอง” กัวเหม่ยอิงตอบ

พี่ใหญ่กัวที่ว่าก็คือพี่ชายคนโตของเธอ เขาเป็นคนที่เข้าป่าล่าสัตว์ทุกวัน แม้จะไม่ได้อะไรติดมือทุกวันแต่ก็ยังเข้าไปเพราะที่บ้านไม่มีอะไรจะกิน และบ่อยครั้งกัวเหม่ยอิงก็จะติดตามเข้าไปหาของป่ามาไว้กินที่บ้าน แต่หลังจากที่ตั้งท้องได้ห้าเดือน เธอก็หยุดเข้าไปหาของป่าเพราะถูกห้าม และถ้าพี่ใหญ่ได้เนื้อกลับมาก็จะเอามาให้เธอ แต่พวกเธอก็ไม่ได้กินมันเพราะมันถูกบ้านใหญ่สกุลหานแย่งไป

“พี่ควรจะให้พี่ใหญ่กัวไปด้วย” สะใภ้รองว่า

พี่สะใภ้ของหล่อนในยามนี้ก็เป็นแม่ม่ายแล้ว และอายุก็ยังไม่มากไป ยิ่งมีการศึกษาดีแล้วแต่งเข้าบ้านใหม่ยังได้ ไม่รู้ว่าหากเจออันธพาลพี่สะใภ้จะทำเช่นไร

“เดี๋ยวก็คงจะเจอกันแหละ” กัวเหม่ยอิงส่ายหน้า

ตะกร้าสานใบใหญ่ถูกสะพายขึ้นบนหลังของกัวเหม่ยอิงที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ข้างในยังมีน้ำและข้าวมื้อกลางวันหนึ่งห่อ

นอกจากนั้นกัวเหม่ยอิงยังสะพายย่ามที่ใส่มีดเอาไว้ ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิงจะเข้าป่าไปคนเดียงก็ต้องเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี

สั่งสะใภ้รอง 2-3 คำ กัวเหม่ยอิงก็ออกเดินทางโดยที่ฟ้ากำลังจะสาง เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ อีกทั้งหยุดงาน เธอยังไม่พร้อมที่สนทนากับใคร

กัวเหม่ยอิงมุ่งหน้าเข้าป่าที่คนในหมู่บ้านจะเข้าในตอนเช้ามืด ยิ่งใครไปก่อนผักป่าที่เกิดก็จะได้ก่อน ใครไปทีหลังก็ไม่ได้อะไร ซึ่งกัวเหม่ยอิงที่คิดว่าออกมาเช้าแล้ว ยังมาหลังคนในหมู่บ้านอีกนับสิบคน

“สะใภ้ใหญ่บ้านสามสกุลหานอาการดีแล้วหรือ”

เพราะฟ้าสางกัวเหม่ยอิงจึงหาที่นั่งพักก่อน และบริเวณที่นั่งพักก็มีคนในหมู่บ้านคนอื่นเดินผ่าน ไม่ก็มานั่งพักบริเวณนี้ และเธอนั่งได้ไม่ถึงนาทีก็มีคนเดินเข้ามาทัก

“?”

“ก็เห็นสะใภ้รองบอกว่าเธอป่วย” นางจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดเมื่อไม่ได้คำตอบที่อยากจะได้

“ฉันอาการดีขึ้นแล้วค่ะ”

กัวเหม่ยอิงรีบนึกความทรงจำของกัวเหม่ยอิงคนเก่า เพื่อให้จำได้ว่าคนในหมู่บ้านตรงหน้าคือใคร แม้จะจำไม่ได้หลายอย่างแต่พอนึกถึงแล้วเธอกลับจำมันได้

“มากับพี่ใหญ่กัวหรือ ฉันเห็นเขาล่าไก่ฟ้าได้ตั้งหลายตัว!” หล่อนกระซิบถามเธอด้วยความอิจฉา ไก่พวกนั้นถูกยิงไปแล้ว มันจึงไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ พี่ใหญ่กัวได้ไก่ฟ้าไปหลายตัวหนึ่งในนั้นย่อมต้องเป็นของสะใภ้ใหญ่บ้านสามสกุลหาน หรือบางทีอาจมากกว่าหนึ่งตัวด้วยซ้ำ

กัวเหม่ยอิงไม่ได้ตอบคำถามของหล่อน แต่เธอกำลังนึกถึงพี่ชายคนโตของกัวเหม่ยอิง พี่ใหญ่กัวคนนี้เป็นคนที่รักน้องสาวและน้องชาย รักถึงขั้นยอมให้มารดาเอาเงินเก็บไว้แต่งภรรยาของเขาให้น้องสาวคนเล็กนำไปเรียน

และเขาก็เป็นคนมีฝีมือในการล่าสัตว์คนหนึ่งของหมู่บ้าน

พี่ใหญ่กัวจะเข้าป่าล่าสัตว์ในเวลาก่อนฟ้าสางและจะเข้าป่าอีกครั้งหลังเวลาเลิกงาน หรือหากว่างก็จะเข้าป่า

จะว่าไปแล้วถึงกัวเหม่ยอิงจะเรียนจบได้หลายปีแต่ทำไมบ้านกัวยังไม่มีเงิน ก็เพราะทุกคนห่วงลูกสาวคนเล็กของบ้านยังไงล่ะ เวลากัวเหม่ยอิงไปที่บ้านก็จะได้เงินกลับบ้านสามีไม่ใช้น้อย ๆ และกัวเหม่ยอิงไม่ได้ใช้สิ้นเปลือง เพียงแต่บ้านใหญ่สกุลหานเอาไป

“นี่ ๆ ฉันได้เห็ดป่ามาหลายชั่งเลย! สะใภ้ใหญ่พอจะพูดกับพี่ใหญ่กัวให้ฉันได้หรือไม่” สะใภ้รองสกุลจางที่เข้ามาทัก ถามกัวเหม่ยอิงที่กำลังจะเดินจากไป

‘เหอะ! เห็ดป่ากับไก่ฟ้า หล่อนฝันกลางวันหรือยังไง’

เสียงด้านหลังทำให้กัวเหม่ยอิงหันไปมอง เธอเห็นผู้หญิงที่น่าจะอายุราว ๆ กับเธอเอ่ยค้านสะใภ้รองจาง ซึ่งมันเป็นคำที่กัวเหม่ยอิงถูกใจมาก

ยุคนี้เป็นยุคที่ขาดแคลนอาหาร และเนื้อสัตว์ไม่ต้องพูดถึง คงจะมีใครอยากแลกเนื้อสัตว์กับผักที่เก็บได้ทุกวันอยู่หรอก

“ฉันยังไม่เห็นพี่ใหญ่เลยค่ะ เอาไว้ถ้าเห็นก็จะถามให้ก็แล้วกัน” แม้อยากจะตอบว่าทำไมไม่ไปถามเองแต่เธอก็ยั้งมันเอาไว้ เธอไม่รู้ว่าสะใภ้รองจางมีญาติมากน้อยเพียงใด หากมีปัญหาด้วยเธอจะซวยเอาได้

ตอน 3

กัวเหม่ยอิงเดินเลี่ยงออกจากจุดพักของคนในหมู่บ้านเพื่อเข้าไปในป่าที่ไม่ค่อยจะมีคนเข้าไป ส่วนมากแล้วจะเป็นคนในหมู่บ้านที่รวมกลุ่มล่าสัตว์จะใช้เส้นทางนี้ และเพราะแบบนี้แล้วมันจึงอุดมสมบูรณ์กว่าด้านนอกมากนัก

“น้องสาวห้า”

ด้านหน้าของกัวเหม่ยอิงปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ที่ยิ้มให้กับเธอ กัวเหม่ยอิงมองพลางนึกถึงไปด้วยจนกระทั่งนึกออก

“พี่ใหญ่!”

“น้องห้าจะเข้าป่าทำไมไม่ไปบอกพี่ก่อน” พี่ใหญ่กัวที่เธอร้องตอบรับ รีบเดินตรงมาหาเธอที่กำลังนั่งเก็บเห็ดป่า ในมือของเขาถือไก่ฟ้าอยู่หลายตัว ด้านหลังยังสะพายตะกร้าไม้สานอันใหญ่

พี่ใหญ่กัวขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วงน้องสาวคนเล็ก หลังจากที่หล่อนคลอดลูกสาวก็มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ไหนสามีก็ตายจากตั้งแต่อายุยังน้อยอีก ต่อไปน้องสาวของเขาจะทำยังไง ไหนจะบ้านใหญ่สกุลหานอีก ทุกครั้งที่เขาจะเข้าป่าเขาก็จะเป็นคนไปชวนน้องสาว หรือไม่ก็จะนัดกันเอาไว้ แต่หลังจากที่หล่อนตั้งท้องเขาก็ไม่ให้หล่อนติดตามเข้าป่า

“ฉัน ฉันลืมน่ะค่ะ”

“หากน้องสาวห้าอยากได้อะไรก็ให้มาบอก พี่จะเอาไปให้”

“ค่ะ”

กัวเหม่ยอิงสนทนากับพี่ชายต่ออีกไม่กี่คำก็แยกย้ายกัน พี่ใหญ่กัวนัดแนะว่าให้ลงมาเจอกันที่ตีนเขาก่อนจะกลับบ้าน และที่ไม่เอาเธอไปด้วยก็เพราะจะเดินทางลำบาก อีกอย่างถึงจะเป็นพี่ชายน้องสาวที่คลานตามกันออกมา แต่หากมีใครเห็นอยู่ด้วยกันสองคนมันไม่เหมาะสม

‘หน่อไม้เยอะมาก!’ กัวเหม่ยอิงอุทานในใจ พร้อมกับรีบวิ่งไปขุดหน่อไม้ที่ขึ้นเต็มกอไผ่

หน่อไม้พวกนี้เป็นหน่อไม้ที่เพิ่งจะเกิดและกำลังโตอย่างพอดี กัวเหม่ยอิงขุดเอาหน่อไม้เกือบสามสิบหน่อจึงเลิกขุด พรุ่งนี้หรือวันหลังค่อยมาอีกก็ไม่สาย เพราะเหมือนทางนี้คนจะไม่ค่อยได้เข้ามา

นอกจากหน่อไม้แล้ว กัวเหม่ยอิงยังได้เห็ดกับผักหวานป่าเพิ่มอีกเยอะพอสมควร ก่อนจะเดินหาแม่น้ำเพื่อที่จะนั่งพักและหาปลาในแม่

กัวเหม่ยอิงไม่รู้ว่าเธอจะหาเนื้อสัตว์ได้จากที่ไหนนอกจากปลาก็เลยจะมาลองจับดู อย่างน้อยได้ไปทำน้ำแกงปลาสักหน่อยก็คงดี

เสียงน้ำไหลกระทบกับโขดหินดังขึ้นทั่วบริเวณ ตรงนี้เป็นต้นน้ำที่จะไหลผ่านข้างหมู่บ้าน พวกเขาจะใช้น้ำเส้นนี้ทั้งดื่ม ทั้งใช้และอาบ กัวเหม่ยอิงมองหาโขดหินเพื่อจะวางของในตะกร้า เมื่อเห็นที่เหมาะ ๆ ก็นำตะกร้าไปวางบนโขดหินแล้วถอดรองเท้าออก พร้อมกับเลิกแขนเสื้อขึ้น

น้ำบริเวณที่กัวเหม่ยอิงจะลงไปจับปลานั้นเป็นน้ำตื้นเพียงขา เธอจึงสามารถลงไปได้โดยที่ไม่กลัวจะจมน้ำ ปลาหลากหลายสายพันธุ์เวียนว่ายรอบตัวกัวเหม่ยอิง ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง บริเวณนี้คนในหมู่บ้านมาหาปลาแทบจะตลอด เป็นไปไม่ได้เลยที่ในแม่น้ำจะอุดมสมบรูณ์

กัวเหม่ยอิงเริ่มสงสัย ในนิยายที่เคยได้อ่านผ่านตามา หลาย ๆ เรื่องนางเอกจะมีมิติ ซึ่งเธอไม่มี นางเอกแยกบ้านออกไปอยู่กับสามีและลูก แต่เธอไม่สามารถแยกบ้านได้เพราะแม่สามีไม่สามารถดูแลตัวเองได้

ในเวลานี้จึงเธอเหมือนเสาหลักของครอบครัวด้วยซ้ำ คงจะมีเพียงแต่ของในตู้เสื้อผ้าที่เธอไม่รู้ว่ามีได้ยังไง แม้แต่สะใภ้รองยังถามเธอว่าเอาข้าวมาแต่ไหน

แต่สุดท้ายกัวเหม่ยอิงก็ทำได้แค่สะบัดหัวไม่ให้คิดเรื่องไร้สาระ เธอหันมาจับปลาที่อยู่ ๆ ก็ไม่ขยับตัวว่าย เหมือนมันต้องการให้เธอจับ เพราะเธอไม่ได้เอาอะไรมาใส่ปลา จึงต้องถอดเสื้อคลุมผืนนอกออกแล้วมัดรวมกันเพื่อใส่ปลา

กัวเหม่ยอิงจับได้ทั้งปลา ทั้งกุ้งก้ามแดง และปู พอเห็นว่าจับได้เยอะแล้ว เธอก็เลยขึ้นจากน้ำเพื่อเตรียมตัวจะกลับ

“หนัก” เธอบ่นเบา ๆ

ลำพังแค่ของในตะกร้าก็หนักอยู่แล้ว พอมีปลาที่คาดว่าจะมีมากกว่าห้าชั่งเพิ่มอีกก็ยิ่งหนักไปกว่าเดิม

แต่เธอก็กัดฟันสะพายตะกร้าลงเขา ของในตะกร้านี้สามารถทำกับข้าวได้หลายมื้อเลยทีเดียว

กัวเหม่ยอิงแบกตะกร้าของลงจากเขา โดยที่เอาผักหวานป่าขึ้นวางบนสุดของตะกร้า ทำให้ไม่มีใครมองเห็นของข้างในได้ ส่วนในย่ามผ้าที่สะพายมาด้วยก็มีผลไม้ป่าที่เจอระหว่างทางเดินกลับอีกหลายชนิด

เป็นช่วงเวลาเที่ยงมีหลายคนเดินทางกลับกันประปรายเพราะไม่ได้ห่อข้าวไปด้วย หรือใครที่ห่อไปก็ไม่ได้ออกมา แต่กัวเหม่ยอิงที่ห่อข้าวไปด้วยกลับเดินออกมาเพราะของหนัก ไหนจะต้องรอเจอพี่ชายอีก

“โอ้ สะใภ้ใหญ่ไปหาผักหวานป่ามาจากไหนน่ะ” คนในหมู่บ้านที่เดินลงมาตามหลังกัวเหม่ยอิงรีบปรี่เข้ามาหาเธอที่วางตะกร้าลงบนพื้น

“อย่าจับ!” เธอใช้มือปัดมือคนที่จะจับผักหวานของเธอ ผักหวานพวกนี้แค่จับก็ช้ำแล้ว ถ้ามีคนจับอีกผักของเธอก็กินไม่ได้แล้ว

“อะ…อะไรกัน ฉันแค่จะดูผัก” นางตะลึง สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ไม่เคยคัดค้านนางสักครั้งเพราะนางเป็นญาติผู้ใหญ่สามีของหล่อน แต่อยู่ ๆ สะใภ้ใหญ่ก็ขัดนาง

“หากป้าสะใภ้ใหญ่ อยากได้ก็ขึ้นไปเก็บเอาเถอะค่ะ ผักพวกนี้ช้ำง่าย ถ้าแตะฉันกลัวว่ามันจะช้ำ” กัวเหม่ยอิงตอบญาติของสามี

ป้าสะใภ้ใหญ่ก็คือภรรยาของพี่ชายพ่อสามี หรือก็คือลุงของสามีเธอเอง นางเป็นคนดูแลเรื่องราวในบ้านและป็นคนที่กดขี่บ้านสาม ชอบใช้ย่าหานมาอ้างเมื่อจะเอาเงินไป ซึ่งคนทั้งสกุลหานหรือทั้งบ้านต่างรับรู้ แต่ก็พากันหลับตาเอาไว้เพราะพวกเขาได้ประโยชน์

“งั้นก็เอามาให้ฉันสิ” นางว่า “คุณแม่ก็อยากกินแกงผักหวาน เธอจะไม่เอาให้ย่าสามีของเธอกินเหรอ” ไม่ว่าเปล่ามือของนางก็พยายามที่จะจับเอาผักหวานในตะกร้าไป

“อยากได้ก็ขึ้นไปเก็บเอาเอง”

แต่กัวเหม่ยอิงไม่ยอม เรื่องอะไรที่เธอเก็บผักมาเหนื่อย ๆ แล้วต้องเอาให้คนอื่นกันล่ะ หากเป็นกัวเหม่ยอิงคนก่อนหล่อนอาจจะยอม แต่นี้เป็นถิงถิงคนที่ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ

“สะใภ้ใหญ่!”

นางตะคอกใส่กัวเหม่ยอิง ด้วยความที่แต่ก่อนเพียงแค่อ้างชื่อแม่สามี บ้านของน้องชายสามีก็ยอมทุกอย่าง ไม่ว่านางจะหยิบจับอะไรก็ไม่มีใครว่า แต่วันนี้สะใภ้ใหญ่กลับขัดขืน คนในหมู่บ้านที่เดินตามหรือรอกันอยู่ต่างหันมามอง

“มองอะไร! ไม่เห็นคนคุยกันหรือยังไง”

“เหอะ แค่ผักหวานป่าก็จะเอา”

“สะใภ้ใหญ่ก็บอกอยู่ให้หล่อนไปเก็บเอาเอง”

“ใช่ ฉันเห็นมันเพิ่งขึ้นทางด้านโน้น”

“อยากได้แต่ไม่หาเอาเหอะ”

คนในหมู่บ้านต่างซุบซิบกันอย่างออกรส บ้านของพวกนางเป็นบ้านใหญ่จึงไม่มีใครกลัวคนสกุลหาน หากสกุลหานอยากมีปัญหาก็ลองดู แม้บ้านพวกนางจะคนน้อยกว่า แต่หากเทียบกับจำนวนบ้านพวกนางรวมกันทั้งหมดยังไงก็มากกว่า

“เหอะ แค่ผักหวานป่าหลานสะใภ้อย่างหล่อนก็ไม่กล้าเอาให้ย่าสามีกิน” นางหัวเราะ

“ผักหวานพวกนี้ฉันเก็บมาแค่พอกับคนในครอบครัวค่ะ ไม่คิดว่าป้าสะใภ้จะอยากได้มัน” กัวเหม่ยอิงอธิบาย ผักหวานป่าที่ทุกคนเห็นมันมีไม่เยอะ และพอแกงไปมันก็จะยุบลงมาก แต่ก็เพียงพอสำหรับหญิงผอม ๆ สามคน

“ไม่ได้ยินที่ฉันบอกหรือไง ย่าสามีของเธออยากจะกินมัน!” นางว่าอย่างหงุดหงิด คนที่กำลังว่าให้นางพวกนี้นางไม่สามารถทำอะไรได้ จึงมีเพียงหลานสะใภ้ตรงหน้าที่นางทำได้ และคนอื่นก็ห้ามไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของคนในครอบครัว

แม่สามีของนางอยากจะกินแกงผักหวานป่าจริง ๆ จึงให้นางขึ้นมาเก็บ แต่นางตื่นสายกว่าจะมาถึงคนในหมู่บ้านต่างเก็บไปหมดแล้ว จะให้นางทำยังไง

ยังดีที่นางตาดีจึงเห็นหลานสะใภ้มีผักหวานป่าก็เลยคิดที่จะเอาไปให้แม่สามีที่อยากกิน ขอแค่ได้กินแม่สามีของนางก็ไม่สนว่านางได้มันไปยังไง แต่ก็ต้องตะลึงเพราะสะใภ้ใหญ่ปฎิเสธที่จะให้

เสียงเอะอะโวยวายของคนที่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าดังลั่นบริเวณ เนื่องจากพวกเขาจับกลุ่มกันเป็นก้อน บางคนก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์คนเดียวอย่างพี่ใหญ่กัว บางคนไปกันเป็นคู่ บางคนจับกลุ่มในสกุลตัวเองขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หรือบางคนก็ชวนกันขึ้นไปล่าสัตว์

“มีอะไรกันเหรอครับ”

“โอ๊ย! จะอะไรกันอีกพี่ใหญ่กัว ก็ป้าสะใภ้ของน้องสาวเจ้าน่ะสิ จะแย่งผักหวานของน้องสาวเจ้าไป” หนึ่งในกลุ่มคนในหมู่บ้านผู้หญิงพูดขึ้น

“หล่อนอย่ามากล่าวหาฉันมั่ว ๆ นะ!” ป้าสะใภ้ใหญ่รีบแก้ตัว สามีของนางก็อยู่ในกลุ่มล่าสัตว์กลุ่มนี้ นางจะทำให้สามีเสียหน้าไม่ได้

“เหอะ มีหรือคนอย่างฉันจะกล่าวหามั่ว ๆ ถามคนที่อยู่ตรงนี้ก็ได้”

“ก็แน่สิ ที่นี่มีแต่สหายเจ้า”

“พอ ๆ พวกเจ้าจะมาทะเลาะอะไรกัน ไป ๆ แยกย้ายกลับบ้านนู้น” ลุงใหญ่สามีของป้าสะใภ้พูดขึ้น แค้เมียอ้าปากเขาก็เห็นยันลิ้นไก่แล้ว จะอยู่ต่อให้แฉตัวเองไปทำไมกัน

“จุ๊ ๆ พี่ใหญ่หานช่างใจกว้าง”

กัวเหม่ยอิงหยุดมองความวุ่นวายตรงหน้าแล้วหันไปสะพายตะกร้าสานขึ้นหลังเพื่อที่จะกลับบ้าน โดยมีพี่ใหญ่ของเธอเดินตามหลังมา ก่อนจะผ่านบ้านกัวมันต้องเดินผ่านบ้านของพวกเธอก่อน

จึงไม่แปลกที่พี่ใหญ่จะเดินตามมา ส่วนความวุ่นวายได้หลังกัวเหม่ยอิงไม่ได้สนใจกับมัน

“อ้ะ เอาไปทำน้ำแกงบำรุงร่างกายของเธอ” พี่ใหญ่กัวยื่นไก่ฟ้าสามตัวแล้วก็ฟักทองหลายลูกให้กับเธอ

“มันเยอะไปค่ะ ฉันเอาแค่ตัวเดียวก็พอ” กัวเหม่ยอิงส่ายหัวปฎิเสธ

พี่ใหญ่กัวคงจะกลัวเธอยกมันให้กับบ้านใหญ่หาน จึงให้เธอมาสามตัว เผื่อเธอจะได้เก็บไว้กินตัวหนึ่ง มันเป็นแบบนี้มาตลอด

“ไม่ได้ ๆ เดี๋ยวแม่ก็จะว่าพี่อีก เธอเอาไปเถอะ ต้มน้ำแกงให้แม่สามีก็ได้” พี่ใหญ่กัวยิ้มให้น้องสาว

“อ่า” กัวเหม่ยอิงมองไก่หลายตัวที่ถูกวางลงบนแคร่ไม้หน้าบ้าน พร้อมกับฟักทองอีกหลายลูก “ขอบคุณค่ะ”

“อืม พี่จะไปแล้ว ถ้ามีอะไรก็ไปเรียกได้เข้าใจไหม เธอสกุลกัวไม่ใช่สกุลหาน” พี่ใหญ่กัวยื่นมือมาลูบผมผู้เป็นน้องสาวอย่างเป็นห่วง เด็กคนนี้พวกเขาทะนุถนอมมาตั้งแต่เกิด ได้เรียนในระดับสูง ๆ แต่ต้องมาแต่งกับคนในชนบทไหนจะต้องเสียสามีไปอีก หากไม่มีลูกสาวหล่อนคงจะต้องกลับบ้านเดิมไปแล้ว

“ค่ะ” กัวเหม่ยอิงน้ำตาคลอ ตั้งแต่เด็กจนโตเธอก็มีเพียงคุณยาย แต่พอท่านจากไปเธอก็ตัวคนเดียว จนกระทั่งมาอยู่ที่นี่เธอยังไม่ได้กลับไปดูบ้านเดิมเพราะเธอแต่งออกมาแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าคนในครอบครัวจะอบอุ่นขนาดนี้

“ยังไงก็พาเสี่ยวลู่น้อยไปให้แม่ดูหน่อย ท่านคิดถึงหลานแต่ไม่กล้ามา” พี่ใหญ่กัวว่าก่อนจะเดินออกไป กัวเหม่ยอิงจึงต้องขนของเข้าบ้านคนเดียว

ที่แม่กัวไม่กล้ามาหากัวเหม่ยอิงกับหลานสาวก็เพราะกลัวคนสกุลหานจะว่านางมาเอาของของลูกสาวไป และมันจะเป็นช่องโหว่ให้คนสกุลหานเข้าไปดูบ้านลูกสาวเพื่อตวรจสอบของ และนางก็กลัวว่าจะทำให้ลูกสาวเดือดร้อน

กัวเหม่ยอิงขนของเข้าไปในครัวก่อนที่จะออกมาปิดรั้วหน้าบ้านที่ต่อให้ปิดเอาไว้ ก็สามารถข้ามเข้าในบ้านได้ แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าที่ไม่ปิด

“กลับมาแล้วหรอคะ” สะใภ้รองรีบวิ่งเข้ามาช่วยเธอที่หิ้วของพะรุงพะรังเข้าบ้าน

“เสี่ยวลู่ล่ะ” เธอถามหาลูกสาวที่ไม่เห็น

“หล่อนเพิ่งนอนไปน่ะค่ะ ฉันก็เลยออกมาป้อนข้าวคุณแม่เพิ่งจะเสร็จ”

“อือ” กัวเหม่ยอิงพยักหน้า “เธอแยกของพวกนี้เอาไว้ ฉันจะไปอาบน้ำก่อน ใครมาเคาะประตูก็ไม่ต้องเปิด” เธอกำชับหล่อนเอาไว้

ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ได้ผักหวานไปให้ย่าสามีก็จริง แต่หากนางบอกย่าสามีว่าเธอได้มา ยังไงพวกนางก็ต้องมาเอา แต่เธอไม่ใช่กัวเหม่ยอิงที่จะยอมเพราะตัดปัญหา

“ค่ะ ฉันซักชุดให้พี่แล้วนะคะ”

กัวเหม่ยอิงพยักหน้า

นิยายแนะนำยอดนิยม
อ่านต่อกันเลย!
สนุกกับเรื่องนี้ไหม? ปลดล็อกตอนเพิ่มเติมได้ในแอป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “167SAW” บน Moboreader เพื่ออ่านฉบับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
167SAW
คัดลอก
อ่านต่อ

คุณอาจชอบ

ปรารถนารัก เทพบุตรมาร
ปรารถนารัก เทพบุตรมาร
เมื่อคำว่ารักของ ‘ฟรานเชสโก้’ เป็นเพียงเครื่องมือล่อลวงเพื่อกักขัง ‘นาตาเชีย’ ไว้เป็นสมบัติส่วนตัว นิยายรักดาร์กโรแมนซ์เรื่องนี้จะพาคุณไปพบกับความสัมพันธ์อันร้อนแรง เมื่อเธอรู้ความจริงและพยายามหนีจากอ้อมอกมัจฉราชไร้หัวใจ แต่มาเฟียหนุ่มสายโหดกลับไม่ยอมปล่อยเธอไป พร้อมทำทุกทางเพื่อรั้งเธอไว้ตลอดกาล
9.4
94 ตอน
เหลี่ยมกามเทพ
เหลี่ยมกามเทพ
เมื่อนักธุรกิจหนุ่มผู้ไร้หัวใจอย่าง เปรม ต้องมาเผชิญหน้ากับ กาสะลอง หญิงสาวสุดแกร่งที่ใช้เสน่ห์และเล่ห์เหลี่ยมล่อลวงให้เขาตกหลุมพรางเพื่อพาเขากลับไปชดใช้หนี้บุญคุณตระกูล นิยายรักแนวท่านประธานสายเปย์ที่ผสมผสานความแค้นและการหลอกลวงจนกลายเป็นความรักอันเร่าร้อนที่ยากจะถอนตัว
8.5
52 ตอน
แด๊ดดี้คนเลว
แด๊ดดี้คนเลว
เมื่อเด็กสาวไร้เดียงสาถูกชุบเลี้ยงโดยสามมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลในฐานะลูกบุญธรรม ท่ามกลางความหรูหรากลับซ่อนเร้นความลับดำมืดในความสัมพันธ์สี่คน พ่อบุญธรรมทุกคนไม่ได้มีแค่ความเมตตา แต่ต่างมีแผนการร้ายและจุดประสงค์แอบแฝงในวังวนรักอันตรายครั้งนี้ อ่านนิยายรักมาเฟียสุดเข้มข้นได้เลย
7.8
98 ตอน
สะบายดีจอมดื้อ
สะบายดีจอมดื้อ
เมื่อหัวใจบอบช้ำจากรักที่พังทลาย ชายหนุ่มจึงหนีมาพักใจที่ประเทศลาว แต่ทริปนี้กลับปั่นป่วนเมื่อต้องเจอไกด์ท้องถิ่นจอมกวนที่คอยหาเรื่องปะทะคารมตั้งแต่วันแรก ชวนติดตามนิยายรักโรแมนติกฟีลกู้ดที่จะเปลี่ยนความอลหม่านให้กลายเป็นความผูกพันสุดประทับใจ อ่านนิยายฟรีได้แล้ววันนี้
9.0
84 ตอน
ใต้อาณัติมาเฟีย
ใต้อาณัติมาเฟีย
ลดา เด็กสาววัยสิบแปดถูกส่งตัวไปประมูลเป็นนางบำเรออย่างไม่เต็มใจ ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้เธอพบกับ คาลิกซ์ มาเฟียหนุ่มใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่ทุ่มเงินแปดหลักเพื่อครอบครองตัวเธอ พร้อมพันธสัญญาแสนอันตรายที่เธอต้องยอมจำนนบนเตียงเมื่ออายุครบยี่สิบปีโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใน นิยายดาร์กโรแมนซ์ สุดร้อนแรงเรื่องนี้
9.3
38 ตอน
วิวาห์ซ่อนกลรัก
วิวาห์ซ่อนกลรัก
เมื่อสาวน้อยในอุปการะกลายเป็นคนที่กุมหัวใจทั้งหมดของเขา รัชวินทร์จึงไม่ยอมให้สถานะใดๆ หรือแผนการของใครมาขวางกั้นความรักครั้งนี้ นิยายรักฟีลกู้ดสุดอบอุ่นที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับความผูกพันอันลึกซึ้งและการต่อสู้เพื่อสร้างครอบครัวในฝัน อ่านนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ได้แล้ววันนี้
9.7
85 ตอน